arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๖

รูปังวิปาโกติกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๗๕–๑๖๗๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๐ ในวรรคที่ ๑๖มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๖ รูปังวิปาโกติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๘๗๓–๘๗๕

หน้า ๘๗๓

ส. โทสะ ... โมหะ... มานะ ... อโนตตัปปะเป็นอกุศล แต่เป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจแห่งอโนตตัปปะนั้นไม่มีหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๖๗๔} [๗๖๔] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “รูปเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. กายกรรม วจีกรรมเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มีมิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่ากายกรรม วจีกรรมเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “รูปเป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี”

จบ รูปังกุสลากุสลันติกถา

(๑๖๓) ๘. รูปังวิปาโกติกถา

ว่าด้วยเรื่องรูปเป็นวิบาก

{๑๖๗๕} [๗๖๕] สกวาทีถามว่า รูปเป็นวิบากหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. รูปเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วยผัสสะ ... สัมปยุตด้วยจิต เป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจแห่งรูปนั้นมีอยู่หรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะและสมิติยะ ซึ่งมีความเห็นว่า รูปที่เกิดเพราะกรรม (กัมมชรูป) จัดเป็นรูปที่มีวิบากได้ เหมือนกับจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเพราะกรรม ซึ่งจัดเป็นจิตที่มีวิบาก หรือเรียกว่าวิปากจิตได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๗)
หน้า ๘๗๔

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ... เป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มีมิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่ารูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ... เป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มี ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “รูปเป็นวิบาก”{๑๖๗๖} [๗๖๖] ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ... เป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจแห่งผัสสะนั้นมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. รูปเป็นวิบาก เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ... เป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ได้ ความนึก ... ความตั้งใจแห่งรูปนั้นมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๖๗๗} ส. รูปเป็นวิบาก แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ... เป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มีหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ... เป็นสภาวะรับรู้อารมณ์ไม่ได้ ความนึก ... ความตั้งใจแห่งผัสสะนั้นไม่มีหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๘๗๕

{๑๖๗๘} [๗๖๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “รูปเป็นวิบาก” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. สภาวธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเพราะกรรมที่บุคคลได้ทำไว้เป็นวิบากมิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าสภาวธรรมคือจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเพราะกรรมที่บุคคลได้ทำไว้เป็นวิบาก ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “รูปที่เกิดขึ้นเพราะกรรมที่บุคคลได้ทำไว้เป็นวิบาก”

จบ รูปังวิปาโกติกถา

(๑๖๔) ๙. รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา

ว่าด้วยเรื่องรูปเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร

{๑๖๗๙} [๗๖๘] สกวาทีถามว่า รูปเป็นรูปาวจรมีอยู่หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. รูปเป็นสภาวะแสวงหาสมาบัติ เป็นสภาวะแสวงหาอุบัติ เป็นสภาวะเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน กับจิตที่แสวงหาสมาบัติ กับจิตที่แสวงหาอุบัติ กับจิตที่เป็นเครื่องอยู่ เป็นสุขในปัจจุบันหรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่า รูปที่เกิดเพราะกรรมอันเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรต้องจัดเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร โดยเทียบเคียงว่ารูปใดเกิดเพราะกรรมที่เป็นกามาวจร รูปนั้นจัดเนินกามาวจร ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่ารูปทั้งหมดจัดเป็นกามาวจร (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๘๘)

จบ รูปังวิปาโกติกถา