arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๒

สัทโทวิปาโกติกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๘๕–๑๔๘๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๙ ในวรรคที่ ๑๒มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๒ สัทโทวิปาโกติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๗๕๓–๗๕๕

หน้า ๗๕๓

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่รู้แล้วย่อมไม่กล่าวความสิ้นสุดแห่งกรรมที่สัตว์จงใจทำสั่งสมขึ้นไว้ ก็วิบากนั้นแลอันผู้ทำพึงได้เสวยในปัจจุบันในอัตภาพถัดไปหรือในอัตภาพต่อ ๆ ไปอีก” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น กรรมทั้งปวงก็ต้องมีวิบาก

จบ กัมมกถา

(๑๑๘) ๓. สัทโทวิปาโกติกถา

ว่าด้วยเรื่องเสียงเป็นวิบาก

{๑๔๘๕} [๖๓๖] สกวาทีถามว่า เสียงเป็นวิบากหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. เสียงเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นทุกข์ เป็นผลที่บุคคลเสวยไม่ทุกข์ไม่สุข สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วยผัสสะ สัมปุต<*>ด้วยเวทนา สัมปยุตด้วยสัญญา สัมปยุตด้วยเจตนา สัมปยุตด้วยจิต รับรู้อารมณ์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๒๑๗/๓๙๙
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่าเสียงจัดเป็นวิบาก เพราะศึกษาข้อความแห่งพระสูตรที่ว่า ‘เพราะกรรมที่ตถาคตทำ สั่งสม เพิ่มพูน ไพบูลย์ไว้นั้น ตถาคตนั้นจึงเป็นผู้มีเสียงดุจเสียงพรหม’ (ที.ปา. (แปล) ๑๙/๒๓๖/๒๐๕) โดยไม่แยบคาย ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า เฉพาะนามธรรมที่มีกรรมเป็นสมุฏฐานเท่านั้นจัดเป็นวิบาก เสียงเป็นรูปธรรมที่มีจิตและอุตุเป็นสมุฏฐานจึงจัดเป็นวิบากไม่ได้ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๓)
  3. สัมปยุต - ผู้รวบรวม
หน้า ๗๕๔

ได้ มีความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น...

ส. เสียงไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นทุกข์ ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจ มิใช่หรือ?

ป.ถูกแล้ว

ส. หากว่าเสียงไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “เสียงเป็นวิบาก”{๑๔๘๖} ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เสียงเป็นวิบาก เสียงเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๘๗} ส. เสียงเป็นวิบาก แต่เสียงไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นทุกข์ ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๘๘} [๖๓๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “เสียงเป็นวิบาก” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

หน้า ๗๕๕

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “เพราะกรรมที่ตถาคตทำ สั่งสมเพิ่มพูน ไพบูลย์ไว้นั้น ตถาคตนั้นจึงมีเสียงดุจเสียงพรหม พูดมีสำเนียงดังเสียงนกการเวก” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น เสียงก็เป็นวิบาก

จบ สัทโทวิปาโกติกถา

(๑๑๙) ๔. สฬายตนกถา

ว่าด้วยเรื่องสฬายตนะเป็นวิบาก

{๑๔๘๙} [๖๓๘] สกวาทีถามว่า จักขายตนะเป็นวิบากหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. จักขายตนะเป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นทุกข์ ... รับรู้อารมณ์ได้ มีความนึก ... ความตั้งใจหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. จักขายตนะไม่เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ... รับรู้อารมณ์ไม่ได้ ไม่มีความนึก ... ความตั้งใจ มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๒๓๖/๒๐๕
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่สฬายตนะหรืออาตนะ<*> ๖ (คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) เกิดขึ้นได้เพราะกรรมที่บุคคลทำไว้ ฉะนั้น สฬายตนะจึงจัดเป็นวิบาก (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๖๓)
  3. อายตนะ - ผู้รวบรวม

จบ สัทโทวิปาโกติกถา