arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๑

ติสโสปิ อนุสยกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๓๒–๑๔๔๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๘ ในวรรคที่ ๑๑มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๑ ติสโสปิ อนุสยกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๗๑๗–๗๒๗

หน้า ๗๑๗

๑๑. เอกาทสมวรรค

(๑๐๖-๑๐๘) ๑-๓. ติสโสปิอนุสยกถา

ว่าด้วยเรื่องอนุสัย ๓ เรื่อง

{๑๔๓๒} [๖๐๕] สกวาทีถามว่า อนุสัยเป็นอัพยากฤตหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. อนุสัยเป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก ... เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา ... เป็นรูป ... เป็นนิพพาน ... เป็นจักขายตนะ ... เป็นโผฏฐัพพายตนะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๓๓} ส. กามราคานุสัยเป็นอัพยากฤตหรือ

ป. ถูกแล้ว

ส. กามราคะ กามราคปริยุฎฐาน กามราคสังโยชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์เป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กามราคะ กามราคปริยุฎฐาน ... กามฉันทนิวรณ์เป็นอกุศลหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนุสัย ๓ เรื่อง ในวรรคนี้ คือ (๑) เรื่องอนุสัยเป็นอัพยากฤต (๒) เรื่องอนุสัยเป็นอเหตุกะ (๓) เรื่องอนุสัยวิปปยุตจากจิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๕)
  2. ๒ปรวาที ในกถาทั้ง ๓ นี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะและนิกายสมิติยะ ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปอยู่ จัดว่าเป็นผู้มีอนุสัยกิเลส และอนุสัยกิเลสทั้งหลายไม่จัดว่าเป็นเหตุที่เกิดแก่เขาในขณะนั้น ทั้งไม่สัมปยุตด้วยจิตนั้น ฉะนั้นอนุสัยกิเลสเหล่านั้นจึงจัดเป็นอัพยากฤต เป็นอเหตุกะ และวิปปยุตจากจิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๖)
หน้า ๗๑๘

ส. กามราคานุสัยเป็นอกุศลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๓๔} ส. ปฏิฆานุสัยเป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ปฏิฆะ ปฏิฆปริยุฏฐาน ปฏิฆสังโยชน์เป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ปฏิฆะ ปฏิฆปริยุฏฐาน ปฏิฆสังโยชน์เป็นอกุศลหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ปฏิฆานุสัยเป็นอกุศลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๓๕} ส. มานานุสัยเป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มานะ มานปริยุฏฐาน มานสังโยชน์เป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. มานะ มานปริยุฎฐาน มานสังโยชน์เป็นอกุศลหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. มานานุสัยเป็นอกุศลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๓๖} ส. ทิฏฐานุสัยเป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๗๑๙

ส. ทิฏฐิ ทิฎโฐฆะ ทิฏฐิโยคะ .ทิฎฐิปริยุฏฐาน ทิฎฐิสังโยชน์เป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ทิฏฐิ ทิฏโฐฆะ ทิฏฐิโยคะ ทิฎฐิปริยุฏฐาน ทิฏฐิสังโยชน์เป็นอกุศลหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ทิฏฐานุสัยเป็นอกุศลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๓๗} ส. วิจิกิจฉานุสัยเป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสังโยชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์เป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสังโยชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์เป็นอกุศลหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. วิจิกิจฉานุสัยเป็นอกุศลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๓๘} ส. ภวราคานุสัยเป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ภวราคะ ภวราคปริยุฏฐาน ภวราคสังโยชน์เป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๗๒๐

ส. ภวราคะ ภวราคปริยุฏฐาน ภวราคสังโยชน์เป็นอกุศลหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ภวราคานุสัยเป็นอกุศลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๓๙} ส. อวิชชานุสัยเป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาสังโยชน์ อวิชชานิวรณ์เป็นอัพยากฤตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาสังโยชน์ อวิชชานิวรณ์เป็นอกุศลหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อวิชชานุสัยเป็นอกุศลหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๔๐} [๖๐๖] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “อนุสัยเป็นอัพยากฤต” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ปุกุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “ผู้มีอนุสัย” หรือส. ถูกแล้ว

ป. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลมารวมกันหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็ต้องเป็นอัพยากฤต

หน้า ๗๒๑

ป. ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “ผู้มีราคะ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. สภาวธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลมารวมกันหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็ต้องเป็นอัพยากฤต

{๑๔๔๑} [๖๐๗] ส. อนุสัยเป็นอเหตุกะหรือ

ป. ถูกแล้ว

ส. อนุสัยเป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ... เป็นโผฏฐัพพายตนะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กามาราคานุสัยเป็นอเหตุกะ (ไม่มีเหตุ) หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสังโยชน์ ... กามฉันทนิวรณ์เป็นอเหตุกะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน ... กามฉันทนิวรณ์เป็นสเหตุกะ (มีเหตุ) หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กามราคานุสัยเป็นสเหตุกะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. ปฏิฆานุสัย ... มานานุสัย ... ทิฏฐานุสัย ... วิจิกิจฉานุสัย ... ภวราคานุสัย .... อวิชชานุสัยเป็นอเหตุกะหรือ ?

หน้า ๗๒๒

ป. ถูกแล้ว

ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาสังโยชน์ อวิชชานิวรณ์เป็นอเหตุกะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อวิชชา อวิชโชฆะ ... อวิชชานิวรณ์เป็นสเหตุกะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อวิชชานุสัยเป็นสเหตุกะหรือ .?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๔๒} [๖๐๘] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “อนุสัยเป็นอเหตุกะ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลและเป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “ผู้มีอนุสัย” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. อนุสัยเป็นสเหตุกะโดยเหตุอันนั้นหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็ต้องเป็นอเหตุกะ

ป. ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ท่านยอมรับว่า “ผู้มีราคะ” หรือ ? .

ส. ถูกแล้ว

ป. ราคะเป็นสเหตุกะโดยเหตุอันนั้นหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็ต้องเป็นอเหตุกะ

หน้า ๗๒๓

{๑๔๔๓} [๖๐๙] ส. อนุสัยวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อนุสัยเป็นรูป ... เป็นนิพพาน ... เป็นจักขายตนะ ... เป็นโผฏฐัพพายตนะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กามราคานุสัยวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสังโยชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน ... กามฉันทนิวรณ์สัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กามราคานุสัยสัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๔๔} [๖๑๐] ส. กามราคานุสัยวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กามราคานุสัยนับเนื่องในขันธ์ไหน ?

ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์

ส. สังขารขันธ์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สังขารขันธ์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

หน้า ๗๒๔

ป. ถูกแล้ว

ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๔๕} ส. กามราคานุสัยนับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กามราคะนับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. กามราคะนับเนื่องในสังขารขันธ์และสัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กามราคานุสัยนับเนื่องในสังขารขันธ์และสัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๔๖} ส. กามราคานุสัยนับเนื่องในสังขาร แต่วิปปยุตจากจิต ส่วนกามราคะนับเนื่องในสังขารและสัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่งวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่งวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่งวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๗๒๕

{๑๔๔๗} [๖๑๑] ส. ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ ... อวิชชานิวรณ์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ ... อวิชชานิวรณ์สัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อวิชชานุสัยสัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

[๖๑๒] ส. อวิชชานุสัยวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อวิชชานุสัยนับเนื่องในขันธ์ไหน ?

ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์

ส. สังขารขันธ์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สังขารขันธ์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อวิชชานุสัยนับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๗๒๖

ส. อวิชชานับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่วิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อวิชชานับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อวิชชานุสัยนับเนื่องในสังขารขันธ์และสัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อวิชชาบุสัยนับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่วิปปยุตจากจิต ส่วนอวิชชานับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุตด้วยจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่งวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. สังขารขัแธ์ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่งวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เวทนาขัแธ์ สัญญาขันธ์ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่งวิปปยุตจากจิตหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๔๘} [๖๑๓] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “อนุสัยวิปปยุตจากจิต” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “ผู้มีอนุสัย” หรือ ?

หน้า ๗๒๗

ส. ถูกแล้ว

ป. อนุสัยสัมปยุตด้วยจิตนั้นหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็ต้องวิปปยุตจากจิต

ป. ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ ท่านยอมรับว่า “ผู้มีราคะ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ราคะสัมปยุตด้วยจิตนั้นหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็ต้องวิปปยุตจากจิต

จบ ติสโสปิอนุสยกถา

(๑๐๙) ๔. ญาณกถา

ว่าด้วยเรื่องญาณของพระอริยบุคคล

{๑๔๔๙} [๖๑๔] สกวาทีถามว่า เมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่เป็นญาณวิปปยุตเป็นไปอยู่ ท่านไม่ยอมรับว่า “เป็นผู้มีญาณ” หรือปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ในขณะที่อัญญาณคือความไม่รู้สิ้นไปด้วยมรรคญาณ เมื่อจิตที่ปราศจากญาณ (ญาณวิปปยุต) มีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น เป็นไปอยู่ คือทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เพราะเหตุที่มรรคจิตนั้นไม่เป็นไป คือไม่ทำหน้าที่ ฉะนั้น จึงไม่ควรเรียกพระอริยบุคคลนั้นว่าผู้มีญาณ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๖)

จบ ติสโสปิ อนุสยกถา