arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๑๐

ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๐๐–๑๔๐๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๑ ในวรรคที่ ๑๐มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๑๐ ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๖๙๕–๖๙๙

หน้า ๖๙๕

{๑๓๙๙} [๕๘๖] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “วิญญาณ ๕ มีความผูกใจ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักขุแล้วรวบถือรวม ๆ ... ไม่รวบถือรวม ๆ ... ฟังเสียงด้วยโสตะ ... ถูกต้องโผฏฐพพะด้วยกายแล้วรวบถือรวม ๆ.... ไม่รวบถือรวม ๆ ...” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น วิญญาณ ๕ ก็ต้องมีความผูกใจ ...

จบ ปัญจวิญญาณาสาโภคาติกถา

(๑๐๐) ๖. ทวีหิสีเลหิสมันนาคโตติกถา

ว่าด้วยเรื่องผู้เจริญมรรคประกอบด้วยศีล ๒

{๑๔๐๐} [๕๘๗] สกวาทีถามว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒ หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๒ ด้วยเวทนา ๒ ด้วยสัญญา ๒ ด้วยเจตนา ๒ ด้วยจิต ๒ ด้วยศรัทธา ๒ ด้วยวิริยะ ๒ ด้วยสติ ๒ ด้วยสมาธิ ๒ ด้วยปัญญา ๒ หรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า เพราะเหตุที่บุคคลผู้มีศีลด้วยศีลที่เป็นโลกิยะเจริญโลกุตตรมรรค ฉะนั้น. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยมรรคจึงชื่อว่าเป็นผู้’ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง คือ ศีลที่เป็นโลกิยะเป็นอันดับแรก และศีลที่เป็นโลกุตตระในขณะที่มรรคเกิดขึ้น ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่าผู้เจริญมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยศีลอย่างเดียว คือ ศีลที่เป็นโลกุตตระ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๒-๒๕๓)
หน้า ๖๙๖

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๐๑} ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยศีลอันเป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะอันเป็นโลกิยะ ด้วยเวทนาอันเป็นโลกิยะ ด้วยสัญญาอันเป็นโลกิยะ ด้วยเจตนาอันเป็นโลกิยะ ด้วยจิตอันเป็นโลกิยะ ด้วยศรัทธาอันเป็นโลกิยะ ด้วยวิริยะอันเป็นโลกิยะ ด้วยสติอันเป็นโลกิยะ ด้วยสมาธิอันเป็นโลกิยะ ด้วยปัญญาอันเป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๐๒} ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยศีลทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ... เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยศีลอันเป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นปุถุชนหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

หน้า ๖๙๗

{๑๔๐๓} [๕๘๘] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาอันเป็นโลกิยะหรีอ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฎฐิอันเป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาอันเป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะอันเป็นโลกิยะ ... ด้วยสัมมาวายามะอันเป็นโลกิยะ ... ด้วยสัมมาสติอันเป็นโลกิยะ ... ด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะอันเป็นโลกิยะ ... ด้วยสัมมาอาชีวะอันเป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกิยะ ... ด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๐๔} ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

หน้า ๖๙๘

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาวาจา ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ... ด้วยสัมมาวายามะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ... ด้วยสัมมาสติทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ... ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมากัมมันตะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ... บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

{๑๔๐๕} ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาอาชีวะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยสัมมาสังกัปปะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ... ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระหรือ ?

หน้า ๖๙๙

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๔๐๖} [๕๘๙] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. เมื่อศีลอันเป็นโลกิยะดับไปแล้ว มรรคจึงเกิดขึ้นหรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลขาด มีศีลทะลุ เจริญมรรคได้หรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคก็ต้องเป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒

จบ ทวีหิสีเลหิสมันนาคโตติกถา

(๑๐๑) ๗. สีลังอเจตสิกันติกถา

ว่าด้วยเรื่องศีลไม่เป็นเจตสิก

{๑๔๐๗} [๕๙๐] สกวาทีถามว่า ศีลไม่เป็นเจตสิกหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. เป็นรูป ... เป็นนิพพาน ... เป็นจักขายตนะ ... เป็นกายายตนะ ... เป็นรูปายตนะ ... เป็นโผฎฐัพพายตนะหรือ ?

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายมหาสังฆิกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ศีลไม่จัดเป็นเจตสิก โดยให้เหตุผลว่า ศีลถึงแม้จะเกิดขึ้นแล้วดับไป แต่ความสั่งสมศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุก็ยังมีอยู่ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลชื่อว่ามีศีลคงมั่นอยู่ ซึ่งต่างจากความเห็นของฝ่ายสกวาทีที่เห็นว่า ศีลจัดเป็นเจตสิกที่เรียกว่าวิรติเจตสิก มีภาวะเกิดดับตามจิต (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๕๓)

จบ ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา