พระอภิธรรมปิฎก · มหาวรรค
ปัญญัตตานุโยค เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๘–๗๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๔/๑๖ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
_______
๑๐. ปญฺญตฺตานุโยค
๑๐. ปัญญัตตานุโยคะ
ว่าด้วยการซักถามถึงบัญญัติ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ มหาวรรค ปัญญัตตานุโยค (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๓๗ หน้า ๓๑–๓๔ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๓๗ หน้า ๓๙–๔๓
*รูปธาตุยา รูปี ปุคฺคโลติ? อามนฺตา. กามธาตุยา กามี ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
*รูปธาตุยา รูปิโน สตฺตาติ? อามนฺตา. กามธาตุยา กามิโน สตฺตาติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. ผู้มีรูปในรูปธาตุเป็นสัตว์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผู้มีกามในกามธาตุเป็นสัตว์ใช่ไหม
- ๑เพราะมีความเห็นว่า ผู้มีกามเป็นนามบัญญัติที่มิใช่ได้มาเพราะเกี่ยวข้องกับกามภูมิ แต่เป็นบัญญัติที่ได้มา เพราะเกี่ยวข้องกับกิเลสกาม (อภิ.ปญฺจ.อ. ๖๑-๖๖/๑๔๕)
*อรูปธาตุยา อรูปี ปุคฺคโลติ? อามนฺตา. กามธาตุยา กามี ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. ผู้ไม่มีรูปในอรูปธาตุเป็นบุคคลใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผู้มีกามในกามธาตุเป็นบุคคลใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*อรูปธาตุยา อรูปิโน สตฺตาติ? อามนฺตา. กามธาตุยา กามิโน สตฺตาติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. ผู้ไม่มีรูปในอรูปธาตุเป็นสัตว์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ผู้มีกามในกามธาตุเป็นสัตว์ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*รูปธาตุยา รูปี ปุคฺคโล อรูปธาตุยา อรูปี ปุคฺคโล, อตฺถิ จ โกจิ รูปธาตุยา จุโต อรูปธาตุํ อุปปชฺชตีติ? อามนฺตา. รูปี ปุคฺคโล อุปจฺฉินฺโน, อรูปี ปุคฺคโล ชาโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. ผู้มีรูปในรูปธาตุเป็นบุคคล ผู้ไม่มีรูปในอรูปธาตุเป็นบุคคล และ บางคนจุติจากรูปธาตุแล้วเข้าถึงอรูปธาตุใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลผู้มีรูปขาดสูญ บุคคลผู้ไม่มีรูปเกิดได้ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*รูปธาตุยา รูปิโน สตฺตา อรูปธาตุยา อรูปิโน สตฺตา, อตฺถิ จ โกจิ รูปธาตุยา จุโต อรูปธาตุํ อุปปชฺชตีติ? อามนฺตา. รูปี สตฺโต อุปจฺฉินฺโน, อรูปี สตฺโต ชาโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. ผู้มีรูปในรูปธาตุเป็นสัตว์ ผู้ไม่มีรูปในอรูปธาตุเป็นสัตว์ และบาง คนจุติจากรูปธาตุแล้วเข้าถึงอรูปธาตุมีอยู่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. สัตว์มีรูปขาดสูญ สัตว์ไม่มีรูปเกิดได้ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*“กาโย”ติ วา “สรีรนฺ”ติ วา, “สรีรนฺ”ติ วา “กาโย”ติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ? อามนฺตา. “ปุคฺคโล”ติ วา “ชีโว”ติ วา, “ชีโว”ติ วา “ปุคฺคโล”ติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ? อามนฺตา. อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ? อามนฺตา. อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.
อาชานาหิ นิคฺคหํ: หญฺจิ “กาโย”ติ วา “สรีรนฺ”ติ วา, “สรีรนฺ”ติ วา “กาโย”ติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, “ปุคฺคโล”ติ วา “ชีโว”ติ วา, “ชีโว”ติ วา “ปุคฺคโล”ติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล. เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺ”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘กาโยติ วา สรีรนฺติ วา, สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต. ปุคฺคโลติ วา ชีโวติ วา, ชีโวติ วา ปุคฺคโลติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺ’ติ”, มิจฺฉา.
โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺ”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “กาโยติ วา สรีรนฺติ วา, สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, ปุคฺคโลติ วา ชีโวติ วา, ชีโวติ วา ปุคฺคโลติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘กาโยติ วา สรีรนฺติ วา, สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, ปุคฺคโลติ วา ชีโวติ วา, ชีโวติ วา ปุคฺคโลติ วา ปุคฺคลํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺ’ติ”, มิจฺฉา ฯเปฯ
สก. เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มี ความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับบุคคล ให้มี ความหมายว่า บุคคล โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
สก. ท่านจงรับนิคคหะ ดังต่อไปนี้
เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วน เท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับ บุคคล ให้มีความหมายว่า บุคคล โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมาย อย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน กายกับบุคคลเป็นคน ละอย่างกัน ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” ท่าน กล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้ นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน เมื่อ บัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับบุคคล ให้มีความหมายว่า บุคคลโดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน แต่ไม่ยอมรับว่า ชีวะกับ สรีระเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ
อนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ควร ยอมรับว่า “เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความ หมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะ กับบุคคล ให้มีความหมายว่า บุคคล โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมาย อย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน กายกับบุคคลเป็นคน ละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อ บัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน เมื่อบัญญัติว่า บุคคลกับชีวะ หรือบัญญัติว่า ชีวะกับบุคคล ให้มี ความหมายว่า บุคคล โดยไม่แยก ชีวะและบุคคลนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน แต่ ไม่ยอมรับว่า ชีวะกับสรีระเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด ฯลฯ
* “กาโย”ติ วา “สรีรนฺ”ติ วา, “สรีรนฺ”ติ วา “กาโย”ติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเตติ? อามนฺตา. วุตฺตํ ภควตา “อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”ติ? อามนฺตา. อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.
อาชานาหิ ปฏิกมฺมํ: หญฺจิ “กาโย”ติ วา “สรีรนฺ”ติ วา, “สรีรนฺ”ติ วา “กาโย”ติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘กาโยติ วา สรีรนฺติ วา, สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา.
โน เจ ปน วตฺตพฺเพ “อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล”ติ, โน จ วต เร วตฺตพฺเพ “กาโยติ วา สรีรนฺติ วา, สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน”ติ. ยํ ตตฺถ วเทสิ “วตฺตพฺเพ โข ‘กาโยติ วา สรีรนฺติ วา, สรีรนฺติ วา กาโยติ วา กายํ อปฺปิยํ กริตฺวา เอเสเส เอกฏฺเฐ สเม สมภาเค ตชฺชาเต, วุตฺตํ ภควตา: อตฺถิ ปุคฺคโล อตฺตหิตาย ปฏิปนฺโน’, โน จ วตฺตพฺเพ ‘อญฺโญ กาโย อญฺโญ ปุคฺคโล’ติ”, มิจฺฉา. (สงฺขิตฺตํ.) ปญฺญตฺตานุโยโค.
ปร. เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มี ความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกันใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
สก. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น
ปร. ท่านจงรับปฏิกรรม ดังต่อไปนี้
เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วน เท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล ตนเองมีอยู่’ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อบัญญัติว่า กายกับ สรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระ และกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’
แต่ไม่ยอมรับว่า กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิดอนึ่ง หากท่านไม่ยอมรับว่า “กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” ท่านก็ไม่ ควรยอมรับว่า “เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มี ความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ เกื้อกูลตนเองมีอยู่” ท่านกล่าวคำขัดแย้งใดในตอนต้นนั้นว่า “ข้าพเจ้ายอมรับว่า เมื่อบัญญัติว่า กายกับสรีระ หรือบัญญัติว่า สรีระกับกาย ให้มีความหมายว่า กาย โดยไม่แยก สรีระและกายนี้นั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน เสมอกัน มีส่วนเท่ากัน มีสภาพเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า ‘บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนเองมีอยู่’ แต่ไม่ยอมรับว่า กายกับบุคคลเป็นคนละอย่างกัน” คำนั้นของท่านผิด (ย่อ)
ปัญญัตตานุโยคะ จบ
จบ ปัญญัตตานุโยค