arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · เทวทูตวรรค

พรหมสูตร เล่ม ๒๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในเทวทูตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค พรหมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๐ หน้า ๒๐๖–๒๐๗

หน้า ๒๐๖

๔. เทวทูตวรรค

๑. สพรหมกสูตร

ว่าด้วยพรหมของลูก

{๔๗๐} [๘๘๕] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตระกูลเหล่าใดมีบิดามารดาที่บุตรทั้งหลายบูชาแล้วในเรือนของตนอยู่ ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีพรหม ตระกูลเหล่าใดมีบิดามารดาที่บุตรทั้งหลายบูชาแล้วในเรือนของตนอยู่ ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีบุรพาจารย์ ตระกูลเหล่าใดมีบิดามารดาที่บุตรทั้งหลายบูชาแล้ว ในเรือนของตนอยู่ ตระกูลเหล่านั้นชื่อว่ามีอาหุไนยบุคคลดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า ‘พรหม บุรพาจารย์ อาหุไนยบุคคล’ นี้เป็นชื่อของบิดามารดา ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าบิดามารดาเป็นผู้มีอุปการะมาก เป็นผู้ประคบประหงมเลี้ยงดูบุตร เป็นผู้แสดงโลกนี้แก่บุตร”

บิดามารดาผู้อนุเคราะห์บุตร ท่านเรียกว่าพรหม

บุรพาจารย์ และอาหุไนยบุคคลของบุตรทั้งหลาย

เพราะเหตุนั้นแล บุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงนอบน้อม

พึงสักการะท่านด้วยข้าว นํ้า ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ที่นั่ง

ด้วยการอบกลิ่น การอาบน้ำให้ และล้างเท้าให้

เพราะเหตุที่บุตรปรนนิบัติบิดามารดา บัณฑิต

ทั้งหลายจึงสรรเสริญเขาในโลกนี้ ครั้นเขาละโลกนี้ไปแล้ว

ย่อมบันเทิงในโลกสวรรค์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อาหุไนยบุคคล หมายถึงบุคคลผู้ควรแก่ของคำนับหรือเครื่องบูชา คือข้าวนํ้าเป็นต้น ที่ตระเตรียมตกแต่งไว้เพื่อบูชาหรือต้อนรับแขก (องฺ.ติก.อ. ๑๑๒)
หน้า ๒๐๗

๒. อานันทสูตร

ว่าด้วยการเข้าเจโตวิมุตติและปัญญาวิมุตติ

{๔๗๑} [๘๘๖] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อหังการ มมังการ และมานานุสัยจะไม่พึงมีในกายอันมีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก และอหังการ มมังการ และมานานุสัยย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติใดอยู่ ภิกษุจึงเข้าเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตตินั้นอยู่ได้ด้วยประการใด การได้สมาธิด้วยประการนั้นของภิกษุพึงมีได้หรือหนอ”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ อหังการ มมังการ และมานานุสัยจะไม่พึงมีในกายอันมีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก และอหังการ มมังการ และมานานุสัยย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติใดอยู่ ภิกษุจึงเข้าเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตตินั้นอยู่ได้ด้วยประการใด การได้สมาธิด้วยประการนั้นของภิกษุพึงมีได้”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อหังการ มมังการ และมานานุสัยจะไม่พึงมีในกายอันมีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก และอหังการ มมังการ และมานานุสัยย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติใดอยู่ ภิกษุจึงเข้าเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตตินั้นอยู่ได้ ด้วยประการใด การได้สมาธิด้วยประการนั้นของภิกษุพึงมีได้อย่างไร”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อหังการ หมายถึงทิฏฐิว่าเป็นเรา มมังการ หมายถึงตัณหาว่าเป็นของเรา มานานุสัย หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องคือมานะ ความถือตัว (ม.ม.อ. ๑๔๖, สํ.นิ.อ. ๒๓๗, องฺ.ติก.อ. ๑๑๓)
  2. ๒สรรพนิมิตภายนอก หมายถึงนิมิตภายนอกทั้งหมด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้น นิมิตคือบุคคล นิมิตคือธรรมารมณ์ (องฺ.ติก.อ. ๑๓)

จบ พรหมสูตร