เทวทูตวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๐–๔๗๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๕ ในปฐมปัณณาสก์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
เทวทูตวรรคที่ ๔
พรหมสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค พรหมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๑ สพฺรหฺมกานิ ภิกฺขเว ตานิ กุลานิ เยสํ ปุตฺตานํ มาตาปิตโร อชฺฌาคาเร ปูชิตา โหนฺติ สปุพฺพาจริยกานิ ภิกฺขเว ตานิ กุลานิ เยสํ ปุตฺตานํ มาตาปิตโร อชฺฌาคาเร ปูชิตา โหนฺติ สาหุเนยฺยกานิ ภิกฺขเว ตานิ กุลานิ เยสํ ปุตฺตานํ มาตาปิตโร อชฺฌาคาเร ปูชิตา โหนฺติ พฺรหฺมาติ ภิกฺขเว มาตาปิตุนฺนํ ๑ เอตํ อธิวจนํ ปุพฺพาจริยาติ ภิกฺขเว มาตาปิตุนฺนํ ๒ เอตํ อธิวจนํ อาหุเนยฺยาติ ภิกฺขเว มาตาปิตุนฺนํ ๓ เอตํ อธิวจนํ ตํ กิสฺส เหตุ พหุการา ภิกฺขเว มาตาปิตโร ปุตฺตานํ อาปาทกา โปสกา อิมสฺส โลกสฺส ทสฺเสตาโรติ ฯ
พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมฺปกา ฯ
ตสฺมา หิ เน นมสฺเสยฺย สกฺกเรยฺยาถ ปณฺฑิโต
อนฺเนน อถ ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ
อุจฺฉาทเนน นฺหาปเนน ปาทานํ โธวเนน จ
ตาย [๔]- ปริจริยาย มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ
๑ ม. ยุ. ปิสฺส ฯ ๒ ยุ. เอเตหิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีพรหม สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีบุรพาจารย์สกุลใดบุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน สกุลนั้นมีอาหุไนยบุคคล ดูกรภิกษุทั้งหลาย คำว่าพรหมนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา คำว่าบุรพาจารย์นี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดา คำว่าอาหุไนยบุคคลนี้ เป็นชื่อของมารดาและบิดาข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตร ฯ
มารดาบิดาผู้อนุเคราะห์บุตร ท่านเรียกว่าพรหม ว่าบุรพาจารย์ และว่า
อาหุไนยบุคคล เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงนมัสการและ สักการะ มารดาบิดาด้วยข้าว น้ำ ผ้า ที่นอน การ อบกลิ่น การให้อาบน้ำ และการล้าง
เท้าทั้งสอง เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดา นั้นแล บัณฑิตย่อม
สรรเสริญเขาในโลกนี้เอง เขาละไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ฯ
อานันทสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค อานันทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๒ อถโข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ สิยา นุ โข ภนฺเต ภิกฺขุโน ตถารูโป สมาธิปฏิลาโภ ยถา อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย อหงฺการมมงฺการมานานุสยา นาสฺสุ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ ๕ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา นาสฺสุ ยญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรโต อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาติ ฯ
สิยา อานนฺท ภิกฺขุโน ตถารูโป สมาธิปฏิลาโภ ยถา อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย อหงฺการมมงฺการมานานุสยา นาสฺสุ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา นาสฺสุ ยญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรโต อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาติ ฯ ยถากถํ ปน ภนฺเต สิยา ภิกฺขุโน ตถารูโป สมาธิปฏิลาโภ ยถา อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย อหงฺการมมงฺการมานานุสยา นาสฺสุ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา นาสฺสุ ยญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรโต อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาติ ฯ
อิธานนฺท ภิกฺขุโน เอวํ โหติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถๆ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค คณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานนฺติ เอวํ โข อานนฺท สิยา ภิกฺขุโน ตถารูโป สมาธิปฏิลาโภ ยถา อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย อหงฺการมมงฺการมานานุสยา นาสฺสุ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา นาสฺสุ ยญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรโต อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย อิทญฺจ ปน เมตํ อานนฺท สนฺธาย ภาสิตํ ปารายเน ปุณฺณกปเญฺห
สงฺขาย โลกสฺมิ ปโรปรานิ
ยสฺสิญฺชิตํ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก
สนฺโต วิธูโม อนิโฆ ๑ นิราโส
อตาริ โส ชาติชรนฺติ พฺรูมีติ ฯ
๑-๒-๓ โป. ม. มาตาปิตูนํ ฯ ๔ โป. ม. ยุ. นํ ฯ ๕ โป. สพฺพตฺถ สุภนิมิตฺเตสุ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกายอันมีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก ไม่พึงมีอหังการ มมังการ
และมานานุสัย อนึ่ง อหังการมมังการ และมานานุสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอยู่ ภิกษุพึงเข้าเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตินั้นอยู่ด้วยประการใด การได้สมาธิด้วยประการนั้น พึงมีแก่ภิกษุหรือหนอ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ ในกายอันมีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก ไม่พึงมีอหังการ มมังการ และมานานุสัย อนึ่งอหังการ มมังการและมานานุสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอยู่ ภิกษุพึงเข้าเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตินั้นอยู่ด้วยประการใด การได้สมาธิด้วยประการนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้ ฯ
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกายอันมีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก ไม่พึงมีอหังการ มมังการ และมานานุสัย อนึ่ง อหังการ มมังการและมานานุสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอยู่ ภิกษุพึงเข้าเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตินั้นอยู่ด้วยประการใด การได้สมาธิด้วยประการนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้อย่างไร ฯ
ภ. ดูกรอานนท์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมคิดเช่นนี้ว่า คุณชาตินี้ เป็นที่สงบระงับประณีต คือ ความสงบสังขารทั้งปวง การสละคืนอุปธิทั้งมวลธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลส ความดับสนิท นิพพาน ดูกรอานนท์ในกายอันมีวิญญาณนี้ และในสรรพนิมิตภายนอก ไม่พึงมีอหังการ มมังการและมานานุสัย อนึ่ง อหังการ มมังการ และมานานุสัยย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติอยู่ ภิกษุพึงเข้าเจโตวิมุติและปัญญาวิมุตินั้นอยู่ด้วยประการใด การได้สมาธิด้วยประการนั้น พึงมีแก่ภิกษุได้ด้วยประการฉะนี้แล ก็แหละเราหมายเอาเช่นนี้ ได้ภาษิตไว้แล้วในปุณณกปัญหาในปารายนสูตร ดังนี้ว่า
บุคคลใดรู้อัตภาพของผู้อื่น และอัตภาพของตนเป็นต้นในโลก ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้หวั่นไหวในโลกไหนๆ เรากล่าวว่า บุคคลนั้น สงบระงับ
แล้ว ไม่มีทุจริตอันทำให้จิตกลุ้มมัวดุจควันไฟ ไม่มีกิเลสอันกระทบใจ
หาความทะเยอทะยานมิได้ห้ามชาติและชราได้แล้ว ฯ
สาริปุตตสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค สาริปุตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๓ อถโข อายสฺมา สารีปุตฺโต เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อายสฺมนฺตํ สารีปุตฺตํ ภควา เอตทโวจ สงฺขิตฺเตนปิ โข อหํ สารีปุตฺตํ ธมฺมํ เทเสยฺยํ วิตฺถาเรนปิ โข อหํ สารีปุตฺต ธมฺมํ เทเสยฺยํ สงฺขิตฺตวิตฺถาเรนปิ โข เอหํ สารีปุตฺต ธมฺมํ เทเสยฺยํ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโร จ ทุลฺลภาติ ฯ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา สงฺขิตฺเตนปิ ธมฺมํ เทเสยฺย วิตฺถาเรนปิ ธมฺมํ เทเสยฺย สงฺขิตฺตวิตฺถาเรนปิ ธมฺมํ เทเสยฺย ภวิสฺสนฺติ ธมฺมสฺส อญฺญาตาโรติ ฯ
ตสฺมา ติห สารีปุตฺต เอวํ สิกฺขิตพฺพํ อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น ภวิสฺสนฺติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น ภวิสฺสนฺติ ยญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรโต อหงฺการมมงฺการ- *มานานุสยา น โหนฺติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหริสฺสามาติ เอวญฺหิ โว สารีปุตฺต สิกฺขิตพฺพํ ยโต โข สารีปุตฺต ภิกฺขุโน อิมสฺมิญฺจ สวิญฺญาณเก กาเย อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตสุ อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ ยญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรโต อหงฺการมมงฺการมานานุสยา น โหนฺติ ตญฺจ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ สารีปุตฺต ภิกฺขุ อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ วิวฏฺฏยิ ๑ สญฺโญชนํ สมฺมามานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส อิทญฺจ ปน เมตํ สารีปุตฺต สนฺธาย ภาสิตํ ปารายเน อุทยปเญฺห
ปหานํ กามสญฺญานํ ๒ โทมนสฺสาน จูภยํ
ถีนสฺส จ ปนูทนํ กุกฺกุจฺจานํ นิวารณํ
อุเปกฺขาสติสํสุทฺธํ ธมฺมตกฺกปุเรชวํ
อญฺญาวิโมกฺขํ ปพฺรูมิ อวิชฺชายปฺปเภทนนฺติ ฯ
๑ ม. อนีโฆ ฯ
ครั้งนั้นแล ท่านพระสารีบุตรได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูกรสารีบุตร เราพึงแสดงธรรมโดยสังเขปก็มี โดยพิสดารก็มี ทั้งโดยสังเขปและพิสดารก็มี แต่บุคคลผู้ที่จะรู้ทั่วถึงธรรมหาได้ยาก ท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ข้าแต่พระสุคต บัดนี้ เป็นการสมควรที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงแสดงธรรมโดยสังเขปบ้าง โดยพิสดารบ้าง ทั้งโดยสังเขป ทั้งโดยพิสดารบ้าง จักมีผู้ที่รู้ทั่วถึงธรรมได้
ภ. ดูกรสารีบุตร เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายควรศึกษาอย่างนี้ว่า ในกายอันมีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก จักไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย อนึ่ง อหังการมมังการ และมานานุสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้เข้าเจโตวิมุติปัญญาวิมุติอยู่ เราจักเข้าเจโตวิมุติปัญญาวิมุตินั้นอยู่ ดูกรสารีบุตร เธอทั้งหลายควรศึกษาอย่างนี้แล เพราะภิกษุไม่มีอหังการ
มมังการ และมานานุสัย ในกายที่มีวิญญาณนี้และในสรรพนิมิตภายนอก กับภิกษุที่เข้าถึงเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ ซึ่งเป็นที่ไม่มีอหังการ มมังการ และมานานุสัย ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ตัดตัณหาถอนสังโยชน์ทิ้งกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะการรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยการละมานะโดยชอบดูกรสารีบุตร ก็เราหมายเอาข้อนี้ ได้กล่าวไว้ในอุทยปัญหาในปารายนสูตร ดังนี้ว่า
เรากล่าวธรรมสำหรับละกามสัญญา และโทมนัสทั้งสองและธรรมเป็น
เหตุบรรเทาความง่วง และธรรมเป็นเครื่องห้ามกันความรำคาญ อันมี
อุเบกขากับสติเป็นธรรมชาติบริสุทธิ์มีความตรึกประกอบด้วยธรรมแล่น
ไปในเบื้องหน้าว่า เป็นธรรมสำหรับทำลายล้างอวิชชา เป็นเครื่องพ้น
กิเลสด้วยปัญญาที่รู้ทั่วถึง ฯ
นิทานสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค นิทานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๔ ตีณีมานิ ภิกฺขเว นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยาย กตมานิ ตีณิ โลโภ นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย โทโส นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย โมโห นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย ยํ ภิกฺขเว โลภปกตํ กมฺมํ โลภชํ โลภนิทานํ โลภสมุทยํ ยตฺถสฺส อตฺตภาโว นิพฺพตฺตติ ตตฺถ ตํ กมฺมํ วิปจฺจติ ยตฺถ ตํ กมฺมํ วิปจฺจติ ตตฺถ ตสฺส กมฺมสฺส วิปากํ ปฏิสํเวเทติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อุปปชฺเช ๓ วา อปเร วา ปริยาเย ยํ ภิกฺขเว โทสปกตํ กมฺมํ โทสชํ โทสนิทานํ โทสสมุทยํ ยตฺถสฺส อตฺตภาโว นิพฺพตฺตติ ตตฺถ ตํ กมฺมํ วิปจฺจติ ยตฺถ ตํ กมฺมํ วิปจฺจติ ตตฺถ ตสฺส กมฺมสฺส วิปากํ ปฏิสํเวเทติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อุปปชฺเช วา อปเร วา ปริยาเย ยํ ภิกฺขเว
โมหปกตํ กมฺมํ โมหชํ โมหนิทานํ โมหสมุทยํ ยตฺถสฺส อตฺตภาโว นิพฺพตฺตติ ตตฺถ ตํ กมฺมํ วิปจฺจติ ยตฺถ ตํ กมฺมํ วิปจฺจติ ตตฺถ ตสฺส กมฺมสฺส วิปากํ ปฏิสํเวเทติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อุปปชฺเช วา อปเร วา ปริยาเย เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว พีชานิ อขณฺฑานิ อปูตีนิ อวาตาตปหตานิ สารทานิ ๑ สุขสยิตานิ สุเขตฺเต สุปริกมฺมกตาย ภูมิยา นิกฺขิตฺตานิ เทโว จ สมฺมาธารํ อนุปฺปเวจฺเฉยฺย เอวสฺสุ ตานิ ภิกฺขเว พีชานิ วุฑฺฒึ วิรูฬฺหึ เวปุลฺลํ อาปชฺเชยฺยย เอวเมว โข ภิกฺขเว ยํ โลภปกตํ กมฺมํ โลภชํ โลภนิทานํ โลภสมุทยํ ยตฺถสฺส อตฺตภาโว นิพฺพตฺตติ ตตฺถ ตํ กมฺมํ วิปจฺจติ ยตฺถ ตํ กมฺมํ วิปจฺจติ ตตฺถ ตสฺส กมฺมสฺส วิปากํ ปฏิสํเวเทติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อุปปชฺเช วา อปเร วา ปริยาเย ยํ โทสปกตํ กมฺมํ ฯเปฯ ยํ โมหปกตํ กมฺมํ ฯเปฯ
อปเร วา ปริยาเย อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยาย ฯ ตีณีมานิ ภิกฺขเว นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยาย กตมานิ ตีณิ อโลโภ นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย อโทโส นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย อโมโห นิทานํ กมฺมานํ สมุทยาย ยํ ภิกฺขเว อโลภปกตํ กมฺมํ อโลภชํ อโลภนิทานํ อโลภสมุทยํ โลเภ วิคเต เอวํ ตํ กมฺมํ ปหีนํ โหติ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ ยํ ภิกฺขเว อโทสปกตํ กมฺมํ อโทสชํ อโทสนิทานํ อโทสสมุทยํ โทเส วิคเต เอวํ ตํ กมฺมํ ปหีนํ โหติ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ ยํ ภิกฺขเว อโมหปกตํ กมฺมํ อโมหชํ อโมหนิทานํ อโมหสมุทยํ โมเห
วิคเต เอวํ ตํ กมฺมํ ปหีนํ โหติ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว พีชานิ อขณฺฑานิ อปูตีนิ อวาตาตปหตานิ สารทานิ สุขสยิตานิ ตานิ ปุริโส อคฺคินา ฑเหยฺย อคฺคินา ฑหิตฺวา มสึ กเรยฺย มสึ กตฺวา มหาวาเต วา โอผุเนยฺย นทิยา วา สีฆโสตาย ปวาเหยฺย เอวสฺสุ ตานิ ภิกฺขเว พีชานิ อุจฺฉินฺนมูลานิ ตาลาวตฺถุกตานิ อนภาวํ กตานิ อายตึอนุปฺปาทธมฺมานิ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยํ อโลภปกตํ กมฺมํ อโลภชํ อโลภนิทานํ อโลภสมุทยํ โลเภ วิคเต เอวํ ตํ กมฺมํ ปหีนํ โหติ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ ยํ อโทสปกตํ กมฺมํ ฯเปฯ ยํ อโมหปกตํ กมฺมํ ฯเปฯ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ นิทานานิ กมฺมานํ สมุทยายาติ ฯ
โลภชํ โทสชญฺเจว โมหชญฺจาปิ ๑ วิทฺทสุ
ยนฺเตน ปกตํ กมฺมํ อปฺปํ วา ยทิ วา พหห
อิเธว ตํ เวทนียํ วตฺถถ อญฺญํ น วิชฺชติ
ตสฺมา โลภญฺจ โทสญฺจ โมหญฺจาปิ ๒ วิทฺทสุ
วิชฺชํ อุปฺปาทยํ ภิกฺขุ สพฺพา ทุคฺคติโย ชเหติ ฯ
๑ ยุ. วาวฏฺฏยิ ฯ ๒ ยุ. กามจฺฉนฺทานํ ฯ ๓ ม. อุปปชฺช ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
๑ ม. สาราทานิ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ ประการนี้ เป็นเหตุให้เกิดกรรม ๓ ประการเป็นไฉน คือ โลภะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมที่ถูกโลภะครอบงำ เกิดแต่โลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใดในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมที่ถูกโทสะครอบงำ เกิดแต่โทสะ มีโทสะเป็นเหตุมีโทสะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้นเขาจต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมที่ถูกโมหะครอบงำเกิดแต่โมหะ มีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้นในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่ไม่แตกหักเสียหาย ไม่ถูกลมแดดกระทบ มีสาระ เก็บงำไว้ดี เขาหว่านลงบนพื้นดินที่พรวนไว้ดีแล้วในไร่ที่ดี ทั้งฝนก็ตกดีตามฤดูกาล เมล็ดพืชเหล่านั้นย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์โดยแท้ทีเดียว แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล กรรมที่ถูกโลภะครอบงำ เกิดแต่โลภะ มีโลภะเป็นเหตุ มีโลภะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขา กรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใด ในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง กรรมที่ถูกโทสะครอบงำ ฯลฯ กรรมที่ถูกโมหะครอบงำ เกิดแต่โมหะมีโมหะเป็นเหตุ มีโมหะเป็นแดนเกิด ย่อมให้ผลในที่ที่เกิดอัตภาพของเขากรรมนั้นให้ผลในขันธ์ใดในขันธ์นั้น เขาจะต้องเสวยวิบากของกรรมนั้น ในลำดับที่เกิดหรือต่อๆ ไปในปัจจุบันนั่นเอง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ ประการนี้แล เป็นเหตุให้เกิดกรรม ๓ ประการเป็นไฉน คืออโลภะ ๑ อโทสะ อโมหะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย กรรมที่ถูกอโลภะครอบงำ เกิดแต่อโลภะมีอโลภะเป็นเหตุ มีอโลภะเป็นแดนเกิด เมื่อโลภะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา
กรรมที่ถูกอโทสะครอบงำ ฯลฯ กรรมที่ถูกอโมหะครอบงำ เกิดแต่อโมหะ มีอโมหะเป็นเหตุมีอโมหะเป็นแดนเกิด เมื่อโมหะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือนบุรุษพึงเอาไฟเผาเมล็ดพืชที่ไม่แตกหักเสียหาย ยังไม่ถูกลมแดดกระทบ มีสาระถูกเก็บงำไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วพึงทำให้เป็นเขม่า แล้วโปรยลงไปในลมพายุ หรือลอยเสียในแม่น้ำที่มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว พึงเป็นพืชถูกถอนรากขึ้น ถูกทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา แม้ฉันใดดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล กรรมที่ถูกอโลภะครอบงำ เกิดแต่อโลภะมีอโลภะเป็นเหตุ มีอโลภะเป็นแดนเกิด เมื่อโลภะปราศไปแล้ว
ย่อมเป็นอันบุคคลละได้ ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา กรรมที่ถูกอโทสะครอบงำ ฯลฯ กรรมที่ถูกอโมหะครอบงำ เกิดแก่อโมหะมีอโมหะเป็นเหตุ มีอโมหะเป็นแดนเกิด เมื่อโมหะปราศไปแล้ว ย่อมเป็นอันบุคคลละได้เด็ดขาด ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติ ๓ประการนี้แล เป็นเหตุให้เกิดกรรม ฯ
ผู้รู้จักกรรมอันเกิดแต่โลภะ เกิดแต่โทสะและเกิดแต่โมหะ เขาทำกรรมใด จะน้อยหรือมากก็ตาม เขาจะต้องเสวยผลกรรมนั้นในอัตภาพนี้
แหละ วัตถุชนิดอื่นย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้รู้แจ้งความโลภ
ความโกรธ และความหลงทำให้วิชชาบังเกิดขึ้น พึงละทุคติเสียได้
ทั้งหมด ฯ
หัตถกสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค หัตถกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๕ เอกํ สมยํ ภควา อาฬวิยํ วิหรติ โคมคฺเค สึสปาวเน ปณฺณสนฺถเร ๓ ฯ อถโข หตฺถโก อาฬวโก ชงฺฆาวิหารํ อนุจงฺกมมาโน อนุวิจรมาโน อทฺทส ภควนฺตํ โคมคฺเค สึสปาวเน ปณฺณสนฺถเร ๔ นิสินฺนํ ทิสฺวาน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข หตฺถโก อาฬวโก ภควนฺตํ เอตทโวจ กจฺจิ ภนฺเต ภควา สุขมสยิตฺถาติ ฯ เอวํ กุมาร สุขมสยิตฺถํ เย จ ปน โลเก สุขํ เสนฺติ อหํ เตสํ อญฺญตโรติ ฯ สีตา ภนฺเต เหมนฺติกา รตฺติ อนฺตรฏฺฐโก หิมปาตสมโย ขรา โคกณฺฏกหตา ภูมิ ตนุโก ปณฺณสนฺถโร วิรฬานิ รุกฺขสฺส ปตฺตานิ สีตานิ กาสายานิ วตฺถานิ สีโต จ เวรมฺพวาโต วาตีติ ๑ ฯ อถ จ ปน ภควา เอวมาห เอวํ กุมาร สุขมสยิตฺถํ เย จ ปน โลเก สุขํ เสนฺติ อหํ เตสํ อญฺญตโรติ ฯ
เตนหิ กุมาร ตํเยเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ กุมาร อิธสฺส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา กูฏาคารํ อุลฺลิตฺตาวลิตฺตํ นิวาตํ ผุสิตคฺคฬํ ปิหิตวาตปานํ ตตฺรสฺส ปลฺลงฺโก โคณกตฺถโต ปฏิกตฺถโต ปฏลิกตฺถโต กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรโณ สอุตฺตรจฺฉโท อุภโตโลหิตกุปธาโน เตลปฺปทีโป เจตฺถ ฌาเยยฺย จตสฺโส [๒]- ปชาปติโย [๓]- มนาปมนาเปน ปจฺจุปฏฺฐิตา อสฺสุ ตํ กึ มญฺญสิ กุมาร สุขํ วา โส สเยยฺย โน วา กถํ วา เต เอตฺถ โหตีติ ฯ สุขํ โส ภนฺเต สเยยฺย เย จ [๔]- โลเก สุขํ เสนฺติ โส เตสํ อญฺญตโรติ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ กุมาร อปินุ ตสฺส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา อุปฺปชฺเชยฺยย ราคชา ปริฬาหา กายิกา วา เจตสิกา วา เยหิ โส ราคเชหิ ปริฬาเหหิ ปริฑยฺหมาโน ทุกฺขํ สเยยฺยาติ ฯ
เอวํ ภนฺเต ฯ เยหิ โข โส กุมาร คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา ราคเชหิ ปริฬาเหหิ ปริฑยฺหมาโน ทุกฺขํ สเยยฺย โส ราโค ตถาคตสฺส ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ตสฺมาหํ สุขมสยิตฺถํ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ กุมาร อปินุ ตสฺส คหปติสฺส วา คหปติปุตฺตสฺส วา อุปฺปชฺเชยฺยย โทสชา ปริฬาหา ฯเปฯ โมหชา ปริฬาหา กายิกา วา เจตสิกา วา เยหิ โส โมหเชหิ ปริฬาเหหิ ปริฑยฺหมาโน ทุกฺขํ สเยยฺยาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ เยหิ โข โส กุมาร คหปติ วา คหปติปุตฺโต วา โมหเชหิ ปริฬาเหหิ ปริฑยฺหมาโน ทุกฺขํ สเยยฺย โส โมโห ตถาคตสฺส ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ตสฺมาหํ สุขมสยิตฺถนฺติ ฯ
สพฺพทา เว สุขํ เสติ พฺราหฺมโณ ปรินิพฺพุโต
โย น ลิปฺปติ กาเมสุ สีติภูโต นิรูปธิ
สพฺพา อาสตฺติโย เฉตฺวา วิเนยฺย หทเย ทรํ
อุปสนฺโต สุขํ เสติ สนฺตึ ปปฺปุยฺย เจตโสติ ฯ
๑-๒ ม. โมหชญฺจาปวิทฺทสุ ฯ ๓-๔ ยุ. ปณฺณสนฺถาเร ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
๑ ม. วายติ ฯ ยุ. วาติ ฯ ๒-๓ ยุ. จสทฺโท อตฺถิ ฯ ๔ ม. ยุ. จ ปน ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่บนที่ลาดใบไม้ ในสีสปาวัน ข้างทางโค ใกล้เมืองอาฬวี ครั้งนั้นแล หัตถกราชกุมารชาวเมืองอาฬวี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่ เมื่อกำลังเดินพักผ่อน ได้เห็นพระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่บนที่ลาดใบไม้ในป่าสีสปาวันข้างทางโค
ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ พระองค์ทรงเป็นสุขดีหรือ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า ดูกรกุมาร ฉันอยู่เป็นสุขดี ก็แหละฉันเป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่เป็นสุขในโลก ฯ
ห. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีฤดูเหมันต์เยือกเย็น ระหว่าง ๘ วัน เป็นสมัยหิมะตกพื้นดินแข็งแตกระแหง ที่ลาดใบไม้บาง ใบต้นไม้ห่าง ผ้ากาสายะเย็น ทั้งลมเวรัมพวาตอันเยือกเย็นก็กำลังพัด ฯ
ก็แหละลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสอย่างนี้ว่า อย่างนั้นกุมารฉันเป็นสุขดี ก็แหละฉันเป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่อยู่เป็นสุขในโลก แล้วตรัสต่อไปว่า ดูกรกุมาร ถ้าเช่นนั้นฉันจักย้อนถามท่านในข้อนี้ ท่านพึงพยากรณ์ปัญหานั้นตามที่ท่านชอบใจ ดูกรกุมาร ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีในโลกนี้ พึงมีเรือนยอดที่เขาฉาบทาทั้งภายในภายนอกลมพัดเข้าไม่ได้ มีบานประตูมิดชิด มีหน้าต่างปิดสนิท ในเรือนยอดนั้นพึงมีบัลลังก์ ซึ่งลาดด้วยผ้าลาดมีขนยาว ลาดด้วยเครื่องลาดขาว ทอด้วยขนสัตว์ยาว ลาดด้วยเครื่องลาดขาวด้วยดอกไม้ ลาดด้วยเครื่องลาดชั้นสูงคือหนังชมด ข้างบนมีเพดาน มีหมอนสีแดงวางไว้ทั้งสองข้าง ตามประทีปน้ำมันไว้สว่างไสว ปชาบดีสี่นางพึงบำรุงบำเรอด้วยวิธีที่น่าชอบอกชอบใจ ดูกรกุมาร ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้นอยู่เป็นสุขหรือหาไม่ หรือท่านมีความคิดเห็นเป็นไฉนในเรื่องนี้ ฯ
ห. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น พึงอยู่เป็นสุข และเขาเป็นคนหนึ่งในจำนวนคนที่อยู่เป็นสุขในโลก ฯ
พ. ดูกรกุมาร ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดี พึงเกิดความเร่าร้อนที่เป็นไปทางกายหรือทางจิต ซึ่งเกิดแต่ราคะอันเป็นเหตุทำให้ผู้ที่ถูกมันเผาอยู่เป็นทุกข์มิใช่หรือ
ห. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรกุมาร คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น ถูกความเร่าร้อนอันเกิดแต่ราคะใดแผดเผาอยู่ จึงอยู่เป็นทุกข์ ราคะนั้นตถาคตละได้เด็ดขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดาเพราะฉะนั้น เราจึงอยู่เป็นสุข ดูกรกุมาร
ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนคฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น พึงเกิดความเร่าร้อนที่เป็นไปทางกายหรือทางจิต ซึ่งเกิดแต่โทสะ ฯลฯ ซึ่งเกิดแต่โมหะ อันเป็นเหตุทำให้ผู้ที่ถูกมันเผาอยู่เป็นทุกข์มิใช่หรือ ฯ
ห. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ
พ. ดูกรกุมาร คฤหบดีหรือบุตรคฤหบดีนั้น ถูกความเร่าร้อนอันเกิดแต่โทสะ ฯลฯ
เกิดแต่โมหะใดแผดเผาอยู่ จึงอยู่เป็นทุกข์ โทสะ โมหะนั้นตถาคตละได้เด็ดขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มีไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นเราจึงอยู่เป็นสุข ฯ
พราหมณ์ผู้ดับกิเลสได้แล้ว อยู่สบายทุกเมื่อแล ผู้ใดไม่ติดอยู่ในกาม
ผู้นั้นเป็นผู้เยือกเย็นหมดอุปธิ ตัดธรรมชาติเครื่องมาข้องเสียทุกอย่าง
ปราบปรามความกระวนกระวายในหทัยได้ เข้าไปสงบแล้ว ถึงความ
สงบใจอยู่สบาย ฯ
ทูตสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค ทูตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๖ ตีณีมานิ ภิกฺขเว เทวทูตานิ กตมานิ ตีณิ อิธ ภิกฺขเว เอกจฺโจ กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ ฯ โส กาเย ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา นานาพาหาสุ คเหตฺวา ยมสฺส รญฺโญ ทสฺเสนฺติ อยํ เทว ปุริโส อเมตฺเตยฺโย อเปตฺเตยฺโย อสามญฺโญ อพฺรหฺมญฺโญ น กุเลเชฏฺฐาปจายี อิมสฺส เทโว ทณฺฑํ ปเณตูติ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา ปฐมํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชติ สมนุคฺคาหติ สมนุภาสติ อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ ปฐมํ เทวทูตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ โส เอวมาห นาทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ
ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา อสีติกํ วา นวุติกํ ๑ วา วสฺสสติกํ วา ชาติยา ชิณฺณํ โคปานสิวงฺกํ โภคฺคํ ทณฺฑปรายนํ ปเวธมานํ คจฺฉนฺตํ อาตุรํ คตโยพฺพนํ ขณฺฑทนฺตํ ปลิตเกสํ วิลูนํ ขลิตสิรํ ๒ วลิตํ ติลกาหตคตฺตนฺติ ฯ โส เอวมาห อทฺทสํ ภนฺเตติ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ตสฺส เต วิญฺญุสฺส สโต มหลฺลกสฺส น เอตทโหสิ อหํปิ โขมฺหิ ชราธมฺโม ชรํ อนตีโต หนฺทาหํ กลฺยาณํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาติ ฯ โส เอวมาห นาสกฺขิสฺสํ ภนฺเต ปมาทสฺสํ ภนฺเตติ ฯ
ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ปมาทวตาย น กลฺยาณมกาสิ กาเยน วาจาย มนสา ตคฺฆ ตํ ๔ อมฺโภ ปุริส ตถา กริสฺสนฺติ ยถาตํ ปมตฺตํ ตํ โข ปเนตํ ปาปกมฺมํ เนว มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ อถโข ตยาเวตํ ปาปกมฺมํ กตํ ตฺวญฺเญว ตสฺส วิปากํ ปฏิสํเวทิสฺสสีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา ปฐมํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชิตฺวา สมนุคฺคาหิตฺวา สมนุภาสิตฺวา ทุติยํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชติ สมนุคฺคาหติ สมนุภาสติ อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ ทุติยํ เทวทูตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ โส เอวมาห นาทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ
ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา อาพาธิกํ ทุกฺขิตํ พาฬฺหคิลานํ สเก มุตฺตกรีเส ปลิปนฺนํ เสมานํ อญฺเญหิ วุฏฺฐาปิยมานํ อญฺเญหิ สํเวสิยมานนฺติ ฯ โส เอวมาห อทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ตสฺส เต วิญฺญุสฺส สโต มหลฺลกสฺส น เอตทโหสิ อหํปิ โขมฺหิ พฺยาธิธมฺโม พฺยาธึ อนตีโต หนฺทาหํ กลฺยาณํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาติ ฯ โส เอวมาห นาสกฺขิสฺสํ ภนฺเต ปมาทสฺสํ ภนฺเตติ ฯ
ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ปมาทวตาย น กลฺยาณมกาสิ กาเยน วาจาย มนสา ตคฺฆ ตํ อมฺโภ ปุริส ตถา กริสฺสนฺติ ยถาตํ ปมตฺตํ ตํ โข ปเนตํ ปาปกมฺมํ เนว มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ อถโข ตยาเวตํ ปาปกมฺมํ กตํ ตฺวญฺเญว ตสฺส วิปากํ ปฏิสํเวทิสฺสสีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา ทุติยํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชิตฺวา สมนุคฺคาหิตฺวา สมนุภาสิตฺวา ตติยํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชติ สมนุคฺคาหติ สมนุภาสติ อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ ตติยํ เทวทูตํ ปาตุภูตนฺติ ฯ โส เอวมาห นาทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ
ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา เอกาหมตํ วา ทฺวีหมตํ วา ตีหมตํ วา อุทฺธุมาตกํ วินีลกํ วิปุพฺพกชาตนฺติ ฯ โส เอวมาห อทฺทสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ตสฺส เต วิญฺญุสฺส สโต มหลฺลกสฺส น เอตทโหสิ อหํปิ โขมฺหิ มรณธมฺโม มรณํ อนตีโต หนฺทาหํ กลฺยาณํ กโรมิ กาเยน วาจาย มนสาติ ฯ โส เอวมาห นาสกฺขิสฺสํ ภนฺเต ปมาทสฺสํ ภนฺเตติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส ปมาทวตาย น กลฺยาณมกาสิ กาเยน วาจาย มนสา ตคฺฆ ตํ อมฺโภ ปุริส ตถา กริสฺสนฺติ ยถาตํ ปมตฺตํ ตํ โข ปเนตํ ปาปกมฺมํ เนว มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภาตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ อถโข ตยาเวตํ ปาปกมฺมํ กตํ ตฺวญฺเญว ตสฺส วิปากํ ปฏิสํเวทิสฺสสีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา ตติยํ เทวทูตํ สมนุยุญฺชิตฺวา สมนุคฺคาหิตฺวา สมนุภาสิตฺวา ตุณฺหี โหติ ฯ
ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา ปญฺจวิธพนฺธนํ นาม กมฺมกรณํ กโรนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ หตฺเถ คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ ทุติยสฺมึ หตฺเถ คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ ปาเท คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ ทุติยสฺมึ ปาเท คเมนฺติ ตตฺตํ อโยขีลํ มชฺเฌอุรสฺมึ คเมนฺติ ฯ โส ตตฺถ ทุกฺขา ติพฺพา ขรา กฏุกา เวทนา เวทิยติ น จ ตาว กาลํ กโรติ ยาว น ตํ ปาปกมฺมํ พฺยนฺตีโหติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา สํเวสิตฺวา กุฐารีหิ ตจฺฉนฺติ ฯ โส ตตฺถ ทุกฺขา ติพฺพา ขรา กฏุกา เวทนา เวทิยติ น จ ตาว กาลํ กโรติ ยาว น ตํ ปาปกมฺมํ พฺยนฺตีโหติ ฯ
ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ ฐเปตฺวา ๑ วาสีหิ ตจฺฉนฺติ ... ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา รเถ โยเชตฺวา อาทิตฺตาย ภูมิยา สมฺปชฺชลิตาย สญฺโชติภูตาย ๒ สาเรนฺติปิ ปจฺจาสาเรนฺติปิ ... ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา มหนฺตํ องฺคารปพฺพตํ อาทิตฺตํ สมฺปชฺชลิตํ สญฺโชติภูตํ อาโรเปนฺติปิ โอโรเปนฺติปิ ... ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ คเหตฺวา ตตฺตาย โลหกุมฺภิยา ปกฺขิปนฺติ อาทิตฺตาย สมฺปชฺชลิตาย สญฺโชติภูตาย ฯ โส ตตฺถ เผนุทฺเทหกํ ปจฺจติ ฯ โส ตตฺถ เผนุทฺเทหกํ ปจฺจมาโน สกึปิ อุทฺธํ คจฺฉติ สกึปิ อโธ คจฺฉติ สกึปิ ติริยํ คจฺฉติ ฯ โส ตตฺถ ทุกฺขา ติพฺพา ขรา กฏุกา เวทนา เวทิยติ น จ ตาว กาลํ กโรติ ยาว น ตํ ปาปกมฺมํ พฺยนฺตีโหติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว นิรยปาลา มหานิรเย ปกฺขิปนฺติ ฯ โส โข ปน ภิกฺขเว มหานิรโย
จตุกฺกณฺโณ จตุทฺวาโร วิภตฺโต ภาคโส มิโต
อโยปาการปริยนฺโต อยสา ปฏิกุชฺชิโต
ตสฺส อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตา
สมนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา ติฏฺฐติ สพฺพทาติ ฯ
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว ยมสฺส รญฺโญ เอตทโหสิ เย กิร โภ โลเก ปาปกานิ กมฺมานิ กโรนฺติ เต เอวรูปา วิวิธา กมฺมกรณา กริยนฺติ อโห วตาหํ มนุสฺสตฺตํ ลเภยฺยํ ตถาคโต จ โลเก อุปฺปชฺเชยฺย อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ตญฺจาหํ ภควนฺตํ ปยิรุปาเสยฺยํ โส จ เม ภควา ธมฺมํ เทเสยฺย ตสฺส จาหํ ภควโต ธมฺมํ อาชาเนยฺยนฺติ ฯ ตํ โข ปนาหํ ภิกฺขเว น อญฺญสฺส สมณสฺส วา พฺราหฺมณสฺส วา สุตฺวา เอวํ วทามิ อปิจ โข ภิกฺขเว ยเทว เม สามํ ญาตํ สามํ ทิฏฺฐํ สามํ วิทิตํ ตเทวาหํ วทามีติ ฯ
โจทิตา เทวทูเตหิ เย ปมชฺชนฺติ มาณวา
เต ทีฆรตฺตํ โสจนฺติ หีนกายูปคา นรา ฯ
เย จ โข เทวทูเตหิ สนฺโต สปฺปุริสา อิธ
โจทิตา นปฺปมชฺชนฺติ อริยธมฺเม กุทาจนํ
อุปาทาเน ภยํ ทิสฺวา ชาติมรณสมฺภเว
อนุปาทา วิมุจฺจนฺติ ชาติมรณสงฺขเย
เต ๑ เขมปฺปตฺตา สุขิตา ทิฏฺฐธมฺมาภินิพฺพุตา
สพฺพเวรภยาตีตา สพฺพทุกฺขํ อุปจฺจคุนฺติ ฯ
๑ ม. นาวุติกํ ฯ ๒ ม. ขลฺลิตสิรํ ฯ ยุ. ขลิตํ สิโรวลิตํ ฯ ๓ ม. ปมาทตาย ฯ
๔ ม. ยุ. ตฺวํ ฯ
๑ โป. ม. คเหตฺวา ฯ ๒ ม. ยุ. สํโชติภูตาย ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวทูต ๓ จำพวกนี้ ๓ จำพวกเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลายบุคคลบางคนในโลกนี้ ประพฤติทุจริตทางกายประพฤติทุจริตทางวาจา ประพฤติทุจริตทางใจเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เขาย่อมถูกนายนิรยบาลฉุดแขนไปแสดงต่อพระยายมว่า ขอเดชะ ชายผู้นี้เป็นคนไม่เกื้อกูลแก่มารดา ไม่เกื้อกูลแก่บิดา ไม่เกื้อกูลแก่สมณะ ไม่เกื้อกูลแก่พราหมณ์ ไม่อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุล ขอพระองค์จงลงอาชญาแก่ชายผู้นี้เถิด เขาย่อมถูกพระยายมสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงถึงเทวทูตที่หนึ่งว่า ดูกรพ่อ ท่านไม่ได้พบเทวทูตที่หนึ่งซึ่งปรากฏในหมู่มนุษย์หรือ เขาได้ตอบว่า ไม่พบ พระเจ้าข้า พระยายมจึงได้ถามเขาต่อไปว่า ดูกรพ่อ สตรีหรือบุรุษมีอายุได้ ๘๐ ปี ๙๐ ปี หรือ ๑๐๐ ปีก็ดี อันเป็นคนเรา
มีโครงคดเหมือนกลอน หลังโกง ถือไม้เท้า เดินงกๆ เงิ่นๆ ผ่านความเป็นหนุ่มสาวแล้วฟันหักผมหงอก ศีรษะล้าน หนังเหี่ยว ตัวตกกระ ท่านไม่ได้พบในพวกมนุษย์บ้างหรือชายนั้นได้ตอบว่า ได้พบ พระเจ้าข้า พระยายมจึงถามต่อไปว่า ดูกรพ่อ ท่านซึ่งเป็นผู้รู้เดียงสาเป็นผู้ใหญ่ไม่ได้คิดเห็นเช่นนี้บ้างหรือว่า แม้เราก็จักต้องมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ มิฉะนั้น เราจักทำความดีทาง กาย วาจาใจ ชายนั้นตอบว่า ไม่อาจที่จะคิดเห็นได้เช่นนั้น เพราะมัวประมาทเสีย พระยายมได้พูดกะเขาเช่นนี้ว่า ดูกรพ่อ ท่านไม่ทำความดีทาง กาย วาจา ใจ เพราะมัวประมาทเสีย ดีละพ่อ ท่านจักถูกทำจนสาสมกับที่ท่านประมาท ก็กรรมชั่วนี้นั้นมารดามิได้ทำให้ บิดามิได้ทำให้ พี่ชายน้องชายมิได้ทำให้พี่สาวน้องสาวมิได้ทำให้ มิตรอำมาตย์มิได้ทำให้ ญาติสาโลหิตมิได้ทำให้ เทพยดามิได้ทำให้
สมณพราหมณ์มิได้ทำให้ ท่านทำของท่านเอง ท่านนั่นแหละจักเสวยวิบากของกรรมชั่วนั้นเองดูกรภิกษุทั้งหลาย พระยายมครั้นสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงถึงเทวทูตที่หนึ่งกะผู้นั้นแล้ว จึงสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงถึงเทวทูตที่สองต่อไปว่า ดูกรพ่อ ท่านไม่ได้พบเทวทูตที่สองซึ่งปรากฏในหมู่มนุษย์บ้างหรือ เขาได้ตอบว่า ไม่พบพระเจ้าข้า พระยายมจึงได้ถามต่อไปว่า ดูกรพ่อสตรีหรือบุรุษที่ป่วย ได้ทุกข์เป็นไข้หนัก นอนจมอยู่ในมูตรคูถของตน อันคนอื่นต้องช่วยพยุงลุก ช่วยป้อนอาหาร ท่านไม่ได้พบในพวกมนุษย์บ้างดอกหรือ ชายนั้นได้ตอบว่าได้พบพระเจ้าข้า พระยายมจึงถามต่อไปว่า ดูกรพ่อ ท่านนั้นซึ่งเป็นผู้รู้เดียงสา เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้คิดเห็นเช่นนี้บ้างหรือว่า แม้ตัวเราก็จักต้องป่วยไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความป่วยไข้ไปได้ ผิฉะนั้น เราจักทำความดีทางกาย วาจา ใจ เขาตอบว่า ไม่อาจที่จะคิดเห็นได้เช่นนั้น เพราะมัวประมาทเสีย พระยายมได้พูดกะเขาเช่นนี้ว่า ดูกรพ่อ ท่านไม่ทำความดีทางกาย
วาจา ใจ เพราะมัวประมาทเสียดีละพ่อ ท่านจักถูกทำจนสาสมกับที่ท่านประมาท ก็บาปกรรมนี้นั้น มารดามิได้ทำให้ บิดามิได้ทำให้ พี่ชายน้องชายมิได้ทำให้ พี่สาวน้องสาวมิได้ทำให้ มิตรอำมาตย์มิได้ทำให้ ญาติสาโลหิตมิได้ทำให้ เทพยดามิได้ทำให้ สมณพราหมณ์มิได้ทำให้ ท่านทำของท่านเอง ท่านนั่นแหละจักเสวยวิบากกรรมชั่วนั้นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระยายมครั้นสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงถึงเทวทูตที่สองกะบุคคลนั้นแล้ว จึงสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงถึงเทวทูตที่สามต่อไปว่า ดูกรพ่อ ท่านไม่ได้พบเทวทูตที่สามซึ่งปรากฏในพวกมนุษย์บ้างหรือ เขาตอบว่าไม่พบ พระเจ้าข้าพระยายมจึงถามต่อไปว่า
ดูกรพ่อ สตรีหรือบุรุษที่ตายได้วันหนึ่ง สองวันหรือสามวันก็ดี ขึ้นพองเป็นสีเขียว ชุ่มด้วยน้ำเหลือง ท่านไม่ได้พบในพวกมนุษย์บ้างหรือชายนั้นได้ตอบว่า ได้พบ พระเจ้าข้า พระยายมจึงถามต่อไปว่า ดูกรพ่อ ท่านนั้นซึ่งเป็นผู้รู้เดียงสา เป็นผู้ใหญ่ ไม่ได้คิดเห็นเช่นนี้บ้างหรือว่า แม้เราก็จะต้องมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ผิฉะนั้น เราจักทำความดีทางกาย วาจา ใจ เขาตอบว่า ไม่อาจที่จะคิดเห็นได้เช่นนั้น เพราะมัวประมาทเสีย พระยายมได้พูดกะเขาเช่นนี้ว่า ดูกรพ่อ ท่านไม่ทำความดีทางกาย วาจา ใจ เพราะมัวประมาทเสีย ดีละพ่อ ท่านจักถูกทำจนสาสมกับที่ท่านประมาท อันบาปกรรมนี้นั้น มารดามิได้ทำให้ บิดามิได้ทำให้ พี่ชายน้องชายมิได้ทำให้ พี่สาวน้องสาวมิได้ทำให้ มิตรอำมาตย์มิได้ทำให้ ญาติสาโลหิตมิได้ทำให้เทพยดามิได้ทำให้สมณพราหมณ์มิได้ทำให้ ท่านทำของท่านเอง ท่านนั่นแหละจักเสวยวิบากกรรมชั่วนั้นเอง ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระยายมครั้นสอบสวนซักไซ้ไล่เลียงถึงเทวทูตที่สามกะบุคคลนั้นดังนี้แล้ว ก็นิ่งเสีย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้นั้นถูกนายนิรยบาลทั้งหลายทำกรรมกรณ์ อันมีเครื่องผูก ๕ อย่างคือ เอาตาปูเหล็กแดงตอกที่มือ ที่เท้าที่ท่ามกลางอก เขาได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแสบเผ็ดร้อน แต่ก็ยังไม่ตายตราบเท่าที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นเขาถูกนายนิรยบาลทั้งหลายเอาผึ่งถาก เขาได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแสบเผ็ดร้อนแต่ก็ยังไม่ตายตราบเท่าที่กรรมนั้นยังไม่สิ้น เขาถูกนายนิรยบาลจับเอาเท้าขึ้นเอาหัวลงแล้วเอามีดเฉือน เขาถูกนายนิรยบาลยกขึ้นใส่ในรถ แล้วพาแล่นไปมาบนภูมิภาคอันไฟติดแดงลุกโชน ... เขาถูกนายนิรยบาลไล่ต้อนให้ขึ้นบนภูเขาถ่านเพลิงลูกใหญ่ซึ่งไฟติดแดงลุกโชนบ้าง ไล่ต้อนให้ลงจากภูเขาถ่านเพลิงลูกใหญ่ ซึ่งไฟติดแดงลุกโชนบ้าง เขาถูกนายนิรยบาลทั้งหลายจับเอาเท้าขึ้นเอาหัวลง แล้วโยนลงในหม้อเหล็กแดงไฟติดลุกโชน เขาถูกไฟไหม้เดือดเป็นฟองน้ำอยู่ในหม้อเหล็กแดงนั้นเมื่อเขาถูกไฟไหม้เดือดเป็นฟองน้ำอยู่ในหม้อเหล็กแดงนั้น ลอยขึ้นข้างบนครั้งหนึ่ง---บ้าง จมลงภายใต้ครั้งหนึ่งบ้าง ไปตามขวางครั้งหนึ่งบ้างเขาได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าแสบเผ็ดร้อนอยู่ในหม้อเหล็กแดงนั้น แต่ยังไม่ตายตราบเท่าที่บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มหานรกนั้น
มี ๔ มุม ๔ ประตู จัดแบ่งออกเป็นห้องๆ มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ
ครอบด้วยฝาเหล็กแดง มีพื้นแล้วด้วยเหล็ก ไฟลุกโชนประกอบด้วย
เปลว แผ่ไปไกลร้อยโยชน์โดยรอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว พระยายมได้มีความคิดว่า ดูกรท่านผู้เจริญ ได้ทราบว่าผู้ใดกระทำบาปกรรมไว้ในโลก ผู้นั้นต้องถูกนายนิรยบาลทำกรรมกรณ์ต่างๆ เห็นปานนี้โอหนอ เราพึงได้ความเป็นมนุษย์ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพึงเสด็จอุบัติขึ้นในโลกขอให้เราได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ขอให้พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นพึงทรงแสดงธรรม และขอให้เราพึงรู้ทั่วถึงธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เรามิได้ฟังข้อความนั้นต่อสมณะหรือพราหมณ์อื่น แล้วจึงกล่าวอย่างนี้ แต่ว่าเราได้รู้มาเอง เห็นมาเองทราบมาเอง จึงได้กล่าวดังนั้น ฯ
มาณพเหล่าใดอันเทวทูตทั้งหลายตักเตือนแล้ว ยังมัวเมาประมาท มาณพ
เหล่านั้น เป็นคนเข้าถึงหมู่ที่เลวทรามย่อมเศร้าโศกตลอดกาลนาน
ส่วนสัตบุรุษผู้สงบระงับในโลก นี้ อันเทวทูตตักเตือนแล้ว ย่อมไม่
มัวเมาประมาทในอริยธรรมในกาลไหนๆ เห็นภัยในความถือมั่น อัน
เป็นแดนเกิดแห่งชาติและมรณะ ย่อมหลุดพ้นในธรรมเป็นที่สิ้นชาติ
และมรณะ เพราะไม่ถือมั่น สัตบุรุษเหล่านั้นเป็นผู้ถึงความเกษม มี
ความสุข ดับสนิทในปัจจุบัน ล่วงพ้นเวรและภัยทั้งปวงข้ามพ้นทุกข์
ทั้งสิ้น ฯ
ราชสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค ราชสูตร ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๗ อฏฺฐมิยํ ภิกฺขเว ปกฺขสฺส จตุนฺนํ มหาราชานํ อมจฺจา ปาริสชฺชา อิมํ โลกํ อนุวิจรนฺติ กจฺจิ พหู มนุสฺสา มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺยา เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน อุโปสถํ อุปวสนฺติ ปฏิชาคโรนฺติ ปุญฺญานิ กโรนฺตีติ ฯ จาตุทฺทสิยํ ภิกฺขเว ปกฺขสฺส จตุนฺนํ มหาราชานํ ปุตฺตา อิมํ โลกํ อนุวิจรนฺติ กจฺจิ พหู มนุสฺสา มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺยา เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน อุโปสถํ อุปวสนฺติ ปฏิชาคโรนฺติ ปุญฺญานิ กโรนฺตีติ ฯ ตทหุ ภิกฺขเว อุโปสเถ ปณฺณรเส จตฺตาโร มหาราชาโน สามญฺเญว อิมํ โลกํ อนุวิจรนฺติ กจฺจิ พหู มนุสฺสา มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺยา เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน อุโปสถํ อุปวสนฺติ ปฏิชาคโรนฺติ ปุญฺญานิ กโรนฺตีติ ฯ
สเจ ภิกฺขเว อปฺปกา โหนฺติ มนุสฺสา มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺยา เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน อุโปสถํ อุปวสนฺติ ปฏิชาคโรนฺติ ปุญฺญานิ กโรนฺตีติ ฯ ตเมนํ ภิกฺขเว จตฺตาโร มหาราชาโน เทวานํ ตาวตึสานํ สุธมฺมายํ สภายํ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อาโรเจนฺติ อปฺปกา โข มาริสา มนุสฺสา มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺยา เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน อุโปสถํ อุปวสนฺติ ปฏิชาคโรนฺติ ปุญฺญานิ กโรนฺตีติ ฯ เตน ๑ ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา อนตฺตมนา โหนฺติ ทิพฺพา วต โภ กายา ปริหายิสฺสนฺติ ปริปูเรสฺสนฺติ อสุรกายาติ ฯ สเจ ปน ภิกฺขเว พหู โหนฺติ มนุสฺสา มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺยา เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน อุโปสถํ อุปวสนฺติ ปฏิชาคโรนฺติ ปุญฺญานิ กโรนฺตีติ ฯ
ตเมนํ ภิกฺขเว จตฺตาโร มหาราชาโน เทวานํ ตาวตึสานํ สุธมฺมายํ สภายํ สนฺนิสินฺนานํ สนฺนิปติตานํ อาโรเจนฺติ พหู โข มาริสา มนุสฺสา มนุสฺเสสุ เมตฺเตยฺยา เปตฺเตยฺยา สามญฺญา พฺรหฺมญฺญา กุเลเชฏฺฐาปจายิโน อุโปสถํ อุปวสนฺติ ปฏิชาคโรนฺติ ปุญฺญานิ กโรนฺตีติ ฯ เตน ภิกฺขเว เทวา ตาวตึสา อตฺตมนา โหนฺติ ทิพฺพา วต โภ กายา ปริปูเรสฺสนฺติ ปริหายิสฺสนฺติ อสุรกายาติ ฯ
๑ ม. เต อปฺปมตฺตา สุขิโน ฯ
๑ ม. เตน โข ฯ ยุ. เตนหิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในดิถีที่ ๘ ของปักษ์ เทวดาผู้เป็นบริวารของท้าวจาตุมหาราชย่อมเที่ยวตรวจดูโลกนี้ว่า ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา เกื้อกูลแก่บิดา เกื้อกูลแก่สมณะ เกื้อกูลแก่พราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุล อธิษฐานอุโบสถ ปฏิบัติ
ทำบุญ มีอยู่มากแลหรือ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในดิถีที่ ๑๔ ของปักษ์ พวกโอรสของท้าวจาตุมหาราชย่อมเที่ยวตรวจดูโลกนี้ว่า ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา ... ทำบุญ มีอยู่มากแลหรือดูกรภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำนั้น ท้าวจาตุมหาราชย่อมเที่ยวตรวจดูโลกนี้ด้วยตนเองทีเดียวว่า ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา เกื้อกูลแก่บิดาเกื้อกูลแก่สมณะเกื้อกูลแก่พราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุล อธิษฐานอุโบสถ ปฏิบัติ ทำบุญ มีอยู่มากแลหรือ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา ... ปฏิบัติ ทำบุญมีอยู่น้อย ท้าวจาตุมหาราชย่อมบอกถึงเหตุที่กล่าวมานั้น แก่พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ซึ่งมาประชุมกันอยู่ ณสุธรรมาสภาว่า ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา...
ปฏิบัติ ทำบุญ มีน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ย่อมพากันเสียใจว่า ดูกรผู้เจริญทั้งหลาย กายทิพย์จักเสื่อมหาย อสุรกายจักเต็มบริบูรณ์ ดังนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา ... ปฏิบัติ ทำบุญ มีอยู่มาก ท้าวจาตุมหาราชย่อมบอกถึงเหตุที่กล่าวมานั้น แก่พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ซึ่งมาประชุมกัน ณ สุธรรมาสภาว่าดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์ มนุษย์ที่เกื้อกูลแก่มารดา เกื้อกูลแก่บิดา เกื้อกูลแก่สมณะ เกื้อกูลแก่พราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในสกุล อธิษฐานอุโบสถ ปฏิบัติ ทำบุญมีอยู่มากแล เพราะเหตุนั้น พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ย่อมพากันดีใจว่า ดูกรผู้เจริญทั้งหลาย กายทิพย์จักเต็มบริบูรณ์ อสุรกายจักเสื่อมสูญ ฯ
ราชสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค ราชสูตร ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๘ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท เทเว ตาวตึเส อนุนยมาโน ตายํ เวลายํ อิมํ คาถํ อภาสิ
จาตุทฺทสึ ๑ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวเสยฺย โยปสฺส ๒ มาทิโส นโรติ ฯ
สา โข ปเนสา ภิกฺขเว สกฺเกน เทวานมินฺเทน คาถา ทุคฺคีตา น สุคีตา ทุพฺภาสิตา น สุภาสิตา ตํ กิสฺส เหตุ สกฺโก หิ ภิกฺขเว เทวานมินฺโท อวีตราโค อวีตโทโส อวีตโมโห ฯ โย จ โข โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว วุสิตวา [๓]- กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสํโยชโน สมฺมทญฺญาวิมุตฺโต ตสฺส โข เอตํ ๔ ภิกฺขุโน กลฺลํ วจนาย
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวเสยฺย โยปสฺส มาทิโส นโรติ ฯ
ตํ กิสฺส เหตุ โส หิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโหติ ฯ
ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว สกฺโก เทวานมินฺโท เทเว ตาวตึเส อนุนยมาโน ตายํ เวลายํ อิมํ คาถํ อภาสิ
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวเสยฺย โยปสฺส มาทิโส นโรติ ฯ
สา โข ปเนสา ภิกฺขเว สกฺเกน เทวานมินฺเทน คาถา ทุคฺคีตา น สุคีตา ทุพฺภาสิตา น สุภาสิตา ตํ กิสฺส เหตุ สกฺโก หิ ภิกฺขเว เทวานมินฺโท อปริมุตฺโต ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อปริมุตฺโต ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ โย จ โข โส ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรหํ ขีณาสโว วุสิตวา กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสํโยชโน สมฺมทญฺญาวิมุตฺโต ตสฺส โข เอตํ ภิกฺขุโน กลฺลํ วจนาย
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวเสยฺย โยปสฺส มาทิโส นโรติ ฯ
ตํ กิสฺส เหตุ โส หิ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ปริมุตฺโต ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุตฺโต ทุกฺขสฺมาติ วทามีติ ฯ
๑ ยุ. จาตุทฺทสี ปญฺจทสี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. โยปิสฺส ฯ ๓ ม.
พฺรหฺมจริโย ฯ ๔ โป. เอวํ ภิกฺขเว ฯ ม. ยุ. เอตํ ภิกฺขเว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อแนะนำเทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ตรัสคาถาไว้ในเวลานั้นว่า ฯ
แม้นรชนใดพึงเป็นเช่นเรา ก็พึงเข้าจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ประการ สิ้นดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ ของปักษ์และสิ้นปาฏิหาริยปักษ์
ด้วย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย คาถานี้แล ท้าวสักกะจอมเทพขับผิด ไม่ถูก ภาษิตไว้ผิด ไม่ถูกข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท้าวสักกะจอมเทพยังเป็นผู้ไม่ปราศจากราคะ โทสะ และโมหะดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้อรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์เสร็จกิจที่ต้องทำแล้ว ปลงภาระลงแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสังโยชน์ในภพหมดสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้โดยชอบ ควรที่จะกล่าวคาถาว่า
แม้นรชนใดพึงเป็นเช่นเรา ก็พึงเข้าจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ประการ สิ้นดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ ของปักษ์และสิ้นปาฏิหาริยปักษ์
ด้วย ฯ
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ และโมหะ ดูกรภิกษุทั้งหลายเรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อแนะนำเทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้ตรัสคาถาไว้ในเวลานั้นว่า
แม้นรชนใดพึงเป็นเช่นเรา ก็พึงเข้าจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์
๘ ประการ สิ้นดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ ของปักษ์และสิ้นปาฏิหาริยปักษ์
ด้วย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็คาถานี้นั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพขับผิด ไม่ถูก ภาษิตไว้ผิดไม่ถูก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะท้าวสักกะจอมเทพยังเป็นผู้ไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า ยังไม่พ้นจากทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้อรหันตขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์ เสร็จกิจที่ต้องทำแล้ว ปลงภาระลงแล้ว
บรรลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสังโยชน์ในภพหมดสิ้นแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้โดยชอบควรที่จะกล่าวคาถาว่า
แม้นรชนใดพึงเป็นเช่นเรา ก็พึงเข้าจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์
๘ ประการ สิ้นดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ ที่ ๘ ของปักษ์และสิ้นปาฏิหาริยปักษ์
ด้วย ฯ
ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะภิกษุนั้นเป็นผู้พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า พ้นไปจากทุกข์แล้ว ฯ
สุขุมาลสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค สุขุมาลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๓๙ สุขุมาโล อหํ ภิกฺขเว ปรมสุขุมาโล อจฺจนฺตสุขุมาโล มม สุทํ ภิกฺขเว ปิตุ นิเวสเน โปกฺขรณิโย การิตา โหนฺติ เอกตฺถ สุทํ ภิกฺขเว อุปฺปลํ วปฺปติ เอกตฺถ ปทุมํ เอกตฺถ ปุณฺฑรีกํ ยาวเทว มมตฺถาย ฯ น โข ปนสฺสาหํ ภิกฺขเว กาสิกํ ๑ จนฺทนํ ธาเรมิ กาสิกํ สุ เม ตํ ภิกฺขเว เวฐนํ โหติ กาสิกา กญฺจุกา กาสิกํ นิวาสนํ กาสิโก อุตฺตราสงฺโค ฯ รตฺตินฺทิวํ โข ปน สุ เม ตํ ภิกฺขเว เสตจฺฉตฺตํ ธาริยติ มา นํ ๒ สีตํ วา อุณฺหํ วา รโช วา ติณํ วา อุสฺสาโว วาติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว ตโย ปาสาทา อเหสส เอโก เหมนฺติโก เอโก คิมฺหิโก เอโก วสฺสิโก ฯ โส โข อหํ ภิกฺขเว วสฺสิเก ปาสาเท วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส นิปฺปุริเสหิ ตุริเยหิ ปริจาริยมาโน ๓ น เหฏฺฐาปาสาทํ โอโรหามิ ฯ
ยถา โข ปน ภิกฺขเว อญฺเญสํ นิเวสเนสุ ทาสกมฺมกรโปริสสฺส กณาชกํ โภชนํ ทียติ พิลงฺคทุติยํ เอวเมวสฺสุ เม ภิกฺขเว ปิตุ นิเวสเน ทาสกมฺมกรโปริสสฺส สาลิมํโสทโน ทียติ ฯ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอวรูปาย อิทฺธิยา สมนฺนาคตสฺส เอวรูเปน จ อจฺจนฺตสุขุมาเลน เอตทโหสิ อสฺสุตวา โข ปุถุชฺชโน อตฺตนา ชราธมฺโม สมาโน ชรํ อนตีโต ปรํ ชิณฺณํ ทิสฺวา อฏฺฏิยติ หรายติ ชิคุจฺฉติ อตฺตานํเยว อติสิตฺวา อหํปิ โขมฺหิ ชราธมฺโม ชรํ อนตีโต อหญฺเจว โข ปน ชราธมฺโม สมาโน ชรํ อนตีโต ปรํ ชิณฺณํ ทิสฺวา อฏฺฏิเยยฺยํ หราเยยฺยํ ชิคุจฺเฉยฺยํ น เมตํ อสฺส ปฏิรูปนฺติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขโต โย โยพฺพเน โยพฺพนมโท โส สพฺพโส ปหียิ ฯ
อสฺสุตวา โข ปุถุชฺชโน อตฺตนา พฺยาธิธมฺโม สมาโน พฺยาธึ อนตีโต ปรํ พฺยาธิตํ ทิสฺวา อฏฺฏิยติ หรายติ ชิคุจฺฉติ อตฺตานํเยว อติสิตฺวา อหํปิ โขมฺหิ พฺยาธิธมฺโม พฺยาธึ อนตีโต อหญฺเจว โข ปน พฺยาธิธมฺโม สมาโน พฺยาธึ อนตีโต ปรํ พฺยาธิตํ ทิสฺวา อฏฺฏิเยยฺยํ หราเยยฺยํ ชิคุจฺเฉยฺยํ น เมตํ อสฺส ปฏิรูปนฺติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขโต โย อาโรเคฺย อาโรคฺยมโท โส สพฺพโส ปหียิ ฯ อสฺสุตวา โข ปุถุชฺชโน อตฺตนา มรณธมฺโม สมาโน มรณํ อนตีโต ปรํ มตํ ทิสฺวา อฏฺฏิยติ หรายติ ชิคุจฺฉติ อตฺตานํเยว อติสิตฺวา อหํปิ โขมฺหิ มรณธมฺโม มรณํ อนตีโต อหญฺเจว โข ปน มรณธมฺโม สมาโน มรณํ อนตีโต ปรํ มตํ ทิสฺวา อฏฺฏิเยยฺยํ หราเยยฺยํ ชิคุจฺเฉยฺยํ น เมตํ อสฺส ปฏิรูปนฺติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว อิติ ปฏิสญฺจิกฺขโต โย ชีวิเต ชีวิตมโท โส สพฺพโส ปหียีติ ฯ
ตโยเม ภิกฺขเว มทา กตเม ตโย โยพฺพนมโท อาโรคฺยมโท ชีวิตมโท ฯ โยพฺพนมทมตฺโต วา ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ ฯ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ อาโรคฺยมทมตฺโต วา ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน ฯเปฯ ชีวิตมทมตฺโต วา ภิกฺขเว อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ ฯ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ ฯ โยพฺพนมทมตฺโต วา ภิกฺขเว ภิกฺขุ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ อาโคฺยมทมตฺโต วา ภิกฺขเว ภิกฺขุ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตติ ชีวิตมทมตฺโต วา ภิกฺขเว ภิกฺขุ สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย หีนายาวตฺตตีติ ฯ
พฺยาธิธมฺมา ชราธมฺมา อโถ มรณธมฺมิโน
ยถา ธมฺมา ตถา สนฺตา ชิคุจฺฉนฺติ ปุถุชฺชนา ฯ
อหญฺเจตํ ชิคุจฺเฉยฺยํ เอวํ ธมฺเมสุ ปาณิสุ
น เมตํ ปฏิรูปสฺส มม เอวํวิหาริโน ฯ
โสหํ เอวํ วิหรนฺโต ญตฺวา ธมฺมํ นิรูปธึ
อาโรเคฺย โยพฺพนสฺมึ ชีวิตสฺมิญฺจ โย ๑ มโท
สพฺเพ มเท อภิโภสฺมิ เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโต ๒ ฯ
ตสฺส เม อหุ อุสฺสาโห นิพฺพานํ อภิปสฺสโต
นาหํ ภพฺโพ เอตรหิ กามานิ ปฏิเสวิตต
อนิวตฺติ ภวิสฺสามิ พฺรหฺมจริยปรายโนติ ฯ
๑ ม. ยุ. อกาสิกํ ฯ ๒ ม. มา นํ ผุสิ ฯ ยุ. มา นํ ผุสฺสิ ฯ ๓ ม. ปริจารยมา โน ฯ
ยุ. ปริวาริยมาโน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราเป็นผู้ไม่มีทุกข์ ไม่มีทุกข์อย่างยิ่งไม่มีทุกข์โดยส่วนเดียวได้ยินว่า พระชนกรับสั่งให้ขุดสระโบกขรณีไว้เพื่อเราภายในนิเวศน์ ให้ปลูกอุบลไว้สระหนึ่ง
ปทุมไว้สระหนึ่ง ปุณฑริกไว้สระหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่เรา แต่เราไม่ได้ใช้ไม้จันทน์เมืองกาสีเท่านั้น ผ้าโพก เสื้อผ้านุ่ง ผ้าห่มของเรา ล้วนเกิดในเมืองกาสี มีคนคอยกั้นเศวตฉัตรให้เรา
ตลอดคืนตลอดวัน ด้วยหวังว่า หนาว ร้อน ธุลี หญ้า หรือน้ำค้าง อย่าเบียดเบียน
พระองค์ท่านได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรามีปราสาท ๓ หลัง ปราสาทหนึ่งเป็นที่อยู่ ในฤดูหนาว
ปราสาทหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูร้อน ปราสาทหนึ่งเป็นที่อยู่ในฤดูฝนเรานั้นแลถูกบำเรอด้วยดนตรีซึ่งไม่มีบุรุษปนตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน บนปราสาทอันเป็นที่อยู่ในฤดูฝน มิได้ลงมาข้างล่างปราสาทเลย ในนิเวศน์แห่งพระชนกของเรา เขาให้ข้าวสาลีระคนด้วยมังสะแก่ทาสกรรมกรบุรุษ ทำนองเดียวกับที่ในนิเวศน์ของเขาอื่น เขาให้ข้าวป่นอันมีน้ำส้มเป็นที่สอง ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลายเรานั้นซึ่งประกอบด้วยความสำเร็จเห็นปานดังนี้ เป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง ก็ยังคิดเห็นดังนี้ว่า ปุถุชนผู้ยังไม่ได้สดับ เมื่อตนเป็นผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้เห็นคนอื่นแก่ ก็ล่วงตนเองเสียแล้วอึดอัด ระอา
รังเกียจไม่คิดว่า แม้เราก็เป็นผู้มีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ก็และการที่เราซึ่งเป็นคนมีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้ ได้เห็นคนแก่เข้าแล้ว พึงอึดอัด ระอา รังเกียจ ข้อนั้นเป็นการไม่สมควรแก่เราเลยดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรานั้นสำเหนียกอยู่ดังกล่าวมา ย่อมละความเมาในความเป็นหนุ่มเสียได้โดยประการทั้งปวง ปุถุชนผู้มิได้สดับ เมื่อตนเป็นผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ เห็นคนอื่นเจ็บไข้ ก็ล่วงตนเองเสียแล้วอึดอัด ระอา รังเกียจ ไม่คิดว่า แม้เราก็เป็นผู้มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้ ก็และการที่เราซึ่งเป็นคนมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้
ได้เห็นคนเจ็บไข้เข้าแล้ว พึงอึดอัด ระอารังเกียจข้อนั้นเป็นการไม่สมควรแก่เราเลย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรานั้นสำเหนียกอยู่ดังกล่าวมาย่อมละความเมาในความไม่มีโรคเสียได้โดยประการทั้งปวง ปุถุชนผู้มิได้สดับ เมื่อตนเป็นผู้มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ เห็นคนอื่นที่ตายแล้ว ก็ล่วงตนเองเสียแล้วอึดอัด ระอา รังเกียจ ไม่คิดว่า แม้เราก็เป็นผู้มีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ก็และการที่เราซึ่งเป็นคนมีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ได้เห็นคนอื่นที่ตายไปแล้วพึงอึดอัด ระอา รังเกียจ ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย ดูกรภิกษุทั้งหลายเมื่อเรานั้นสำเหนียกอยู่ดังกล่าวมา ย่อมละความเมาในชีวิตเสียได้โดยประการทั้งปวง ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความเมา ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ ความเมาในความเป็นหนุ่มสาว ๑ ความเมาในความไม่มีโรค ๑ ความเมาในชีวิต ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้เมาด้วยความเมาในความเป็นหนุ่มสาวย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจาทางใจ ครั้นแล้ว เมื่อกายแตกตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูกรภิกษุทั้งหลายปุถุชนผู้มิได้สดับ ผู้เมาแล้วด้วยความเมาในความเมาไม่มีโรค ฯลฯ หรือปุถุชนผู้มิได้สดับ
ผู้เมาแล้วด้วยความเมาในชีวิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจ ครั้นแล้ว เมื่อกายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เมาแล้วด้วยความเมาในความเป็นหนุ่มสาวย่อมลาสิกขาสึกไปภิกษุผู้เมาแล้วด้วยความเมาในความไม่มีโรค ฯลฯ หรือภิกษุผู้เมาแล้วด้วยความเมาในชีวิตย่อมลาสิกขาสึกไป ฯ
ปุถุชนเป็นผู้มีความป่วยไข้ ความแก่ และความตายเป็นธรรมดา มีอยู่
ตามธรรมดา แต่พากันรังเกียจ ก็การที่เราพึงรังเกียจความป่วยไข้
ความแก่ และความตายนี้ ในหมู่สัตว์ซึ่งมีธรรมดาอย่างนี้ ข้อนั้นไม่
สมควรแก่เราผู้มีปรกติอยู่เช่นนี้เรานั้นเป็นอยู่เช่นนี้ รู้จักธรรมที่หมด
อุปธิ เห็นเนกขัมมะโดยความเป็นธรรมเกษม ย่อมครอบงำความเมาใน
ความไม่มีโรคในความเป็นหนุ่มสาวและในชีวิตเสียได้ทั้งหมด ความ
อุตสาหะได้เกิดแล้วแก่เราผู้เห็นนิพพานด้วยปัญญาอันยิ่ง บัดนี้เราไม่ควร
ที่จะกลับไปเสพกาม เราจักเป็นผู้ไม่ถอยหลัง จัก เป็นผู้มีพรหมจรรย์
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฯ
อธิปไตยสูตร
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เทวทูตวรรค อธิปไตยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
๔๐ ตีณีมานิ ภิกฺขเว อาธิปเตยฺยานิ กตมานิ ตีณิ อตฺตาธิปเตยฺยํ โลกาธิปเตยฺยํ ธมฺมาธิปเตยฺยํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว อตฺตาธิปเตยฺยํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ปนาหํ จีวรเหตุ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต น ปิณฺฑปาตเหตุ น เสนาสนเหตุ น อิติภวาภวเหตุ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต อปิจ โขมฺหิ โอติณฺโณ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ ทุกฺขปเรโต อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ อหญฺเจว โข ปน ยาทิสเก กาเม โอหาย อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต ตาทิสเก
วา กาเม ปริเยเสยฺยํ ตโต วา ปาปิฏฺฐตรํ ๑ น เมตํ อสฺส ปฏิรูปนฺติ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อารทฺธํ โข ปน เม วิริยํ ภวิสฺสติ อสลฺลีนํ อุปฏฺฐิตา สติ อปฺปมุฏฺฐา ๒ ปสฺสทฺโธ กาโย อสารทฺโธ สมาหิตํ จิตฺตํ เอกคฺคนฺติ โส อตฺตานํเยว อาธิปเตยฺยํ ๓ กริตฺวา อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ สาวชฺชํ ปชหติ อนวชฺชํ ภาเวติ สุทฺธํ อตฺตานํ ปริหรติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อตฺตาธิปเตยฺยํ ฯ
กตมญฺจ ภิกฺขเว โลกาธิปเตยฺยํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ปนาหํ จีวรเหตุ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต น ปิณฺฑปาตเหตุ น เสนาสนเหตุ น อิติภวาภวเหตุ อาคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต อปิจ โขมฺหิ โอติณฺโณ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ ทุกฺขปเรโต อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ อหญฺเจว โข ปน เอวํ ปพฺพชิโต สมาโน กามวิตกฺกํ วา วิตกฺเกยฺยํ พฺยาปาทวิตกฺกํ วา วิตกฺเกยฺยํ วิหึสาวิตกฺกํ วา วิตกฺเกยฺยํ มหา โข ปนายํ โลกสนฺนิวาโส มหนฺตสฺมึ โข ปน
โลกสนฺนิวาเส สนฺติ สมณพฺราหฺมณา อิทฺธิมนฺโต ทิพฺพจกฺขุกา ปรจิตฺตวิทุโน เต ทูรโตปิ ปสฺสนฺติ อาสนฺนาปิ น ทิสฺสนฺติ เจตสาปิ จิตฺตํ ปชานนฺติ ๑ เตปิ มํ เอวํ ชาเนยฺยย ปสฺสถ โภ อิมํ กุลปุตฺตํ สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สมาโน โวกิณฺโณ วิหรติ ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหีติ เทวตาปิ โข สนฺติ อิทฺธิมนฺตินิโย ทิพฺพจกฺขุกา ปริจิตฺตวิทุนิโย ตา ทูรโตปิ ปสฺสนฺติ อาสนฺนาปิ น ทิสฺสนฺติ เจตสาปิ จิตฺตํ ปชานนฺติ ตาปิ มํ เอวํ ชาเนยฺยย ปสฺสถ โภ อิมํ กุลปุตฺตํ สทฺธา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต สมาโน โวกิณฺโณ วิหรติ ปาปเกหิ อกุสเลหิ ธมฺเมหีติ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อารทฺธํ โข ปน เม
วิริยํ ภวิสฺสติ อสลฺลีนํ อุปฏฺฐิตา สติ อปฺปมุฏฺฐา ปสฺสทฺโธ กาโย อสารทฺโธ สมาหิตํ จิตฺตํ เอกคฺคนฺติ โส โลกํเยว อาธิปเตยฺยํ กริตฺวา อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ สาวชฺชํ ปชหติ อนวชฺชํ ภาเวติ สุทฺธํ อตฺตานํ ปริหรติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว โลกาธิปเตยฺยํ ฯ กตมญฺจ ภิกฺขเว ธมฺมาธิปเตยฺยํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ น โข ปนาหํ จีวรเหตุ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต น ปิณฺฑปาตเหตุ น เสนาสนเหตุ น อิติภวาภวเหตุ อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต อปิจ โขมฺหิ โอติณฺโณ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ทุกฺโขติณฺโณ
ทุกฺขปเรโต อปฺเปวนาม อิมสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส อนฺตกิริยา ปญฺญาเยถาติ สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม สนฺทิฏฺฐิโก อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ สนฺติ โข ปน [๑]- สพฺรหฺมจารี ชานํ ปสฺสํ วิหรนฺติ อหญฺเจว โข ปน เอวํ สฺวากฺขาเต ธมฺมวินเย ปพฺพชิโต สมาโน กุสีโต วิหเรยฺยํ ปมตฺโต น เมตํ อสฺส ปฏิรูปนฺติ โส อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ อารทฺธํ โข ปน เม วิริยํ ภวิสฺสติ อสลฺลีนํ อุปฏฺฐิตา สติ อปฺปมุฏฺฐา ปสฺสทฺโธ กาโย อสารทฺโธ สมาหิตํ จิตฺตํ เอกคฺคนฺติ โส ธมฺมํเยว อาธิปเตยฺยํ กริตฺวา อกุสลํ ปชหติ กุสลํ ภาเวติ สาวชฺชํ ปชหติ อนวชฺชํ ภาเวติ สุทฺธํ อตฺตานํ ปริหรติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ธมฺมาธิปเตยฺยํ ฯ อิมานิ โข ภิกฺขเว ตีณิ อาธิปเตยฺยานีติ ฯ
นตฺถิ โลเก รโห นาม ปาปกมฺมํ ปกุพฺพโต
อตฺตา เต ปุริส ชานาติ สจฺจํ วา ยทิ วา มุสา
กลฺยาณํ วต โภ สกฺขิ อตฺตานํ อติมญฺญสิ ๒
โย สนฺตํ อตฺตนี ปาปํ อถ นํ ปริคูหสิ
ปสฺสนฺติ เทวา จ ตถาคตา จ
โลกสฺมิ พาลํ วิสมํ จรนฺตํ
ตสฺมา ๓ หิ อตฺตาธิปโก สโต จเร
โลกาธิโป จ นิปโก จ ฌายี
ธมฺมาธิโป จ อนุธมฺมจารี
น หียติ สจฺจปรกฺกโม มุนิ
ปสยฺห มารํ อภิภุยฺย อนฺตกํ
โย จ ผุสี ชาติขยํ ปธานวา
โส ตาทิโส โลกวิทู สุเมโธ
สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อตมฺมโย มุนีติ ฯ
เทวทูตวคฺโค จตุตฺโถ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
พฺรหฺมา อานนฺทสารีปุตฺโต นิทานํ หตฺถเกน จ
ทูตา ทุเว จ ราชาโน สุขุมาลา อธิปเตยฺเยน จาติ ฯ
_____________________
จูฬวคฺโค ปญฺจโม
๑ ม. เย มทา ฯ ๒ โป. ม. เขมตํ ฯ
๑ ม. ปาปิฏฺฐตเร ฯ ๒ ม. ยุ. อสมุมฏฺฐา ฯ ๓ โป. ม. อธิปตึ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. ชานนฺติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
๑ ม. ยุ. เม ฯ ๒ ยุ. อติมญฺเญสิ ฯ ๓ ม. ตสฺมา หิ อตฺตาธิปเตยฺยโก จ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อธิปไตย ๓ อย่างนี้ ๓ อย่างเป็นไฉน คือ อัตตา
ธิปไตย ๑ โลกาธิปไตย ๑ ธรรมาธิปไตย ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อัตตาธิปไตยเป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกดังนี้ว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิตไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความมีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่า เราเป็นผู้อันชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัสอุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว มีทุกข์ท่วมทับแล้ว ไฉนการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ก็การที่เราจะพึงแสวงหากามที่ละได้แล้วออกบวชเป็นบรรพชิตนั้น เป็นความเลวทรามอย่างยิ่ง ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลย เธอย่อมสำเหนียกว่า
ก็ความเพียรที่ปรารภแล้ว จักไม่ย่อหย่อนสติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วจะไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้ เธอทำตนเองแลให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอัตตาธิปไตย ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็โลกาธิปไตยเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิตไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาตไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะ เราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่ง ความมีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่า เราเป็นผู้อันชาติชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์ครอบงำแล้ว มีทุกข์ท่วมทับแล้ว ไฉนความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ ก็การที่เราออกบวชเป็นบรรพชิตเช่นนี้ พึงตรึกกามวิตกก็ดี พึงตรึกพยาบาทวิตกก็ดี พึงตรึกวิหิงสาวิตกก็ดีก็โลกสันนิวาสนี้ใหญ่โต ในโลกสันนิวาสอันใหญ่โต ย่อมจะมีสมณพราหมณ์ที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ สมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แม้แต่ไกล แม้ใกล้ๆเราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัดซึ่งจิตด้วยจิต สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ก็พึงรู้เราดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลายดูกุลบุตรนี้ซี เขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว
แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลอยู่ ถึงเทวดาที่มีฤทธิ์ มีทิพยจักษุ รู้จิตของคนอื่นได้ก็มีอยู่เทวดาเหล่านั้นย่อมมองเห็นได้แต่ไกล แม้ใกล้ๆ เราก็มองท่านไม่เห็น และท่านย่อมรู้ชัดซึ่งจิตด้วยจิต เทวดาเหล่านั้นก็พึงรู้เราดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้เจริญทั้งหลาย ดูกุลบุตรนี้ซีเขาเป็นผู้มีศรัทธาออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว แต่เกลื่อนกล่นไปด้วยธรรมที่เป็นบาปอกุศลอยู่เธอย่อมสำเหนียกว่า ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วจักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสาย จิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมีอารมณ์แน่วแน่ ดังนี้เธอทำโลกให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษบริหารตนให้บริสุทธิ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าโลกาธิปไตย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมาธิปไตยเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้อยู่ในป่าก็ดี อยู่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมสำเหนียกว่า ก็เราออกบวชเป็นบรรพชิตไม่ใช่เพราะเหตุแห่งจีวร ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งบิณฑบาตไม่ใช่เพราะเหตุแห่งเสนาสนะเราออกบวชเป็นบรรพชิต ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งความีและความไม่มีเช่นนั้น ก็แต่ว่าเราเป็นผู้อันชาติ
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ครอบงำแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีทุกข์
ท่วมทับแล้ว ไฉนความทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วอันบุคคลพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้ามาในตนอันวิญญูชนจะพึงรู้เฉพาะตน ก็เพื่อนสพรหมจารีผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ มีอยู่แล ก็และการที่เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ในธรรมวินัยอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้วจะพึงเป็นผู้เกียจคร้านมัวเมาประมาทอย่างนี้ ข้อนั้นไม่เป็นการสมควรแก่เราเลยดังนี้ เธอย่อมสำเหนียกว่า ก็ความเพียรที่เราปรารภแล้วจักไม่ย่อหย่อน สติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้ว จักไม่หลงลืม กายที่สงบระงับแล้วจักไม่ระส่ำระสายจิตที่เป็นสมาธิแล้วจักมี อารมณ์แน่วแน่ ดังนี้ เธอทำธรรมนั่นแหละให้เป็นใหญ่แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าธรรมาธิปไตย ดูกรภิกษุทั้งหลายอธิปไตย ๓ อย่างนี้แล ฯ
ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำบาปกรรม ดูกรบุรุษ จริง
หรือเท็จ ตัวของท่านเองย่อมจะรู้ได้ แน่ะผู้เจริญ ท่านสามารถที่จะทำ
ความดีได้หนอ แต่ท่านดูหมิ่นตนเองเสีย อนึ่ง ท่านได้ปกปิดความ
ชั่วซึ่งมีอยู่ในตนท่านนั้นซึ่งเป็นคนพาล ประพฤติตึงๆ หย่อนๆ
อันเทวดาและพระตถาคตย่อมเห็นได้ เพราะฉะนั้นแหละ คนที่มีตน
เป็นใหญ่ ควรมีสติเที่ยวไป คนที่มีโลกเป็นใหญ่ ควรมีปัญญาและ
เพ่งพินิจและคนที่มีธรรมเป็นใหญ่ ควรเป็นผู้ประพฤติโดยสมควรแก่
ธรรม มุนีผู้มีความบากบั่นอย่างจริงจัง ย่อมจะไม่เลวลง อนึ่ง บุคคลใดมีความเพียร ข่มขี่มาร ครอบงำมัจจุ ผู้ทำที่สุดเสียได้แล้ว ถูกต้อง
ธรรมอันเป็นที่สิ้นชาติ บุคคลผู้เช่นนั้น ย่อม เป็นผู้รู้แจ้งโลก มี
เมธาดี เป็นมุนี ผู้หมดความทะยานอยากในธรรมทั้งปวง ฯ
_____________________________
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. พรหมสูตร ๒. อานันทสูตร
๓. สาริปุตตสูตร ๔. นิพพานสูตร
๕. หัตถกสูตร ๖. ทูตสูตร
๗. ราชสูตรที่ ๑ ๘. ราชสูตรที่ ๒
๙. สุขุมาลสูตร ๑๐. อธิปไตยสูตร ฯ
จบ เทวทูตวรรค