arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · ปุคคลวรรค

คิลานสูตร เล่ม ๒๐

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๖๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๑๐ ในปุคคลวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ปุคคลวรรค คิลานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๐ หน้า ๑๙๐–๑๙๒

หน้า ๑๙๐

๒. คิลานสูตร

ว่าด้วยคนไข้และผู้เปรียบด้วยคนไข้ ๓ ประเภท

{๔๖๑} [๘๗๖] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนไข้ ๓ ประเภทนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก ๓ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ

(๑) คนไข้บางคนในโลกนี้ได้โภชนะที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม ได้เภสัชที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม ได้อุปัฏฐากที่สมควรหรือไม่ได้ก็ตาม ย่อมไม่หายจากความป่วยไข้นั้นได้

(๒) คนไข้บางคนในโลกนี้ได้โภชนะที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม ได้เภสัชที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม ได้อุปัฏฐากที่สมควรหรือไม่ได้ก็ตาม ย่อมหายจากความป่วยไข้นั้นได้

(๓) คนไข้บางคนในโลกนี้ได้โภชนะที่สบายจึงหายจากความป่วยไข้นั้น เมื่อไม่ได้ย่อมไม่หาย ได้เภสัชที่สบายจึงหายจากความป่วยไข้นั้น เมื่อไม่ได้ย่อมไม่หาย ได้อุปัฏฐากที่สมควรจึงหายจากความป่วยไข้นั้น เมื่อไม่ได้ย่อมไม่หาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาคนไข้ ๓ ประเภทนั้น เพราะอาศัยคนไข้ผู้ที่ได้โภชนะที่สบายจึงหายจากความป่วยไข้นั้น เมื่อไม่ได้ ย่อมไม่หาย ได้เภสัชที่สบายจึงหายจากความป่วยไข้นั้น เมื่อไม่ได้ ย่อมไม่หาย ได้อุปัฏฐากที่สมควรจึงหายจากความป่วยไข้นั้น เมื่อไม่ได้ ย่อมไม่หายนี้ เราจึงอนุญาตคิลานภัต อนุญาตคิลานเภสัช อนุญาตคิลานุปัฏฐากไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และก็เพราะอาศัยคนไข้นี้ ถึงคนไข้อื่นก็ควรได้รับบำรุง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนไข้ ๓ ประเภทนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก

หน้า ๑๙๑

ฉันนั้นเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลาย บุคคลซึ่งเปรียบด้วยคนไข้ ๓ ประเภทนี้ก็มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคลผู้เปรียบด้วยคนไข้ ๓ ประเภทคืออะไรบ้าง คือ

(๑) บุคคลบางคนโลกนี้ได้เห็นพระตถาคตหรือไม่ได้เห็นก็ตาม ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วหรือไม่ได้ฟังก็ตาม ย่อมหยั่งลงสู่ความเห็นชอบในกุศลธรรมคือจตุรมรรคไม่ได้เลย

(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ได้เห็นพระตถาคตหรือไม่ได้เห็นก็ตาม ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วหรือไม่ได้ฟังก็ตาม ย่อมหยั่งลงสู่ความเห็นชอบในกุศลธรรมคือจตุรมรรคได้

(๓) บุคคลบางคนในโลกนี้ได้เห็นพระตถาคต จึงหยั่งลงสู่ความเห็นชอบในกุศลธรรมคือจตุรมรรคได้ เมื่อไม่ได้เห็น ย่อมหยั่งลงสู่ความเห็นชอบไม่ได้ ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้วจึงหยั่งลงสู่ความเห็นชอบในกุศลธรรมคือจตุรมรรคได้ เมื่อไม่ได้ฟังย่อมหยั่งลงสู่ความเห็นชอบไม่ได้

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาบุคคล ๓ ประเภทนั้น เพราะอาศัยบุคคลผู้ที่ได้เห็นพระตถาคตจึงหยั่งลงสู่ความเห็นชอบในกุศลธรรมคือจตุรมรรคได้ เมื่อไม่ได้เห็น ย่อมหยั่งลงสู่ความเห็นชอบไม่ได้ ได้ฟังธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว จึงหยั่งลงสู่ความเห็นชอบในกุศลธรรมคือจตุรมรรคได้ เมื่อไม่ได้ฟัง ย่อมหยั่งลงสู่ความเห็นชอบไม่ได้นี้แล เราจึงอนุญาตการแสดงธรรมไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย และก็เพราะอาศัยบุคคลนี้จึงควรแสดงธรรมแม้แก่บุคคลอื่น ๆดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลซึ่งเปรียบด้วยคนไข้ ๓ ประเภทนี้แลมีปรากฏอยู่ในโลก”

หน้า ๑๙๒

๓. สังขารสูตร

ว่าด้วยกรรมและผลแห่งกรรม

{๔๖๒} [๘๗๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๓ ประเภทนี้มีปรากฏอยู่โลก ๓ ประเภทคืออะไรบ้างคือ

(๑) บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมปรุงแต่งกายสังขารปรุงแต่งวจีสังขาร ปรุงแต่งมโนสังขารอันมีทุกข์ ครั้นปรุงแต่งแล้วย่อมเข้าถึงโลกอันมีทุกข์ ผัสสะอันมีทุกข์ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันมีทุกข์ เขาถูกผัสสะอันมีทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาอันมีทุกข์ อันเป็นทุกข์โดยส่วนเดียว ดุจสัตว์นรกฉะนั้น(๒) บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมปรุงแต่งกายสังขาร ปรุงแต่งวจีสังขาร ปรุงแต่งมโนสังขารอันไม่มีทุกข์ ครั้นปรุงแต่งแล้ว ย่อมเข้าถึงโลกอันไม่มีทุกข์ ผัสสะอันไม่มีทุกข์ย่อมถูกต้องเขาผู้เข้าถึงโลกอันไม่มีทุกข์ เขาถูกผัสสะอันไม่มีทุกข์ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาอันไม่มีทุกข์ อันเป็นสุขโดยส่วนเดียว ดุจเทพชั้นสุภกิณหะฉะนั้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย ได้แก่ กายสัญเจตนา ความจงใจทางกายในการทำดีทำชั่ว ๒๐ อย่าง ฝ่ายกามาวจรกุศล ๘ ฝ่ายอกุศล ๑๒ วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจาได้แก่ วจีสัญเจตนา ความจงใจในการเปล่งวาจา ๒๐ อย่าง มโนสังขาร หรือจิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ ได้แก่ มโนสัญเจตนา ความจงใจทางใจ ๒๙ อย่าง ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศลระดับโลกิยะ ซึ่งเป็นไปแก่บุคคลผู้นั่งคิดอยู่ในที่ลับโดยไม่แสดงพฤติกรรมทางกายและวาจา (ม.มู.อ. ๑/๒๓๗), ม.ม.อ. ๗๘, องฺ.ติก.อ. ๑๐๑)
  2. ๒เทพชั้นสุภกิณหะ หมายถึงพวกเทพหรือพรหมชั้นตติยฌานภูมิ คือผู้ได้ตติยฌานแล้วไปเกิดอยู่ในพรหมโลกชั้นตติยฌานทั้ง ๓ ชั้น คือ (๑) ปริตตสุภา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามน้อย (๒) อัปปมาณสุภา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามประมาณมิได้ (๓) สุภกิณหา ชั้นพวกมีลำรัศมีงามกระจ่าง เป็นเทพที่ปราศจากปีติ มีสุขโดยส่วนเดียว (นัย ที.ม.อ. ๑๑๐-๑๐๑, ม.มู.อ. ๒/๒๔๑, องฺ.ติก.อ. ๑๐๑)

จบ คิลานสูตร