พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ · ธรรมิกวรรค
๑. นาคสูตร เล่ม ๒๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๑๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๒ ในธรรมิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ ธรรมิกวรรค นาคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๒ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๒ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๒)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๒ หน้า ๔๙๒–๔๙๗
๕. ธัมมิกวรรค
๑. นาคสูตร
ว่าด้วยผู้ประเสริฐ
{๓๑๔} [๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสกแล้วทรงถือบาตรจีวรเสด็จเข้าไป บิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ครั้นเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังเสวย ภัตตาหารแล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ มาเถิด เรา จักเข้าไปยังปราสาทของมิคารมารดา ที่ปุพพารามเพื่อพักผ่อนกลางวัน” ท่านพระอานนท์ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จพร้อมกับท่านพระอานนท์เข้าไปยัง ปราสาทของมิคารมารดาที่ปุพพาราม
ครั้งนั้นเป็นเวลาเย็น พระผู้มีพระ ภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นแล้วตรัสเรียกท่านพระอานนท์มาตรัสว่า “ดูก่อน อานนท์ มาเถิด เราจักไปยังท่าน้ำปุพพโกฏฐกะเพื่อสรงนํ้า” ท่านพระอานนท์ ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จพร้อมกับท่านพระอานนท์เข้าไปยังท่านํ้าปุพพโกฏฐกะเพื่อสรงนํ้า ครั้น สรงแล้วเสด็จขึ้นมาทรงครองอันตรวาสกแล้วได้ยืนผึ่งพระวรกายอยู่ก็สมัยนั้น พระเศวตกุญชรของพระเจ้าปเสนทิโกศลขึ้นมาจากท่านํ้า ปุพพโกฏฐกะตามเสียงดนตรีใหญ่ที่เขาตีประโคม ก็ผู้คนเห็นช้างนั้นแล้วต่าง กล่าวชมอย่างนี้ว่า “เจ้าข้าเอ๋ย ช้างของพระราชาช่างงามยิ่งนัก ช้างของ
- ๑ปราสาทของมิคารมารดา หมายถึงปราสาทของนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ชื่อว่ามิคารมารดา เพราะเศรษฐีชื่อว่ามิคาระยกย่อง (ในทางคุณธรรม) ให้อยู่ในฐานเป็นมารดาของตน (ม.มู.อ. ๒/๗๔)
พระราชาช่างน่าดูนัก ช้างของพระราชาช่างน่าเลื่อมใสนัก ช้างของพระ ราชามีอวัยวะสมบูรณ์”
เมื่อผู้คนกล่าวชมอย่างนี้แล้ว ท่านพระอุทายี ได้ทูลถามพระผู้มีพระผู้ภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผู้คนเห็นช้างที่สูงใหญ่มีอวัยวะสมบูรณ์ เท่านั้นหรือหนอ จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย ช้างเป็นสัตว์ประเสริฐหนอ’ หรือว่าผู้คนเห็นสัตว์บางอย่างแม้อื่นที่สูงใหญ่มีอวัยวะสมบูรณ์ ก็กล่าว อย่างนี้ว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย สัตว์นั้นประเสริฐหนอ’
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนอุทายี แม้ช้างที่สูงใหญ่ มีอวัยวะ สมบูรณ์ผู้คนเห็นแล้วก็กล่าวชมอย่างนี้ว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย ช่างเป็นช้างที่ประเสริฐ หนอ’ แม้ม้าที่ตัวสูงใหญ่ ... แม้โคที่ตัวสูงใหญ่ ... แม้งูที่ตัวใหญ่ยาว ... แม้ ต้นไม้ที่สูงใหญ่ ... แม้มนุษย์ผู้มีร่างกายสูงใหญ่ มีอวัยวะสมบูรณ์ผู้คนเห็น แล้วก็กล่าวชมกันอย่างนี้ว่า ‘เจ้าข้าเอ๋ย ช่างเป็นคนที่ประเสริฐหนอ’ ดูก่อนอุทายี อนึ่ง บุคคลใดไม่ทำความชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจในโลกนี้ ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เราเรียกบุคคลนั้นว่า ‘ผู้ประเสริฐ”“น่าอัศจรรย์นัก พระพุทธเจ้าข้า น่าแปลกใจนัก พระพุทธเจ้าข้า ที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสุภาษิตไว้ดังนี้ว่า ‘ดูก่อนอุทายี อนึ่ง บุคคลใด ไม่ทำความชั่วด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจในโลกนี้ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ เราเรียก บุคคลนั้นว่า ‘ผู้ประเสริฐ”
ท่านพระอุทายีกราบทูลต่อไปว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ข้าพระองค์ ขออนุโมทนาพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้วนี้ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
- ๑ท่านพระอุทายี รูปนี้หมายถึงท่านพระกาฬุทายีเถระ (อดีตอำมาตย์ของพระเจ้าสุทโธทนะที่ไปทูลเชิญเสด็จพระศาสดากลับกรุงราชคฤห์) ผู้เป็นพระอรหันต์บรรลุปฏิสัมภิทา (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๑)
ข้าพระองค์ได้สดับจากพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์
ดังนี้ว่า มนุษย์ทั้งหลายย่อมนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้า พระองค์ใดผู้ทรงเป็นมนุษย์ที่ฝึกฝนพระองค์แล้ว มี
พระทัยตั้งมั่น ดำเนินไปในทางประเสริฐ ทรงยินดีในธรรม
ที่ยังจิตให้สงบระงบ ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้
เหล่าเทวดาทั้งหลายก็นอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ได้แล้ว ทรงออกจากป่าคือ
กิเลสร้อยรัด มาสู่พระนิพพานอันปราศจากกิเลสร้อยรัด ทรงยินดีในธรรมอันเป็นที่ออกไปจากกามทั้งหลาย คล้าย ทองคำที่พ้นจากหินมาแล้วฉะนั้น
- ๑ทางประเสริฐ ในที่นี้หมายถึงทางคืออมตนิพพาน (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๒)
- ๒ธรรมที่ยังจิตให้สงบระงับ ในที่นี้หมายถึงปฐมฌานที่ยังจิตให้สงบระงับนิวรณ์ ๕ ทุติยฌานที่ยัง จิตให้สงบระงับวิตกและวิจาร ตติยฌานที่ยังจิตให้สงบระงับปีติ และจตุตถฌานที่ยังจิตให้สงบ ระงับสุขและทุกข์ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๒)
- ๓ทรงถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง หมายถึงทรงถึงที่สุดแห่งธรรมคือขันธ์ อายตนะ และธาตุทั้งหมด ด้วยความรู้ยิ่ง ด้วยการกำหนดรู้ ด้วยการละ ด้วยการเจริญ ด้วยการทำให้ประจักษ์ และด้วยการเข้าถึง (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๒)
- ๔สังโยชน์ทั้งปวง ในที่นี้หมายถึงกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ ๑๐ อย่าง (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๒) ซึ่งจำแนกเป็น โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องตํ่า ๕ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อื่น อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ คือ (๑) รูปราคะ ความติดอยู่ในรูปภพ (๒) อรูปราคะ ความติดอยู่ในอรูปภพ (๓) มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๔) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน (๕) อวิชชา ความหลง อันเป็นเหตุไม่รู้จริง (ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒)
- ๕ธรรมอันเป็นที่ออกไปจากกามทั้งหลาย ในที่นี้ได้แก่ บรรพชา (การออกบวช) สมาบัติ ๘ (รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔) และอริยมรรค ๔ (โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค และอรหัตตมรรค) [องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๒]
พระองค์ทรงเป็นผู้ประเสริฐ รุ่งเรืองเกินสรรพสัตว์ คล้ายขุนเขาหิมวันต์สูงกว่าภูเขาศิลาลูกอื่นฉะนั้น พระองค์ ทรงมีพระนามว่านาคะ แท้จริงที่ยิ่งใหญ่กว่าผู้มีนามว่านาคะนั้งปวง
ข้าพระองค์จักขอชี้แจงซึ่งความที่พระองค์เป็นผู้
เปรียบด้วยพญาช้าง เพราะพระองค์ไม่ทรงทำความชั่ว
โสรัจจะ และอวิหิงสา เป็นเท้าหน้าทั้งสอง ของพระองค์ ผู้เป็นดังพญาช้าง
ตบะและพรหมจรรย์ เป็นเท้าหลังทั้งสองของ
พระองค์ผู้เป็นดังพญาช้าง พระองค์ผู้ทรงเป็นดังพญาช้าง
ใหญ่ มีศรัทธาเป็นงวง มีอุเบกขาเป็นงาอันขาว
มีสติเป็นคอ มีปัญญา เป็นเศียร มีวิมังสา สำหรับ พินิจธรรมเป็นปลายงวง มีธรรมเป็นท้อง มีวิเวกเป็นหาง
- ๑คำว่า นาคะ ในที่นี้หมายถึงผู้ไม่กระทำความชั่วคืออกุศลกรรมบถ ๑๐ และอกุศลจิต ๑๒ ด้วย ไตรทวารคือกาย วาจา และใจ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๑,๑๒๓)
- ๒โสรัจจะ ความสงบเสงี่ยม ในที่นี้หมายถึงศีลที่บริสุทธิ์ อวิหิงสา ความไม่เบียดเบียน ในที่นี้ หมายถึงกรุณาและคุณธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา
- ๓ตบะ ในที่นี้หมายถึงการสมาทานวัตร (ที่ขัดเกลากิเลส) พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงศีลที่ประกอบด้วยอริยมรรค (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๓)
- ๔ปัญญา ในที่นี้หมายถึงสัพพัญญุตญาณซึ่งเป็นเหตุให้ทรงทราบธรรมทั้งปวง (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๓)
- ๕วิมังสา ความสอดส่อง ในที่นี้หมายถึงญาณที่กำหนดส่วนแห่งธรรมซึ่งเป็นเหตุให้ทรงทราบธรรม ที่เหมาะและไม่เหมาะแก่บุคคลต่าง ๆ (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๓)
- ๖มีธรรมเป็นท้อง (ธมฺมกุจฉิสมาตโป) ในที่นี้คำว่า ธรรม หมายถึงสมาธิขั้นจตุตถฌานซึ่งเป็นเหตุเร่งระดมให้สำเร็จธรรมต่าง ๆ มีการแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ ได้เป็นต้น (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๓) ซึ่ง เปรียบเหมือนท้องช้างเป็นเครื่องย่อยสลายอาหาร
พระองค์ทรงมีฌาน ทรงยินดีในผลสมาบัติ ทรงมี
พระทัยตั้งมั่นภายใน คือ เสด็จดำเนินอยู่ก็มีพระทัยตั้งมั่น
ประทับยืนอยู่ก็มีพระทัยตั้งมั่น
บรรทมอยู่ก็มีพระทัยตั้งมั่น แม้ประทับนั่งอยู่ก็มี
พระทัยตั้งมั่น ทรงสำรวมแล้วในทวารทั้งปวง นี้เป็น
พระคุณสมบัติของพระองค์ผู้เป็นดังพญาช้าง
พระองค์ผู้เป็นดังพญาช้างย่อมเสวยแต่สิ่งที่ไม่มีโทษ
ไม่เสวยสิ่งที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มมาแล้วก็
ทรงเว้นการสะสม
ทรงตัดเครื่องร้อยรัดน้อยใหญ่ เครื่องพันธนาการทั้ง
ปวงได้แล้ว จะเสด็จไปทางใด ๆ ก็ไม่มีความห่วงใยเสด็จไป
ดอกบุณฑริกมีกลิ่นหอม น่ารื่นรมย์ใจ เกิดในน้ำ เจริญ
ในน้ำ แต่ไม่แปดเปื้อนด้วยน้ำ แม้ฉันใด
พระองค์ผู้เป็นดังพญาช้างก็ฉันนั้น ทรงอุบัติขึ้นมาดี
แล้วในโลก ทรงเบิกบานอยู่ในโลก แต่ไม่ทรงแปดเปื้อน
ด้วยโลก เหมือนดอกปทุมไม่แปดเปื้อนน้ำฉะนั้น
ไฟกองใหญ่ลุกรุ่งโรจน์ ย่อมดับเพราะหมดเชื้อฉันใด
พระองค์ผู้เป็นดังพญาช้างก็ฉันนั้น คือ เมื่อสังขารทั้งหลาย
สงบแล้ว ก็เรียกกันว่าเสด็จนิพพานแล้ว
- ๑ไม่ทรงแปดเปื้อนด้วยโลก หมายถึงไม่ทรงเกาะเกี่ยวด้วยเครื่องเกาะเกี่ยวคือตัณหา มานะ และทิฏฐิร่วมกับชาวโลก (องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๔)
ข้ออุปมาที่ให้รู้เนื้อความแจ้งชัดนี้อันเหล่าวิญญูชน
แสดงไว้แล้ว พระมหานาคขีณาสพทั้งหลายจักรู้จักแจ่ม
แจ้งถึงพระนาคพุทธเจ้าดังที่พระอุทายีผู้เป็นดุจนาคะ
แสดงไว้แล้ว
พระองค์ผู้เป็นดังพญาช้าง ทรงปราศจากราคะ ทรง
ปราศจากโทสะ ทรงปราศจากโมหะ ทรงหาอาสวกิเลส
มิได้ เมื่อทรงละพระสรีระไป ก็จักเสด็จปรินิพพานหา
อาสวกิเลสมิได้
๒. มิคสาลาสูตร
ว่าด้วยบุคคล ๖ ประเภท
{๓๑๕} [๔๔] ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์ครองอันตรวาสกแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของอุบาสิกาชื่อมิคสาลา แล้วนั่งบนอาสนะที่เขา ปูลาดไว้ ครั้งนั้น มิคสาลาอุบาสิกาเข้าไปหาท่านพระอานนท์ถึงที่อยู่ ครั้น แล้วนมัสการท่านพระอานนท์ นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบเรียนถาม ท่านพระอานนท์ว่า“ข้าแต่ท่านพระอานนท์ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ที่ เป็นเหตุให้คน ๒ คน คือ คนที่ประพฤติพรหมจรรย์กับคนที่ไม่ประพฤติ พรหมจรรย์ จักเป็นผู้มีคติเสมอกันในสัมปรายภพนี้ อันวิญญูชนจะพึงรู้ทั่วถึง ได้อย่างไร คือว่าท่านปุราณะผู้เป็นบิดาของดิฉันเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล งดเว้นจากเมถุนอันเป็นธรรมดาของชาวบ้าน ท่านทำ กาละไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ‘เป็นสกทาคามีบุคคล
- ๑สกทาคามีบุคคล บุคคลผู้กลับมาเกิดอีกครั้งเดียวก็ปรินิพพาน (ม.มู.อ. ๑/๑๗๕) จัดเป็นพระอริยบุคคลชั้นที่ ๒ ในพระพุทธศาสนา
จบ ๑. นาคสูตร