arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย พราหมณสังยุตต์ · อุปาสกวรรค

๔. มหาศาลสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๘๙–๖๙๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๒ ในอุปาสกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

จตุตฺถํ มหาสาลสุตฺตํ

มหาศาลสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค พราหมณสังยุตต์ อุปาสกวรรค มหาศาลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

สาวตฺถินิทานํ ฯ อถ โข อญฺญตโร พฺราหฺมณมหาสาโล ลูโข ลูขปาปุรโณ ๒ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ตํ พฺราหฺมณมหาสาลํ ภควา เอตทโวจ กินฺนุ ตฺวํ พฺราหฺมณ ลูโข ลูขปาปุรโณติ ฯ อิธ เม โภ โคตม จตฺตาโร ปุตฺตา เต มํ ทาเรหิ สํปุจฺฉ ๑ ฆรา นิกฺขาเมนฺตีติ ฯ

๑ ม. ยุ. กถํ ฯ ๒ ม. ลูขปาวุรโณ ฯ

ฉบับหลวง

สาวัตถีนิทาน ฯ

ครั้งนั้น พราหมณ์มหาศาลคนหนึ่ง เป็นคนปอน นุ่งห่มปอน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะพราหมณ์มหาศาลนั้น ผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วว่า ดูกรพราหมณ์ทำไมท่านจึงเป็นคนปอน นุ่งห่มก็ปอน ฯ

พราหมณ์มหาศาลกราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม พวกบุตรของข้าพระองค์ ๔ คนในบ้านนี้คบคิดกับภรรยาแล้วขับข้าพระองค์ออกจากเรือน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เตนหิ ตฺวํ พฺราหฺมณ อิมา คาถาโย ปริยาปุณิตฺวา ๒ สภายํ มหาชนกาเย สนฺนิปติเต ปุตฺเตสุ จ สนฺนิสินฺเนสุ ภาสสฺสุ

เยหิ ชาเตหิ นนฺทิสฺสํ เยสญฺจ ภวมิจฺฉิสํ

เต มํ ทาเรหิ สํปุจฺฉ สาว วาเทนฺติ สูกรํ

อสนฺตา กิร มํ ชมฺมา ตาต ตาตาติ ภาสเร

รกฺขสา ปุตฺตรูเปน เตน ชหนฺติ วโยคตํ

อสฺโสว ชิณฺโณ นิพฺโภโค ขาทนา อปนียติ

พาลกานํ ปิตา เถโร ปราคาเรสุ ภิกฺขติ

ทณฺโฑว กิร เม เสยฺโย ยญฺเจ ปุตฺตา อนสฺสวา

จณฺฑมฺปิ โคณํ วาเรติ อโถ จณฺฑมฺปิ กุกฺกุรํ

อนฺธกาเร ปุเร โหติ คมฺภีเร คาธเมธติ

ทณฺฑสฺส อานุภาเวน ขลิตฺวา ปฏิติฏฺฐตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียนคาถานี้แล้ว เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันที่สภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมพร้อมแล้ว จงกล่าวว่าเราชื่นชม และปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด บุตรเหล่านั้นคบคิดกันกับภรรยารุมว่าเรา ดังสุนัขรุมเห่าสุกร เขาว่าพวกมันเป็นอสัตบุรุษลามก ร้องเรียกเราว่าพ่อๆ พวกมันประดุจยักษ์แปลงเป็นบุตรมา ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้ ฯ

พวกมันกำจัดคนแก่ไม่มีสมบัติออกจากที่ (อาศัย) กิน ดังม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้งฉะนั้น ฯ

บิดาของบุตรพาลเป็นผู้เฒ่าต้องขอในเรือนผู้อื่นได้ยินว่าไม้เท้าของเรายังจะดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร เพราะไม้เท้ายังป้องกันโคหรือสุนัขดุได้ ในที่มืดยังใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึกยังใช้หยั่งดูได้พลาดแล้วยังยั้งอยู่ได้ด้วยอานุภาพไม้เท้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข โส พฺราหฺมณมหาสาโล ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย ปริยาปุณิตฺวา สภายํ มหาชนกาเย สนฺนิปติเต ปุตฺเตสุ จ สนฺนิสินฺเนสุ อภาสิ

เยหิ ชาเตหิ นนฺทิสํ เยสญฺจ ภวมิจฺฉิสํ

เต มํ ทาเรหิ สํปุจฺฉ สาว วาเทนฺติ สูกรํ

อสนฺตา กิร มํ ชมฺมา ตาต ตาตาติ ภาสเร

รกฺขสา ปุตฺตรูเปน เต ชหนฺติ วโยคตํ

อสฺโสว ชิณฺโณ นิพฺโภโค ขาทนา อปนียติ

พาลกานํ ปิตา เถโร ปราคาเรสุ ภิกฺขติ

ทณฺโฑว กิร เม เสยฺโย ยญฺเจ ปุตฺตา อนสฺสวา

จณฺฑมฺปิ โคณํ วาเรติ อโถ จณฺฑมฺปิ กุกฺกุรํ

อนฺธกาเร ปุเร โหติ คมฺภีเร คาธเมธติ

ทณฺฑสฺส อานุภาเวน ขลิตฺวา ปฏิติฏฺฐตีติ ฯ

๑ ทาเรหิ สํปุจฺฉา อิติปิ ปาเฐน ภวิตพฺพํ ฯ ๒ โป. ปฏิสฺสุณิตฺวา ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลนั้นเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้พระภาคแล้วเมื่อหมู่มหาชนประชุมกันในสภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมแล้วจึงได้กล่าวว่าเราชื่นชมและปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด บุตรเหล่านั้น คบคิดกันกับภรรยารุมว่าเรา ดังสุนัขรุมเห่าสุกร เขาว่าพวกมันเป็นอสัตบุรุษลามก ร้องเรียกเราว่าพ่อๆ พวกมันประดุจยักษ์แปลงเป็นบุตรมา

ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้ ฯ

พวกมันกำจัดคนแก่ไม่มีสมบัติออกจากที่ (อาศัย) กินดังม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้งฉะนั้น ฯ

บิดาของบุตรพาลเป็นผู้เฒ่าต้องขอในเรือนผู้อื่น ได้ยินว่าไม้เท้าของเรายังจะดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร เพราะไม้เท้ายังป้องกันโคหรือสุนัขดุได้ ในที่มืดยังใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึกยังใช้หยั่งดูได้พลาดแล้วยังยั้งอยู่ได้ด้วยอานุภาพไม้เท้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข นํ พฺราหฺมณมหาสาลํ ปุตฺตา ฆรํ เนตฺวา นฺหาเปตฺวา ปจฺเจกํ ทุสฺสยุเคน อจฺฉาเทสุํ ฯ อถ โข โส พฺราหฺมณมหาสาโล เอกํ ทุสฺสยุคํ อาทาย เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ สมฺโมทนียํ กถํ สาราณียํ วีติสาเรตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส พฺราหฺมณมหาสาโล ภควนฺตํ เอตทโวจ มยํ โภ โคตม พฺราหฺมณา นาม อาจริยสฺส อาจริยธนํ ปริเยสาม ปฏิคฺคณฺหาตุ เม ภวํ โคตโม อาจริโย ๑ อาจริยภาคนฺติ ๒ ฯ ปฏิคฺคเหสิ ภควา อนุกมฺปํ อุปาทาย ฯ

ฉบับหลวง

ลำดับนั้น พวกบุตรนำพราหมณ์มหาศาลนั้นไปยังเรือนให้อาบน้ำแล้วให้

นุ่งห่มผ้าคู่หนึ่งๆ ทุกๆ คน ฯ

พราหมณ์มหาศาลนั้น ถือผ้าคู่หนึ่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาค แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมแสวงหาทรัพย์สำหรับอาจารย์มาให้อาจารย์ ขอท่านพระโคดมผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าจงรับส่วนของอาจารย์เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงรับด้วยความอนุเคราะห์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข โส พฺราหฺมณมหาสาโล ภควนฺตํ เอตทโวจ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตม ฯเปฯ อุปาสกํ มํ ภวํ โคตโม ธาเรตุ อชฺชตคฺเค ปาณุเปตํ สรณงฺคตนฺติ ฯ

๑ ม. ยุ. อาจริโยติ ปทํ นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. อาจริยธนํ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้น พราหมณ์มหาศาลนั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิดไว้ บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืดด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดมข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาค กับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ

จบ ๔. มหาศาลสูตร