arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · ภิกขุนีสังยุต

๙. เสลาสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๔๙–๕๕๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในภิกขุนีสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๙. เสลาสุตฺต

๙. เสลาสูตร

ว่าด้วยเสลาภิกษุณี

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต เสลาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๑๕ หน้า ๑๖๑–๑๖๒ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๑๕ หน้า ๒๒๖–๒๒๗

บาลี (มหาจุฬาฯ)

สาวตฺถิยํ. อถ โข เสลา ภิกฺขุนี ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ฯเปฯ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสีทิ. อถ โข มาโร ปาปิมา เสลาย ภิกฺขุนิยา ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํสํ อุปฺปาเทตุกาโม ฯเปฯ เสลํ ภิกฺขุนึ คาถาย อชฺฌภาสิ:-

เกนิทํ ปกตํ พิมฺพํ กฺวจิ (๑) พิมฺพสฺส การโก

กฺวจิ พิมฺพํ สมุปฺปนฺนํ กฺวจิ พิมฺพํ นิรุชฺฌตีติ.

อถ โข เสลาย ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ “โก นุ ขฺวายํ, มนุสฺโส วา อมนุสฺโส วา คาถํ ภาสตี”ติ. อถ โข เสลาย ภิกฺขุนิยา เอตทโหสิ “มาโร โข อยํ ปาปิมา มม ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํสํ อุปฺปาเทตุกาโม สมาธิมฺหา จาเวตุกาโม คาถํ ภาสตี”ติ. อถ โข เสลา ภิกฺขุนี “มาโร อยํ ปาปิมา” อิติ วิทิตฺวา มารํ ปาปิมนฺตํ คาถาหิ ปจฺจภาสิ:- นยิทํ อตฺตกตํ (๒) พิมฺพํ นยิทํ ปรกตํ ๑ อฆํ

เหตุํ ปฏิจฺจ สมฺภูตํ เหตุภงฺคา นิรุชฺฌติ.

ยถา อญฺญตรํ พีชํ เขตฺเต วุตฺตํ วิรูหติ

ปฐวีรสญฺจ อาคมฺม สิเนหญฺจ ตทูภยํ.

เอวํ ขนฺธา จ ธาตุโย ฉ จ อายตนา อิเม

เหตุํ ปฏิจฺจ สมฺภูตา เหตุภงฺคา นิรุชฺฌเรติ.

อถ โข มาโร ปาปิมา “ชานาติ มํ เสลา ภิกฺขุนี”ติ ทุกฺขี ทุมฺมโน ตตฺเถวนฺตรธายีติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ. กฺวนุ, สี.อิ. กฺวนฺนุ
  2. ๒ก. ปกตํ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

เรื่องเกิดขึ้นที่กรุงสาวัตถี

ครั้นเวลาเช้า เสลาภิกษุณีครองอันตรวาสก ฯลฯ จึงนั่งพักกลางวันที่โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง

ลำดับนั้น มารผู้มีบาปประสงค์จะให้เสลาภิกษุณีเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้า ฯลฯ ได้กล่าวกับเสลาภิกษุณีด้วย คาถาว่าใครสร้างร่างกายนี้ ผู้สร้างร่างกายอยู่ที่ไหน

ร่างกายเกิดขึ้นที่ไหน ร่างกายดับที่ไหน

ลำดับนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความคิดดังนี้ว่า “นี่ใครหนอมากล่าวคาถา จะเป็น มนุษย์หรืออมนุษย์กันแน่” ทันใดนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความคิดดังนี้อีกว่า “นี่คือ มารผู้มีบาป ประสงค์จะให้เราเกิดความกลัว ความหวาดสะดุ้ง ความขนพองสยองเกล้า และประสงค์จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา”ครั้งนั้นแล เสลาภิกษุณีทราบว่า “นี่คือมารผู้มีบาป” จึงได้กล่าวกับมารผู้มี บาปด้วยคาถาว่า

ร่างกายนี้ตนเองก็ไม่ได้สร้าง ผู้อื่นก็ไม่ได้สร้าง

อาศัยเหตุจึงเกิด เพราะเหตุดับจึงดับ

พืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่บุคคลหว่านลงในนา

อาศัยเหตุ ๒ ประการ คือรสดินและยางพืช

จึงงอกขึ้น ฉันใด

ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ๖ เหล่านี้

ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัยเหตุจึงเกิด เพราะเหตุดับจึงดับ

ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า “เสลาภิกษุณีรู้จักเรา” จึงหายตัวไป ณ ที่นั้นเอง

เสลาสูตรที่ ๙ จบ

จบ ๙. เสลาสูตร