arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย · ภิกขุนีสังยุต

๑๐. วชิราสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๕๒–๕๕๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในภิกขุนีสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ภิกขุนีสังยุต วชิราสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๒๒๙–๒๓๒

หน้า ๒๒๙

รูปกายนี้ใครสร้าง ผู้สร้างรูปกายอยู่ที่ไหน รูปกายเกิดขึ้นในที่ไหน รูปกายดับไปในที่ไหน

{๕๕๑} ลำดับนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความดำริว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครกันหนอ จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ มากล่าวคาถาอยู่” ทันใดนั้น เสลาภิกษุณีได้ฉุกคิดขึ้นว่า “นี่คือมารผู้มีใจบาป ต้องการจะให้เราเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และต้องการจะให้เราเคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา” ครั้นเสลาภิกษุณีทราบว่านี่คือมารผู้มีใจบาป จึงได้กล่าวกะมารผู้มีใจบาปนั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า

รูปกายนี้ไม่มีใครสร้าง อัตภาพนี้ไม่มีใครก่อ รูปกายเกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัย ดับไปเพราะเหตุปัจจัยดับ

พืชอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลหว่านลงในนาย่อมงอกขึ้นได้ เพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ รสในแผ่นดิน และยางในพืชฉันใด ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ๖ เหล่านี้ ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุปัจจัย ดับไปเพราะเหตุปัจจัยดับ ฉันนั้น

ลำดับนั้น มารผู้มีใจบาปรู้ว่า “เสลาภิกษุณีรู้จักเรา” จึงเป็นทุกข์ เสียใจ ได้อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง

๑๐. วชิราสูตร

ว่าด้วยมารรังควานวชิราภิกษุณี

{๕๕๒} [๑๗๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแลเป็นเวลาเช้า วชิรา

หน้า ๒๓๐

ภิกษุณีครองอันตาวาสกแล้วถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังพระนครสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี กลับจากบิณฑบาตภายหลังฉันภัตตาหาร แล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักผ่อนกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวันแล้วได้นั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง

{๕๕๓} ลำดับนั้น มารผู้มีใจบาปต้องการจะให้วชิราภิกษุณีเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และต้องการจะให้ออกจากสมาธิ จึงเข้าไปหาวชิราภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะวชิราภิกษุณีด้วยคาถาว่า

สัตว์นี้ใครสร้าง ผู้สร้างสัตว์อยู่ที่ไหน สัตว์เกิดในที่ไหน สัตว์ดับไปในที่ไหน

{๕๕๔} ลำดับนั้น วชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า “ท่านผู้นี้เป็นใครกันหนอ จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ มากล่าวคาถาอยู่” ทันใดนั้น วชิราภิกษุณีได้ฉุกคิดขึ้นว่า “นี่คือมารผู้มีใจบาป ต้องการจะให้เราเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ความขนพองสยองเกล้า และต้องการจะให้เราเคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา” ครั้นวชิราภิกษุณีทราบว่านี่คือมารผู้มีใจบาป จึงได้กล่าวกะมารผู้มีใจบาปนั้นด้วยคาถาว่า

ดูก่อนมาร เพราะเหตุไร ท่านจึงปักใจเชื่อว่าเป็นสัตว์ขึ้นชื่อว่าสัตว์ย่อมหาไม่ได้ในกองแห่งสังขารล้วน ๆ นี้

เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายไว้ด้วยกัน เสียงเรียกว่ารถย่อมมี ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่การสมมติว่าสัตว์ก็ย่อมมี ฉันนั้น

ความจริง ทุกข์ เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์แล้ว ไม่มีอะไรดับ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทุกข์ ในที่นี้หมายถึงทุกข์คือเบญจขันธ์ หรือทุกข์ประจำเบญจขันธ์ (สํ.ส.อ. ๑๘๔)
หน้า ๒๓๑

ลำดับนั้น มารผู้มีใจบาปรู้ว่า “วชิราภิกษุณีรู้จักเรา” จึงเป็นทุกข์ เสียใจ ใด้อันตรธานไปในที่นั้นนั่นเอง

จบ ภิกขุนีสังยุต

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อาฬวิกาสูตร ๒. โสมาสูตร

๓. โคตมีสูตร ๔. วิชยาสูตร

๕. อุปปลวัณณาสูตร ๖. จาลาสูตร

๗. อุปจาลาสูตร ๘. สีสุปจาลาสูตร

๙. เสลาสูตร ๑๐. วชิราสูตร

หน้า ๒๓๒

๖. พรหมสังยุต

๑. ปฐมวรรค

๑. พรหมายาจนสูตร

ว่าด้วยท้าวมหาพรหมทูลอาราธนา

{๕๕๕} [๑๗๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ใกล้อุรุเวลาประเทศ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จหลีกเร้นอยู่ในที่รโหฐาน ได้ทรงมีความปริวิตกแห่งพระทัยเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ธรรม ที่เราได้บรรลุแล้วนี้เป็นธรรมลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต หยั่งถึงไม่ได้ด้วยความตรึก ละเอียด รู้ได้แต่บัณฑิต แต่หมู่สัตว์นี้เป็นผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในความอาลัย บันเทิงนักในความอาลัย ก็แลฐานะคืออิทัปปัจจตาปฏิจจสมุปบาทธรรม ได้แก่ ความที่ธรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านี้ เป็นสภาพอาศัยกันและกันเกิดขึ้นนี้ หมู่สัตว์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ธรรม ในที่นี้หมายถึงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค (ที.ม.อ. ๖๐, ม.มู.อ. ๒/๘๒, สํ.ส.อ. ๑๘๕)
  2. ๒หยั่งถึงไม่ได้ด้วยความตรึก หมายถึงไม่สามารถเข้าใจได้ด้วยการคิดนึกคาดเดาเอาเองหรืออาศัยวิชาตรรกะ ต้องอาศัยญาณคือความรู้แจ้งเท่านั้น (ที.ม.อ. ๖๐, ม.มู.อ. ๒/๘๒, สํ.ส.อ. ๑๘๕)
  3. ๓รู้ได้แต่บัณฑิต หมายถึงรู้ได้เฉพาะบัณฑิตผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ (ที.ม.อ. ๖๐, ม.มู.อ. ๒/๘๒, สํ.ส.อ. ๑๘๕)
  4. ๔คำว่า อาลัย หมายถึงสิ่งผูกพันเพลินใจของสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ กามคุณ ๕ และตัณหาวิจริต (ความเป็นไปหรือออกเที่ยวแสดงตัวของตัณหา) ๑๐๘ (ที.ม.อ. ๖๐, ม.มู.อ. ๒/๘๒, สํ.ส.อ. ๑๘๔)
  5. ๕คำว่า อิทัปปัจจยตา หมายถึงภาวะที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัย คำว่า ปฏิจจสมุปบาทธรรม หมายถึง ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือความเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยต่อเนื่องกันมา (นัย ที.ม.อ. ๖๐, ม.มู.อ. ๒/๘๓, สํ.ส.อ. ๑๘๖) เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท พึงดูรายละเอียดในมหานิทานสูตรพระบาลีสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (แปล) เล่ม ๑๐ ข้อ ๙๕ หน้า ๗๗ เป็นต้นไป

จบ ๑๐. วชิราสูตร