พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โกสลสังยุตต์ · ตติยวรรค
๕. ปัพพโตปมสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๑–๔๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๕ ในตติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรค ปัพพโตปมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๑๗๓–๑๗๘
๕. ปัพพโตปมสูตร
ว่าด้วยชรามรณะมีอุปมาดังภูเขาที่กลิ้งมา
{๔๑๑} [๑๓๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแต่วัน ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท้าวเธอผู้ประทับนั่งแล้วว่า “เชิญเถอะ มหาบพิตร มหาบพิตรเสด็จมาจากไหนแต่ยังวัน”
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว ผู้ประมาทมัวเมาในความเป็นใหญ่ ผู้ถูกความกำหนัดในกามกลุ้มรุมแล้ว ผู้ปกครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ผู้ได้รับชัยชนะแล้วครอบครองปฐพีมณฑลอันกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมมีพระราชกรณียะอันใด ถึงบัดนี้หม่อมฉันก็ยังขวนขวายในราชกรณียะเหล่านั้นอยู่”
{๔๑๒} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ราชบุรุษของมหาบพิตรที่พระนครนี้ผู้เป็นที่เชื่อถือได้ เป็นคนมีเหตุผล พึงมาแต่ทิศตะวันออก เขาขอเข้าเฝ้าแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า “ขอเดชะมหาราชเจ้า ขอพระองค์พึงทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้ามาจากทิศตะวันออก ในทิศนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียมเมฆ ภูเขานั้นกำลังกลิ้งลงมาบดเหล่าสรรพสัตว์อยู่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีสิ่งใดที่จะพึงทรงกระทำ ก็ขอได้โปรดทรงกระทำสิ่งนั้นเถิด พระพุทธเจ้าข้า”ลำดับนั้น ราชบุรุษคนที่ ๒ ผู้เป็นที่เชื่อถือได้ เป็นคนมีเหตุผล พึงมาแต่ทิศใต้ ...
ถัดจากนั้น ราชบุรุษคนที่ ๓ ผู้เป็นที่เชื่อถือได้ เป็นคนมีเหตุผล พึงมาจากทิศตะวันตก ...
ต่อจากนั้น ราชบุรุษคนที่ ๔ ผู้เป็นที่เชื่อถือได้ เป็นคนมีเหตุผล พึงมาจากทิศเหนือ เขาขอเข้าเฝ้าแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า “ขอเดชะมหาราชเจ้า ขอพระองค์พึงทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้ามาจากทิศเหนือ ในทิศนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียมเมฆ ภูเขานั้นกำลังกลิ้งลงมาบดเหล่าสรรพสัตว์อยู่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีสิ่งใดที่จะพึงทรงกระทำ ก็ขอได้โปรดทรงกระทำสิ่งนั้นเถิด พระพุทธเจ้าข้า”ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อมหันตภัยใหญ่หลวงที่เลวร้ายชึ่งทำให้มนุษย์ พินาศไปได้ถึงเพียงนี้เกิดขึ้นแล้วแก่มหาบพิตร อะไรเล่าที่มหาบพิตรควรกระทำในเมื่อหาผู้คนได้ยาก”
พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อมหันตภัยใหญ่หลวงที่เลวร้ายซึ่งทำให้มนุษย์พินาศไปได้ถึงเพียงนี้เกิดขึ้นแล้วแก่หม่อมฉัน จะมีอะไรเล่าที่จะกระทำได้ในเมื่อผู้คนหาได้ยากเช่นนั้น นอกจากการประพฤติธรรม นอกจากการประพฤติสม่ำเสมอ นอกจากการสร้างกุศล นอกจากการทำบุญ”
{๔๑๓} “ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพขอถวายพระพรแจ้งมหาบพิตรให้ทรงทราบ ชรามรณะย่อมครอบงำมหาบพิตรอยู่ ดูก่อนมหาบพิตร ก็เมื่อชรามรณะครอบงำมหาบพิตรอยู่ อะไรเล่าที่มหาบพิตรควรกระทำ”
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อชรามรณะครอบงำหม่อมฉันอยู่ จะมีอะไรเล่าที่จะกระทำได้ นอกจากการประพฤติธรรม นอกจากการประพฤติสม่ำเสมอ นอกจากการสร้างกุศล นอกจากการทำบุญ
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชามหากษัตริย์ได้มูรธาภิเษกแล้ว ผู้ประมาทมัวเมาในความเป็นใหญ่ ผู้ถูกความกำหนัดในกามกลุ้มรุมแล้ว ผู้
ปกครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ผู้ได้รับชัยชนะแล้วครอบครองปฐพี มณฑลอันกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมจะมีการรบกันด้วยช้างอันใด แต่เมื่อชราและมรณะครอบงำอยู่ การรบกันด้วยช้างอันนั้นก็ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีโอกาสทำได้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว ... ย่อมจะมีการรบกันด้วยม้าอันใด แต่เมื่อชราและมรณะครอบงำอยู่ การรบกันด้วยม้าอันนั้นก็ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีโอกาสทำได้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว ... ย่อมจะมีการรบกันด้วยรถอันใด แต่เมื่อชราและมรณะครอบงำอยู่ การรบกันด้วยรถอันนั้นก็ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีโอกาสทำได้
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว ... ย่อมจะมีการรบกันด้วยพลราบอันใด แต่เมื่อชราและมรณะครอบงำอยู่ การรบกันด้วยพลราบอันนั้นก็ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีโอกาสทำได้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในราชสกุล เหล่ามหาอำมาตย์ผู้มีปัญญาความรู้ ผู้ที่สามารถจะยํ่ายีข้าศึกผู้รุกรานได้ก็มีอยู่ แต่เมื่อชราและมรณะครอบงำอยู่ การรบด้วยปัญญาความรู้อันนั้นก็ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีโอกาสทำได้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในราชสกุล เงินทองทั้งที่อยู่บนพื้นดินทั้งที่อยู่ในเวหาส ซึ่งพวกหม่อมฉันสามารถจะใช้เป็นเครื่องมือยุแหย่ให้ข้าศึกผู้รุกรานแตกกันได้ ก็มีอยู่เป็นอันมาก แต่เมื่อชรามรณะครอบงำอยู่ การรบกันด้วยทรัพย์อันนั้นก็ไม่มีทางสำเร็จ ไม่มีโอกาสทำได้ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เมื่อชรามรณะครอบงำหม่อมฉันอยู่ จะมีอะไรเล่าที่จะกระทำได้ นอกจากการประพฤติธรรม นอกจากการประพฤติสม่ำเสมอ นอกจากการสร้างกุศล นอกจากการทำบุญ”
{๔๑๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ข้อนี้เป็นอย่างนั้น มหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น มหาบพิตร ก็เมื่อชรามรณะครอบงำอยู่ จะมีอะไรเล่าที่จะกระทำได้นอกจากการประพฤติธรรม นอกจากการประพฤติสม่ำเสมอ นอกจากการสร้างกุศล นอกจากการทำบุญ”{๔๑๕} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ภูเขาใหญ่เป็นศิลาล้วนสูงเสียดฟ้า กลิ้งบดสัตว์มาโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ แม้ฉันใด ชราและมัจจุก็ฉันนั้น ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งหลาย คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร จัณฑาล และคนกวาดขยะ ไม่เว้นให้ใครเลย ย่อมยํ่ายีเสียสิ้นในชราและมรณะนั้น ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลช้างและพลม้า ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลรถ ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลราบ ทั้งไม่อาจจะเอาชนะได้แม้ด้วยการรบ ด้วยปัญญา หรือด้วยทรัพย์
เพราะฉะนั้นแล บุคคลผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ตน พึงตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม และในพระสงฆ์
ผู้ใดมีปกติประพฤติธรรมด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นในโลกนี้ทีเดียว ผู้นั้นครั้นจากโลกนี้ไปย่อมบันเทิงในสวรรค์
จบ วรรคที่ ๓
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ปุคคลสูตร ๒. อัยยิกาสูตร
๓. โลกสูตร ๔. อิสสัตถสูตร
๕. ปัพพโตปมสูตร
จบ โกสลสังยุตที่ ๓
๔. มารสังยุต
๑. ปฐมวรรค
๑. ตโปกัมมสูตร
ว่าด้วยตบะอย่างอื่นไม่อำนวยประโยชน์ให้ได้
{๔๑๖} [๑๓๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ ณ ต้นอชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่นํ้าเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับหลีกเร้นอยู่ในที่รโหฐาน ได้เกิดความปริวิตกแห่งพระทัยขึ้นอย่างนี้ว่า “เราพ้นจากทุกกรกิริยา นั้นมาได้แล้วหนอ สาธุ ที่เราพ้นจากทุกกรกิริยาอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์นั้นมาได้ สาธุ ที่เราบรรลุโพธิญาณได้แล้ว”{๔๑๗} ขณะนั้นแล มารผู้มีใจบาป ได้ทราบความปริวิตกแห่งพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยจิต จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
- ๑ทุกกรกิริยา กิริยาที่ทำได้โดยยาก หมายถึงการทำความเพียรอันยากที่ใคร ๆ จะทำได้ ได้แก่ การบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษด้วยวิธีการทรมานตนต่าง ๆ เช่น กลั้นลมหายใจและอดอาหาร เป็นต้น อันเป็นฝ่ายอัตตกิลมถานุโยค ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติก่อนตรัสรู้นับเป็นเวลา ๖ ปี และได้ทรงละเลิกเสียเพราะไม่สำเร็จประโยชน์ได้จริง (นัย ม.มู.อ. ๒/๙๙, สํ.ส.อ. ๑๖๑)
- ๒มารผู้มีใจบาป คำว่า มาร ในที่นี้แปลว่า ผู้ฆ่าเหล่าสัตว์ให้ตายจากคุณธรรมความดี หมายถึง ผู้คอยขัดขวางเหนี่ยวรั้งเหล่าสัตว์ผู้ปฏิบัติไว้มิให้ล่วงพ้นจากแดนอำนาจครอบงำของตน โดยชักให้ห่วงพะวงอยู่ในกามสุข ไม่ให้หาญเสียสละออกไปบำเพ็ญคุณความดีที่ยิ่งใหญ่ได้ ได้แก่ เทวปุตตมาร มารคือเทพบุตร ซึ่งเป็นเทพยิ่งใหญ่ระดับสูงสุดแห่งสวรรค์ชั้นกามาวจรตนหนึ่ง มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กัณหมาร (มารใจดำ) อธิปติมาร (มารผู้ยิ่งใหญ่) วสวัตติมาร (มารผู้ครอบงำให้อยู่ในอำนาจ หรือท้าววสวัตดี) อันตกมาร (มารผู้ทำให้สิ้นสุดคือตาย) นมุจิมาร (มารผู้ไม่ยอมปล่อยให้หลุดพ้น) ปมัตตพันธุ ( มารผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของคนที่ประมาทมัวเมา) (นัย สํ.ส.อ. ๑๖๑, วิ.อ. ๑/๑๑๘, ที.สี.อ. ๑๕๗, ม.มู.อ. ๒/๑๐๙)
จบ ๕. ปัพพโตปมสูตร