พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โกสลสังยุตต์ · ตติยวรรค
๔. อิสสัตถสูตร เล่ม ๑๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐๕–๔๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๕ ในตติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
จตุตฺถํ อิสฺสตฺถสุตฺตํ
อิสสัตถสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรค อิสสัตถสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
สาวตฺถิยํ ... เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ราชา ปเสนทิโกสโล ภควนฺตํ เอตทโวจ กตฺถ นุ ๒ โข ภนฺเต ทานํ ทาตพฺพนฺติ ฯ ยตฺถ โข มหาราช จิตฺตํ ปสีทตีติ ฯ กตฺถ ปน ภนฺเต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ
สาวัตถีนิทาน ฯ
พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทาน บุคคลพึงให้ในที่ไหนหนอแล ฯ
พ. ดูกรมหาบพิตร จิตย่อมเลื่อมใสในที่ใด พึงให้ในที่นั้นแล ฯ
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก ฯ
อญฺญํ โข เอตํ มหาราช กตฺถ ทานํ ทาตพฺพํ อญฺญํ ปเนตํ กตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ สีลวโต โข มหาราช ทินฺนํ มหปฺผลํ โน ตถา ทุสฺสีเล ฯ เตน หิ มหาราช ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ฯ
พ. ดูกรมหาบพิตร ทานพึงให้ในที่ไหนนั่นเป็นข้อหนึ่ง และทาน ที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก นั่นเป็นอีกข้อหนึ่ง ดูกรมหาบพิตร ทานที่ให้แล้ว แก่ผู้มีศีลแลมีผลมาก ทาน
ที่ให้แล้วในผู้ทุศีลหามีผลมากไม่ ดูกรมหาบพิตร และ ด้วยเหตุนั้น อาตมภาพจักย้อนถาม
มหาบพิตรในปัญหากรรมข้อนั้นบ้าง มหาบพิตร พอพระทัยอย่างใด พึงพยากรณ์อย่างนั้น ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อิธ ตฺยสฺส ยุทฺธํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ สงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อถ อาคจฺเฉยฺย ขตฺติยกุมาโร อสิกฺขิโต อกตหตฺโถ อกตโยคฺโค อกตุปาสโน ภีรุ ฉมฺภี อุตฺราสี ปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ นาหํ ภนฺเต ภเรยฺยํ ตํ ปุริสํ น จ เม อตฺโถ ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ อถ อาคจฺเฉยฺย พฺราหฺมณกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย เวสฺสกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย สุทฺทกุมาโร อสิกฺขิโต ฯเปฯ น จ เม อตฺโถ ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ
๑ ม. ยุ. สมฺผลนฺติ ฯ ๒ สี. กถนฺนูติ ปาโฐ ฯ
มหาบพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ณ ที่นี้การยุทธพึงปรากฏเฉพาะ
หน้าแด่พระองค์ สงครามพึงปะทะกัน ถ้าว่ากุมารที่เป็นกษัตริย์ผู้ไมได้ศึกษา ไม่ได้หัดมือ ไม่ได้รับความชำนาญ ไม่ได้ประลองการยิง เป็นคน ขลาด เป็นคนมักสั่น เป็นคนมักสะดุ้ง เป็นคน
มักวิ่งหนี พึงมาอาสาไซร้ พระองค์ พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์พึงทรงต้องการบุรุษ
เช่นนั้นหรือ ฯ
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษเช่นนั้น และ ข้าพระองค์ไม่ต้องการบุรุษเช่นนั้นเลย ฯ
พ. ถ้าว่า กุมารที่เป็นพราหมณ์ ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯถ้าว่ากุมาร
ที่เป็นแพศย์ ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่ากุมารที่เป็น ศูทร ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ
พึงมาอาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์พึงทรงต้องการบุรุษเช่นนั้น
หรือ ฯ
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และข้า พระองค์ไม่พึงต้องการบุรุษเช่นนั้นแล ฯ
ตํ กึ มญฺญสิ มหาราช อิธ ตฺยสฺส ยุทฺธํ ปจฺจุปฏฺฐิตํ สงฺคาโม สมุปพฺยูโฬฺห อถ อาคจฺเฉยฺย ขตฺติยกุมาโร สุสิกฺขิโต กตหตฺโถ กตโยคฺโค กตุปาสโน อภีรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ ภเรยฺยาหํ ภนฺเต ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เม ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ อถ อาคจฺเฉยฺย พฺราหฺมณกุมาโร ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย เวสฺสกุมาโร ฯเปฯ อถ อาคจฺเฉยฺย สุทฺทกุมาโร สุสิกฺขิโต กตหตฺโถ กตโยคฺโค กตุปาสโน อภีรุ อจฺฉมฺภี อนุตฺราสี อปลายี ภเรยฺยาสิ ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เต ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ ภเรยฺยาหํ ภนฺเต ตํ ปุริสํ อตฺโถ จ เม ตาทิเสน ปุริเสนาติ ฯ
พ. ดูกรมหาบพิตร พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ณ ที่นี้การ
ยุทธพึงปรากฏแก่พระองค์ สงครามพึงปะทะกัน ถ้าว่า กุมารที่เป็นกษัตริย์ ผู้ศึกษาดีแล้ว ได้
หัดมือแล้ว ได้รับความชำนาญแล้ว ได้ประลองการยิงมาแล้วไม่เป็นคนขลาด ไม่เป็นคนสั่นไม่เป็นคนสะดุ้ง ไม่เป็นคนมักวิ่งหนี พึงมา อาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ
และพระองค์พึงทรงมีพระประสงค์ บุรุษเช่นนั้นหรือ ฯ
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และหม่อมฉันพึงต้องการบุรุษเช่นนั้น ฯ
พ. ถ้าว่ากุมารที่เป็นพราหมณ์ ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่า กุมาร
ที่เป็นแพศย์ ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่า กุมาร ที่เป็นศูทร ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ
พึงมาอาสาไซร้ พระองค์จะพึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษ นั้นหรือ และพระองค์จะพึงทรงมีพระประสงค์
บุรุษเช่นนั้นหรือ
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และหม่อมฉันพึงต้องการบุรุษเช่นนั้น ฯ
เอวเมว โข มหาราช ยสฺมา [๑]- เจปิ กุลา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชิโต โหติ โส จ โหติ ปญฺจงฺควิปฺปหีโน ปญฺจงฺค- สมนฺนาคโต ตสฺมึ ทินฺนํ มหปฺผลํ โหติ ฯ กตมานิ ปญฺจงฺคานิ ปหีนานิ โหนฺติ ฯ กามจฺฉนฺโท ปหีโน โหติ พฺยาปาโท ปหีโน โหติ ถีนมิทฺธํ ปหีนํ โหติ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ ปหีนํ โหติ วิจิกิจฺฉา ปหีนา โหติ ฯ อิมานิ ปญฺจงฺคานิ ปหีนานิ โหนฺติ ฯ กตเมหิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต โหติ ฯ อเสกฺเขน สีลกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน สมาธิกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน ปญฺญากฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน วิมุตฺติกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ อเสกฺเขน วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธน สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิเมหิ ปญฺจหงฺเคหิ สมนฺนาคโต โหติ ฯ อิติ ปญฺจงฺควิปฺปหีเน ปญฺจงฺคสมนฺนาคเต ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ
๑ ม. ยุ. เอตฺถนฺตเร กสฺมาติ ทิสฺสติ ฯ
พ. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร แม้หากว่า กุลบุตรออกจากเรือน ตระกูลไรๆ
เป็นผู้บวชหาเรือนมิได้ และกุลบุตรนั้น เป็นผู้มีองค์ ๕ อันละได้ แล้ว เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้น ย่อมเป็นทานมีผลมาก องค์ ๕ อันกุลบุตรนั้นละได้แล้วเป็นไฉนกามฉันทะอันกุลบุตรนั้นละ ได้แล้ว พยาบาทอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว ถีนมิทธะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว อุทธัจจกุกกุจจะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว วิจิกิจฉาอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว องค์ ๕เหล่านี้อันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นไฉน กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยศีลขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบ แล้วด้วยสมาธิขันธ์อัน
เป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยปัญญาขันธ์ อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบ
แล้วด้วยวิมุตติขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์อันเป็นของพระอเสขะ กุลบุตรนั้น เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตร
ผู้มีองค์ ๕ อันละ ได้แล้ว ผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ดังนี้ ย่อมมีผลมาก ฯ
อิทมโวจ ภควา ฯเปฯ สตฺถา
อิสฺสตฺถํ พลวิริยญฺจ ยสฺมึ วิชฺเชถ มาณเว
ตํ ยุทฺธตฺโถ ภเร ราชา นาสูรํ ชาติปจฺจยา
ตเถว ขนฺติโสรจฺจํ ธมฺมา ยสฺมึ ปติฏฺฐิตา
ตมริยวุตฺติ ๑ เมธาวึ หีนชจฺจมฺปิ ปูชเย
การเย อสฺสเม รมฺเม วาสเยตฺถ พหุสฺสุเต
ปปญฺจวิวเน กยิรา ทุคฺเค สงฺกมนานิ จ
อนฺนํ ปานํ ขาทนียํ วตฺถเสนาสนานิ จ
ทเทยฺย อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
ยถาปิ ๒ เมโฆ ถนยํ วิชฺชุมาลี สตกฺกุกุ ๓
ถลํ นินฺนญฺจ ปูเรติ อภิวสฺสํ วสุนฺธรํ
ตเถว สทฺโธ สุตวา อภิสงฺขจฺจ โภชนํ
วณิพฺพเก ตปฺปยติ อนฺนปาเนน ปณฺฑิโต
อนุโมทมาโน ปกิเรติ เทถ เทถาติ ภาสติ
ตญฺหิสฺส ตชฺชิตํ ๑ โหติ เทวสฺเสว ปวสฺสโต
สา ปุญฺญธารา วิปุลา ทาตารํ อภิวสฺสตีติ ฯ
๑ ม. อริยวุตฺตึ เมธาวึ ฯ ยุ. ตมริยวุตฺตึ ฯ ๒ ม. ยุ. ยถาหิ ฯ ๓ ม. ยุ. สตกฺกกุ ฯ
พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้ จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
ศิลปะการยิงแม่น กำลังเข้มแข็ง และความกล้าหาญมีอยู่ ในชายหนุ่มผู้ใด พระราชาผู้ทรงพระประสงค์ด้วยการยุทธพึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มเช่นนั้น ไม่พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้ไม่กล้าหาญ เพราะเหตุแห่งชาติฉันใด ฯ
ธรรมะคือขันติ และโสรัจจะ ตั้งอยู่แล้วในบุคคลใด บุคคลพึงบูชาบุคคลนั้นผู้มีปัญญา มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะแม้มีชาติทรามฉันนั้นเหมือนกัน ฯ
พึงสร้างอาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ ยังผู้พหูสูตทั้งหลายให้สำนักอยู่ ณ ที่นั้นพึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ และสะพานในที่เป็นหล่ม พึงถวายข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะในท่านผู้ซื่อตรงทั้งหลายด้วยน้ำใจอันผ่องใสเมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ (เมฆอันประกอบด้วยถ่องแถวแห่งสายฟ้า) มียอดตั้งร้อยกระหึ่มอยู่ ยังแผ่นดินให้โชกชุ่มอยู่ย่อมยังที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม แม้ฉันใด ฯ
ทายกผู้มีศรัทธา เป็นบัณฑิตได้ฟังแล้ว ย่อมจัดหาโภชนาหารมาเลี้ยงวณิพก ด้วยข้าวน้ำให้อิ่มหนำ บันเทิงใจ เที่ยวไปในโรงทาน สั่งว่าท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ดังนี้ และทายกนั้นบันลือเสียงเหมือนเสียงกระหึ่มแห่งเมฆเมื่อฝนกำลังตก ฉะนั้น ธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้น ย่อมยังทายกผู้ให้ ให้ชุ่มชื่น ฯ
จบ ๔. อิสสัตถสูตร