arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย โกสลสังยุตต์ · ตติยวรรค

๔. อิสสัตถสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐๕–๔๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๕ ในตติยวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค โกสลสังยุตต์ ตติยวรรค อิสสัตถสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๑๖๙–๑๗๓

หน้า ๑๖๙

ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุกแก่ชาวโลก”

{๔๐๓} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มีธรรม ๓ ประการแล ที่เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุกแก่ชาวโลก ธรรม ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ๑. ธรรมคือโลภะ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุกแก่ชาวโลก

๒. ธรรมคือโทสะ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุกแก่ชาวโลก

๓. .ธรรมคือโมหะ เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุกแก่ชาวโลก

ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ ประการนี้แลที่เมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่ผาสุกแก่ชาวโลก”{๔๐๔} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

โลภะ โทสะ และโมหะซึ่งเกิดขึ้นแล้วในตน ย่อมเบียดเบียนบุคคลผู้มีใจบาป ดุจขุยไผ่เบียดเบียนต้นไผ่ฉะนั้น

๔. อิสสัตถสูตร

ว่าด้วยสายธารบุญทำให้ชุ่มชื่นใจ

{๔๐๕} [๑๓๕] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

พระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานบุคคลพึงให้ในที่ไหนหนอ”

หน้า ๑๗๐

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลมีจิตเลื่อมใสในที่ใด พึงให้ในที่นั้น”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ทานที่บุคคลให้แล้วในที่ไหนจึงจะมีผลมาก”

{๔๐๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมหาบพิตร ทานบุคคลพึงให้ในที่ไหน นั่นเป็นข้อหนึ่ง ส่วนทานที่บุคคลให้แล้วในที่ไหนจึงจะมีผลมาก นั่นก็เป็นอีกข้อหนึ่ง ดูก่อนมหาบพิตร ทานที่บุคคลให้แล้วแก่ผู้มีศีลย่อมมีผลมาก ส่วนทานที่บุคคลให้แล้วแก่ผู้ทุศีลหามีผลมากอย่างนั้นไม่

ดูก่อนมหาบพิตร ด้วยเหตุนั้น อาตมภาพขอย้อนถามมหาบพิตรในปัญหาข้อนี้บ้าง มหาบพิตรพอพระทัยอย่างใด พึงพยากรณ์อย่างนั้น ดูก่อนมหาบพิตร {๔๐๗}พระองค์จะสำคัญความข้อฺนั้นเป็นไฉน ในพระนครนี้พึงมีการรบพุ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้า มีสงครามประชิดกัน ถ้ามีหนุ่มน้อยที่เป็นกษัตริย์ผู้ไม่เคยศึกษา ไม่เคยเชี่ยวชาญชำนาญมือ ไม่เคยฝึกปรือ ไม่เคยประลองการยิงธนู เป็นคนขลาดกลัว ชอบสะดุ้งตกใจ หนีตายมาอาสา พระองค์จะทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือจะทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นไหม”“หม่อมฉันจะไม่ชุบเลี้ยงบุรุษนั้นและไม่ต้องการบุรุษเช่นนั้นเป็นอันขาด พระพุทธเจ้าข้า”

“ถ้ามีหนุ่มน้อยที่เป็นพราหมณ์... หนุ่มน้อยที่เป็นแพศย์.... หนุ่มน้อยที่เป็นศูทรผู้ไม่เคยศึกษา ไม่เคยเชี่ยวชาญชำนาญมือ ไม่เคยฝึกปรือ ไม่เคยประลองการยิงธนู เป็นคนขลาดกลัว ชอบสะดุ้งตกใจ หนีตายมาอาสา พระองค์จะทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นไหม”

“หม่อมฉันจะไม่ชุบเลี้ยงบุรุษนั้นและไม่ต้องการบุรุษเช่นนั้นเป็นอันขาด พระพุทธเจ้าข้า”

{๔๐๘} “ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ในพระนครนี้พึงมีการรบพุ่งเกิดขึ้นเฉพาะหน้า มีสงครามประชิดกัน ถ้ามีหนุ่มน้อยที่เป็นกษัตริย์ผู้เคยศึกษา เคยเชี่ยวชาญชำนาญมือ เคยฝึกปรือ เคยประลอง

หน้า ๑๗๑

การยิงธนูมาแล้ว เป็นคนไม่ขลาดกลัว ไม่สะดุ้งตกใจ ไม่หนีตายมาอาสา พระองค์จะทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือจะทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นไหม”

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะชุบเลี้ยงบุรุษนั้นและต้องการบุรุษ เช่นนั้น”

“ถ้ามีหนุ่มน้อยที่เป็นพราหมณ์... มีหนุ่มน้อยที่เป็นแพศย์... มีหนุ่มน้อยที่เป็นศูทรผู้เคยศึกษา เคยเชี่ยวชาญชำนาญมือ เคยฝึกปรือ เคยประลองการยิงธนูมาแล้ว เป็นคนไม่ขลาดกลัว ไม่สะดุ้งตกใจ ไม่หนีตายมาอาสา พระองค์จะทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือจะทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นไหม”“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันจะชุบเลี้ยงบุรุษนั้นและต้องการบุรุษ เช่นนั้น”

{๔๐๙} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร แม้หากมีกุลบุตรออกจากเรือนตระกูลไร ๆ มาบวชเป็นบรรพชิต และกุลบุตรนั้นเป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว ทั้งเป็นผู้ปร ะกอบด้วยองค์ ๕ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้น ย่อมเป็นทานมีผลมากดูก่อนมหาบพิตร องค์ ๕ ที่กุลบุตรนั้นละได้แล้วคืออะไรบ้าง คือ กามฉันท์ (ความพอใจในกาม) ๑ พยาบาท (ความคิดปองร้าย) ๑ ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเคลิบเคลิ้ม) ๑ อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและรำคาญใจ) ๑ วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย) ๑ อันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว องค์ ๕ เหล่านี้แลที่กุลบุตรนั้นละได้แล้วดูก่อนมหาบพิตร กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยสีลขันธ์ ๑ สมาธิขันธ์ ๑ ปัญญาขันธ์ ๑ วิมุตติขันธ์ ๑ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ๑ อันเป็นของพระอเสขะ กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ดูก่อนมหาบพิตร ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว ทั้งเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ย่อมมีผลมาก”

หน้า ๑๗๒

{๔๑๐} พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดาครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ศิลปธนู ๑ กำลังที่เข้มแข็ง ๑ ความกล้าหาญ ๑ มีอยู่ในตัวชายหนุ่มใด พระราชาผู้ประสงค์รบพุ่งพึงชุบเลี้ยงชายหนุ่มนั้นไว้ ไม่พึงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้ไม่กล้าหาญ เพราะมีชาติตระกูลเป็นสำคัญ ฉันใดฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมะคือขันติและโสรัจจะ สถิตมั่นอยู่ในตัวบุคคลใด พึงบูชาบุคคลนั้นผู้มีปัญญา มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ แม้ว่าจะมีชาติตระกูลตํ่าก็ตาม

พึงสร้างที่พักอาศัยอันเป็นที่รื่นรมย์ไว้ให้เหล่าผู้เป็นพหูสูตพำนักอยู่ในที่นั้น พึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ และพึงสร้างทางเดินในที่ที่ไม่เสมอ

พึงถวายข้าว น้ำ ของขบเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะในท่านผู้ซื่อตรงทั้งหลายด้วยจิตใจอันผ่องใส

เมฆแลบแปลบปลาบ มีประกายนับร้อย ส่งเสียงคำรามพลางหลั่งน้ำฝนให้ตกลงมายังพื้นพสุธา ทำให้ที่ลุ่มที่ดอนมีน้ำเจิ่งนอง แม้ฉันใด

บัณฑิตผู้ได้สดับแล้วก็ฉันนั้น ย่อมมีศรัทธาจัดหาโภชนาหารมาเลี้ยงวณิพกให้อิ่มหนำสำราญใจด้วยข้าวและน้ำ

เขามีจิตใจแช่มชื่นเที่ยวไปในโรงทานร้องสั่งว่า ‘ให้เถิดท่านทั้งหลาย ให้เถิดท่านทั้งหลาย’ ดังนี้ เสียงร้องสั่งของเขานั้นเปรียบเหมือนเสียงกระหึ่มแห่งฝนที่กำลังตกฉะนั้น สายธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้นย่อมยังผู้ให้ชุ่มฉํ่าใจ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ขันติและโสรัจจะ ในที่นี้ ขันติ หมายถึงอธิวาสนขันติ โสรัจจะ หมายถึงอรหัตตผล (สํ.ส.อ. ๑๕๘)
หน้า ๑๗๓

๕. ปัพพโตปมสูตร

ว่าด้วยชรามรณะมีอุปมาดังภูเขาที่กลิ้งมา

{๔๑๑} [๑๓๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแต่วัน ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท้าวเธอผู้ประทับนั่งแล้วว่า “เชิญเถอะ มหาบพิตร มหาบพิตรเสด็จมาจากไหนแต่ยังวัน”

พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชามหากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว ผู้ประมาทมัวเมาในความเป็นใหญ่ ผู้ถูกความกำหนัดในกามกลุ้มรุมแล้ว ผู้ปกครองบ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมั่นคง ผู้ได้รับชัยชนะแล้วครอบครองปฐพีมณฑลอันกว้างใหญ่ไพศาล ย่อมมีพระราชกรณียะอันใด ถึงบัดนี้หม่อมฉันก็ยังขวนขวายในราชกรณียะเหล่านั้นอยู่”

{๔๑๒} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนมหาบพิตร มหาบพิตรจะทรงสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ราชบุรุษของมหาบพิตรที่พระนครนี้ผู้เป็นที่เชื่อถือได้ เป็นคนมีเหตุผล พึงมาแต่ทิศตะวันออก เขาขอเข้าเฝ้าแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า “ขอเดชะมหาราชเจ้า ขอพระองค์พึงทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้ามาจากทิศตะวันออก ในทิศนั้น ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียมเมฆ ภูเขานั้นกำลังกลิ้งลงมาบดเหล่าสรรพสัตว์อยู่ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมีสิ่งใดที่จะพึงทรงกระทำ ก็ขอได้โปรดทรงกระทำสิ่งนั้นเถิด พระพุทธเจ้าข้า”ลำดับนั้น ราชบุรุษคนที่ ๒ ผู้เป็นที่เชื่อถือได้ เป็นคนมีเหตุผล พึงมาแต่ทิศใต้ ...

จบ ๔. อิสสัตถสูตร