พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · อุปายวรรค
๙. อาทิตตสูตร เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในอุปายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรค อาทิตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๙๕–๙๖
“ดูก่อนมหาลิ ก็ถ้ารูปนี้จักมีสุขโดยส่วนเดียว ได้แต่ถูกสุขติดตาม ถูกสุขเยี่ยมกราย ทุกข์มิได้เยี่ยมกรายบ้างแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในรูป แต่เพราะรูปยังมีทุกข์ ยังถูกทุกข์ติดตาม ถูกทุกข์เยี่ยมกราย มิได้มีแต่สุขเยี่ยมกราย ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในรูป เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงบริสุทธิ์ ดูก่อนมหาลิ แม้ข้อนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย จึงบริสุทธิ์แม้ด้วยอาการอย่างนี้ดูก่อนมหาลิ ก็ถ้าเวทนานี้จักมีสุขโดยส่วนเดียว ...
ดูก่อนมหาลิ ก็ถ้าสัญญานี้จักมีสุขโดยส่วนเดียว ...
ดูก่อนมหาลิ ก็ถ้าสังขารเหล่านี้จักมีสุขโดยส่วนเดียว ...
ดูก่อนมหาลิ ก็ถ้าวิญญาณนี้จักมีสุขโดยส่วนเดียว ได้แต่ถูกสุขติดตาม ถูกสุขเยี่ยมกราย ทุกข์มิได้เยี่ยมกรายบ้างแล้วไซร้ สัตว์ทั้งหลายก็จะไม่พึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ แต่เพราะวิญญาณยังมีทุกข์ ยังถูกทุกข์ติดตาม ถูกทุกข์เยี่ยมกราย มิได้มีแต่สุขเยี่ยมกราย ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงบริสุทธิ์ ดูก่อนมหาลิ แม้ข้อนี้ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยเพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายมีเหตุ มีปัจจัย จึงบริสุทธิ์แม้ด้วยอาการอย่างนี้”
๙. อาทิตตสูตร
ว่าด้วยขันธ์ ๕ เป็นของร้อน
{๑๓๓} [๖๑] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณเป็นของร้อน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อริยสาวกผู้ได้สดับแล้วเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในรูป ทั้งในเวทนา ทั้งในสัญญา ทั้งในสังขารทั้งหลาย ทั้งในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด ย่อมหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้ว ย่อมมีญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้”
๑๐. นิรุตติปถสูตร
ว่าด้วยวิถีทางแห่งนิรุตติ ๓ ประการ
{๑๓๔} [๖๒] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิถีแห่งภาษา ๑ วิถีแห่งชื่อ ๑ วิถีแห่งบัญญัติ ๑ สามประการเหล่านี้ยังไม่ถูกทอดทิ้งและไม่เคยถูกทอดทิ้งแล้ว ยังไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ ทั้งจักไม่ถูกทอดทิ้งต่อไป อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนไม่คัดค้านแล้ว วิถี ๓ ประการเป็นไฉน คือดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรผันไปแล้ว รูปนั้นย่อมมีการนับว่า ‘ได้มีแล้ว’ ย่อมมีชื่อว่า ‘ได้มีแล้ว’ ย่อมมีบัญญัติว่า ‘ได้มีแล้ว’ รูปนั้นย่อมไม่มีการนับว่า ‘มีอยู่’ ย่อมไม่มีการนับว่า ‘จักมี’
เวทนาใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรผันไปแล้ว ...
สัญญาใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรผันไปแล้ว ...
สังขารเหล่าใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรผันไปแล้ว ...
วิญญาณใดล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว แปรผันไปแล้ว วิญญาณนั้นย่อมมีการนับว่า ‘ได้มีแล้ว’ ย่อมมีชื่อว่า ‘ได้มีแล้ว’ ย่อมมีบัญญัติว่า ‘ได้มีแล้ว’ วิญญาณนั้นย่อมไม่มีการนับว่า ‘มีอยู่’ ย่อมไม่มีการนับว่า ‘จักมี’
จบ ๙. อาทิตตสูตร