arnon.world

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · อุปายวรรค

๑๐. นิรุตติปถสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๔–๑๓๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในอุปายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๑๐. นิรุตติปถสูตร

ว่าด้วยวิถีทางแห่งนิรุตติ ๓ ประการ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรค นิรุตติปถสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

บาลี (สยามรัฐ)

สาวตฺถี ฯ ตตฺร โข ฯ ตโยเม ภิกฺขเว นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ กตเม ตโย ฯ ยํ [๑] ภิกฺขเว รูปํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ อโหสีติ ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ตสฺส สมญฺญา อโหสีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ ยา เวทนา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา อโหสีติ ตสฺสา สงฺขา อโหสีติ ตสฺสา สมญฺญา อโหสีติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ น ตสฺสา สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺสา สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ ยา สญฺญา ฯเปฯ เย สงฺขารา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา อเหสุนฺติ เตสํ สงฺขา อเหสุนฺติ เตสํ สมญฺญา อเหสุนฺติ เตสํ ปญฺญตฺติ น เตสํ สงฺขา อตฺถีติ น เตสํ สงฺขา ภวิสฺสนฺตีติ ฯ ยํ วิญฺญาณํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ อโหสีติ ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ตสฺส สมญฺญา อโหสีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ

๑ ยุ. เอตฺถนฺตเร หิสทฺโท ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระนครสาวัตถี. ฯลฯ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย วิถีทาง ๓ ประการ คือ หลักภาษา ชื่อ และบัญญัตินี้? ไม่ถูกทอดทิ้ง และยังไม่เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูกทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง อันสมณพราหมณ์ผู้วิญญูชนไม่คัดค้านแล้ว.

๓ ประการเป็นไฉน? ดูกรภิกษุทั้งหลาย การนับรูปผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่าได้มีแล้ว การให้ชื่อรูปนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติรูปนั้นว่า ได้มีแล้ว รูปนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า จักมี. การนับเวทนาที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนแล้วว่าได้มีแล้ว การให้ชื่อเวทนานั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติเวทนานั้นว่า ได้มีแล้ว เวทนานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่าจักมี. การนับสัญญาที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การให้ชื่อสัญญานั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติสัญญานั้นว่า ได้มีแล้ว สัญญานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า จักมี การนับสังขารที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การให้ชื่อสังขารนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติสังขารนั้นว่า ได้มีแล้ว สังขารเหล่านั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า จักมี การนับวิญญาณที่ผ่านพ้นไปแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้วว่า ได้มีแล้ว การให้ชื่อวิญญาณนั้นว่า ได้มีแล้ว การบัญญัติวิญญาณนั้นว่า ได้มีแล้ว วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีอยู่ไม่นับว่า จักมีฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยํ ภิกฺขเว รูปํ อชาตํ อปาตุภูตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺส สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ฯ ยา เวทนา อชาตา อปาตุภูตา ภวิสฺสตีติ ตสฺสา สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺสา สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ น ตสฺสา สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺสา สงฺขา อโหสีติ ฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา อชาตา อปาตุภูตา ภวิสฺสนฺตีติ เตสํ สงฺขา ภวิสฺสนฺตีติ เตสํ สมญฺญา ภวิสฺสนฺตีติ เตสํ ปญฺญตฺติ น เตสํ สงฺขา อตฺถีติ น เตสํ สงฺขา อเหสุนฺติ ฯ ยํ วิญฺญาณํ อชาตํ อปาตุภูตํ ภวิสฺสตีติ ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ตสฺส สมญฺญา ภวิสฺสตีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ ฯ

ฉบับหลวง

การนับรูปที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อรูปเช่นนั้นว่า จักมีและการบัญญัติรูปเช่นนั้นว่า จักมี รูปนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับเวทนาที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อเวทนาเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติเวทนาเช่นนั้นว่า จักมี เวทนานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับสัญญาที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่าจักมี การให้ชื่อสัญญาเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติสัญญาเช่นนั้นว่า จักมี สัญญานั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับสังขารที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อสังขารเช่นนั้นว่า จักมี และการบัญญัติ สังขารเช่นนั้นว่า จักมี สังขารเหล่านั้นไม่นับว่า มีอยู่ไม่นับว่า มีแล้ว. การนับวิญญาณที่ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏว่า จักมี การให้ชื่อวิญญาณเช่นนั้นว่าจักมี และการบัญญัติวิญญาณเช่นนั้นว่า จักมี วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีอยู่ ไม่นับว่า มีแล้ว.

บาลี (สยามรัฐ)

ยํ ภิกฺขเว รูปํ ชาตํ ปาตุภูตํ อตฺถีติ ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ ตสฺส สมญฺญา อตฺถีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ ยา เวทนา ชาตา ปาตุภูตา ฯเปฯ อตฺถีติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ น ตสฺสา สงฺขา อโหสีติ น ตสฺสา สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ ยา สญฺญา ฯ เย สงฺขารา ชาตา ปาตุภูตา อตฺถีติ เตสํ สงฺขา อตฺถีติ เตสํ สมญฺญา อตฺถีติ เตสํ ปญฺญตฺติ น เตสํ สงฺขา อเหสุนฺติ น เตสํ สงฺขา ภวิสฺสนฺตีติ ฯ ยํ วิญฺญาณํ ชาตํ ปาตุภูตํ อตฺถีติ ตสฺส สงฺขา อตฺถีติ ตสฺส สมญฺญา อตฺถีติ ตสฺส ปญฺญตฺติ น ตสฺส สงฺขา อโหสีติ น ตสฺส สงฺขา ภวิสฺสตีติ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว ตโย นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา น สงฺกิยนฺติ น สงฺกิยิสฺสนฺติ อปฺปฏิกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ ฯ

ฉบับหลวง

การนับรูปที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อรูปนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติรูปเช่นนั้นว่า มีอยู่ รูปนั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับเวทนาที่เกิดแล้วปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อเวทนาเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติเวทนาเช่นนั้นว่า มีอยู่เวทนานั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับสัญญาที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่การให้ชื่อสัญญาเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติสัญญาเช่นนั้นว่า มีอยู่ สัญญานั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. การนับสังขารที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อสังขารเช่นนั้นว่ามีอยู่ และการบัญญัติสังขารเช่นนั้นว่า มีอยู่ สังขารเหล่านั้น ไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี.

การนับวิญญาณที่เกิดแล้ว ปรากฏแล้วว่า มีอยู่ การให้ชื่อวิญญาณเช่นนั้นว่า มีอยู่ และการบัญญัติวิญญาณเช่นนั้นว่า มีอยู่ วิญญาณนั้นไม่นับว่า มีแล้ว ไม่นับว่า จักมี. ดูกรภิกษุทั้งหลายวิถีทาง ๓ ประการ คือ หลักภาษา การตั้งชื่อ และบัญญัติ เหล่านี้แล ไม่ถูกทอดทิ้งแล้วยังไม่เคยถูกทอดทิ้ง ย่อมไม่ถูกทอดทิ้ง จักไม่ถูกทอดทิ้ง อันสมณพราหมณ์ผู้เป็นวิญญูชนไม่คัดค้านแล้ว.

บาลี (สยามรัฐ)

เยปิ เต ภิกฺขเว อเหสุํ อุกฺกลา ๑ วสฺสภญฺญา อเหตุกวาทา ๒ อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา เตปิเม ตโย นิรุตฺติปเถ อธิวจนปเถ ปญฺญตฺติปเถ น ครหิตพฺพํ น ปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ ฯ ตํ กิสฺส เหตุ ฯ นินฺทาพฺยาโรสอุปารมฺภภยาติ ฯ

มชฺฌิมปณฺณาสกสฺส อุปายวคฺโค ปฐโม ฯ

ตสฺสุทฺทานํ ๓

อุปาโย พีชํ ๔ อุปาทานํ ๕ ปริวฏฺฏํ ๖ [๗] สตฺตฏฺฐานญฺจ

พุทฺโธ ๘ ปญฺจวคฺคิ ๙ มหลี อาทิตฺโต ๙ นิรุตฺติปเถน จาติ ฯ

___________________

ขนฺธสํยุตฺตสฺส มชฺฌิมปณฺณาสเก อรหนฺตวคฺโค ทุติโย

๑ โป. อุกฺกณฺณวสฺสสญฺญา ฯ ๒ โป. ม. ยุ. อเหตุวาทา ฯ ๓ ยุ. ตตฺรุทฺทานํ ฯ

๔ โป. วตฺตํ ฯ ๕ โป. อุปาทานํ จ ฯ ม. ยุ. อุทานํ ฯ ๖ ยุ. อุปาทานํ ฯ

๗ ยุ. เอตฺถนฺตเร ปริวฏฺฏนฺติ ทิสฺสติ ฯ ๘ ม. ยุ. สมฺพุทฺโธ ฯ ๙ ม. ยุ. ปญฺจ

มหาลิ อาทิตฺตา (วคฺโค) ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้ชนชาวอุกกลชนบท กับชนชาววัสสภัญญชนบททั้งสองนั้น ล้วนพูดว่าไม่มีเหตุ บุญบาปที่ทำไปแล้ว ไม่เป็นอันทำ ทานที่บุคคลให้แล้วไม่มีผล ก็ได้สำคัญวิถีทาง ๓ ประการนี้ คือ หลักภาษา การตั้งชื่อ และข้อบัญญัติว่า ไม่ควรติ ไม่ควรคัดค้านข้อนั้นเพราะเหตุอะไร? เพราะกลัวถูกนินทา กลัวกระทบกระทั่ง กลัวใส่โทษ และกลัวจะต่อความยาว.

จบ สูตรที่ ๑๐.

จบ อุปายวรรคที่ ๑.

-------------------------------

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อุปายสูตร ๖. พุทธสูตร

๒. พีชสูต ๗. ปัญจวัคคิยสูตร

๓. อุทานสูตร ๘. มหาลิสูตร

๔. ปริวัฏฏสูตร ๙. อาทิตตสูตร

๕. สัตตัฏฐานสูตร ๑๐. นิรุตติปถสูตร.

จบ ๑๐. นิรุตติปถสูตร