พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · อุปายวรรค
๕. สัตตัฏฐานสูตร เล่ม ๑๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๘–๑๒๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๐ ในอุปายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรค สัตตัฏฐานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๘๒–๘๖
๕. สัตตัฏฐานสูตร
ว่าด้วยการรู้ขันธ์ ๕ โดยฐานะ ๗
{๑๑๘} [๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่ายอดบุรุษ
ผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ประจักษ์ซึ่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งความดับแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งคุณแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งโทษแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งการสสัดออกซึ่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งเวทนา ... รู้ประจักษ์ซึ่งสัญญา ... รู้ประจักษ์ซึ่งสังขารทั้งหลาย ... รู้ประจักษ์ซึ่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งเหตุเกิดแห่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งความดับแห่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งคุณแห่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งโทษแห่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งการสสัดออกซึ่งวิญญาณ{๑๑๙} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็รูปเป็นไฉน คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป ความเกิดขึ้นแห่งรูปย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ความดับแห่งรูปย่อมมีเพราะความดับแห่งอาหาร อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูป การที่สุขโสมนัสอาศัยรูปนี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งรูป การที่รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในรูปเสียได้ นี้เป็นการสลัดออกแห่งรูป
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ประจักษ์ซึ่งรูป เหตุเกิดแห่งรูป ความดับแห่งรูป ข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูป คุณแห่งรูป โทษแห่งรูป และการสลัดออกแห่งรูปอย่างนี้ ๆ แล้วปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัยนี้
ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ประจักษ์ซึ่งรูปเหตุเกิดแห่งรูป ความดับแห่งรูป ข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูป คุณแห่งรูป โทษแห่งรูป และการสลัดออกซึ่งรูปอย่างนี้ ๆ แล้วหลุดพ้นได้ เพราะความเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก
{๑๒๐} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน คือ เวทนา ๖ หมวดนี้ ได้แก่เวทนาที่เกิดจากจักขุสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากโสตสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากฆานสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากชิวหาสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากกายสัมผัส เวทนาที่เกิดจากมโนสัมผัส ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าเวทนา ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนาย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งเวทนา การที่สุขโสมนัสอาศัยเวทนานี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งเวทนา การที่รูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งเวทนา การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในเวทนาเสียได้ นี้เป็นการสลัดออกซึ่งเวทนา
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ประจักษ์ซึ่งเวทนาอย่างนี้ ... สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อความปรากฏอีก
{๑๒๑} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัญญาเป็นไฉน คือ สัญญา ๖ หมวดนี้ ได้แก่ รูปสัญญา ๑ สัททสัญญา ๑ ฆานสัญญา ๑ รสสัญญา ๑ โผฏฐัพพสัญญา ๑ ธัมมสัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสัญญา ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญาย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งสัญญา การที่สุขโสมนัสอาศัยสัญญานี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งสัญญา การที่สัญญาไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งสัญญา การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในสัญญาเสียได้ นี้เป็นการสลัดออกซึ่งสัญญาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ประจักษ์ซึ่งสัญญาอย่างนี้ ... สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก
{๑๒๒} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน คือ เจตนา ๖ หมวดนี้ ได้แก่ รูปสัญเจตนา ๑ สัททสัญเจตนา ๑ คันธสัญเจตนา ๑ รสสัญเจตนา ๑ โผฏฐัพพสัญเจตนา ๑ ธัมมสัญเจตนา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสังขาร ความเกิดขึ้นแห่งสังขารย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขารย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏิฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร การที่สุขโสมนัสอาศัยสังขารนี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งสังขาร การที่สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งสังขาร การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในสังขารเสียได้ นี้เป็นการสสัดออกซึ่งสังขาร
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ประจักษ์ซึ่งสังขารอย่างนี้ .... สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก
{๑๒๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ ๖ หมวดนี้ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๑ โสตวิญญาณ ๑ ฆานวิญญาณ ๑ ชิวหาวิญญาณ ๑ กายวิญญาณ ๑ มโนวิญญาณ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าวิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป ความดับแห่งวิญญาณย่อมมีเพราะความดับแห่งนามรูป อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ การที่สุขโสมนัสอาศัยวิญญาณนี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ การที่วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในวิญญาณเสียได้
นี้เป็นการสลัดออกซึ่งวิญญาณดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ประจักษ์ซึ่งวิญญาณ ความเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คุณแห่งวิญญาณ โทษแห่งวิญญาณ และการสสัดออกซึ่งวิญญาณอย่างนี้ ๆ แล้วปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัยนี้
ส่วนสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ประจักษ์ซึ่งวิญญาณ เหตุเกิดแห่งวิญญาณ ความดับแห่งวิญญาณ ข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ คุณแห่งวิญญาณ โทษแห่งวิญญาณ และการสลัดออกซึ่งวิญญาณ อย่างนี้ ๆ แล้วหลุดพ้นได้ เพราะความเบื่อหน่าย เพราะความคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าหลุด
แล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก
{๑๒๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการเป็นอย่างไรเล่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเพ่งพินิจโดยความเป็นธาตุประการหนึ่ง โดยความเป็นอายตนะประการหนึ่ง โดยความเป็นปฏิจจสมุปบาทประการหนึ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการอย่างนี้แล
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่ายอดบุรุษ ผู้เสร็จกิจแล้ว ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ในธรรมวินัยนี้”
๖. สัมมาสัมพุทธสูตร
ว่าด้วยสาเหตุต่างกันระหว่างพระพุทธเจ้ากับพระสาวก
{๑๒๕} [๕๘] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี
ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหลุดพ้นแล้วเพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถูกเรียกว่า ‘พระสัมมาสัมพุทธเจ้า’ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ภิกษุผู้เป็นปัญญาวิมุตหลุดพ้นแล้วเพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ถูกเรียกว่า ‘ผู้หลุดพ้นได้ด้วยปัญญา’
จบ ๕. สัตตัฏฐานสูตร