arnon.world

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ · อุปายวรรค

๔. ปริวัฏฏสูตร เล่ม ๑๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๒–๑๑๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๑๐ ในอุปายวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค ขันธสังยุต มัชฌิมปัณณาสก์ อุปายวรรค ปริวัฏฏสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๗ หน้า ๗๘–๘๒

หน้า ๗๘

ย่อมจะขาดสูญ ที่ตั้งแห่งวิญญาณย่อมจะไม่มี วิญญาณที่ไม่มีที่ตั้งย่อมจะไม่งอกงาม ไม่แต่งปฏิสนธิ หลุดพ้นไป เพราะหลุดพ้นไป จิตจึงมั่นคงอยู่ เพราะมั่นคงอยู่ จึงยินดีพร้อม เพราะยินดีพร้อม จึงไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมดับสนิทเฉพาะตนทีเดียว ภิกษุนั้นย่อมรู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ดังนี้

ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคลรู้เห็นอยู่อย่างนี้แล อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปเป็นลำดับ”

๔. อุปาทานปริวัฏฏสูตร

ว่าด้วยอุปาทานขันธ์โดยเวียน ๔ รอบ

{๑๑๒} [๕๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุปาทานขันธ์นี้มี ๕ ประการ อุปาทานขันธ์ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ อุปาทานขันธ์คือรูป ๑ อุปาทานขันธ์คือเวทนา ๑ อุปาทานขันธ์คือสัญญา ๑ อุปาทานขันธ์คือสังขาร ๑ อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตราบใดเรายังไม่รู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ ประการนี้ ครบ ๔ รอบตามความเป็นจริง ตราบนั้นเราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยมโดยชอบในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแลเรารู้ยิ่งซึ่งอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ครบ ๔ รอบตามความเป็นจริง เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณว่าเป็นผู้ตรัสรู้ซึ่งสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอดเยี่ยมโดยชอบในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์

หน้า ๗๙

๔ รอบคืออย่างไร คือ เรารู้ยิ่งซึ่งรูป ซึ่งความเกิดแห่งรูป ซึ่งความดับแห่งรูป ซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูป รู้ยิ่งซึ่งเวทนา ... รู้ยิ่งซึ่งสัญญา ... รู้ยิ่งซึ่งสังขารทั้งหลาย ... รู้ยิ่งซึ่งวิญญาณ ซึ่งความเกิดแห่งวิญญาณ ซึ่งความดับแห่งวิญญาณ ซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ

{๑๑๓} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็รูปเป็นไฉน คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป ความเกิดขึ้นแห่งรูปย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ความดับแห่งรูปย่อมมีเพราะความดับแห่งอาหาร อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ(เห็นชอบ) สัมมาสังกัปปะ(ดำริชอบ) สัมมาวาจา(เจรจาชอบ) สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ) สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ) สัมมาวายามะ(พยายามชอบ) สัมมาสติ(ระลึกชอบ) สัมมาสมาธิ(ตั้งจิตมั่นชอบ) นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูปดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ยิ่งซึ่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งรูปอย่างนี้

รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูปอย่างนี้ ปฏิบัติแล้วเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัยนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ยิ่งซึ่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งรูปอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูปอย่างนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก

หน้า ๘๐

{๑๑๔} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน คือ เวทนา ๖ หมวดนี้ ได้แก่ เวทนาที่เกิดจากจักขุสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากโสตสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากฆานสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากชิวหาสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากกายสัมผัส ๑ เวทนาที่เกิดจากมโนสัมผัส ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าเวทนา ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งเวทนาย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งเวทนาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ยิ่งซึ่งเวทนาอย่างนี้ ... สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก

{๑๑๕} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัญญาเป็นไฉน คือ สัญญา ๖ หมวดนี้ ได้แก่ รูปสัญญา ๑ สัททสัญญา ๑ ฆานสัญญา ๑ รสสัญญา ๑ โผฏฐัพพสัญญา ๑ ธัมมสัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสัญญา ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสัญญาย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งสัญญาดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ยิ่งซึ่งสัญญาอย่างนี้ ... สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก

{๑๑๖} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สังขารเป็นไฉน คือ เจตนา ๖ หมวดนี้ ได้แก่ รูปสัญเจตนา ๑ สัททสัญเจตนา ๑ คันธสัญเจตนา ๑ รสสัญเจตนา ๑ โผฏฐัพพสัญเจตนา ๑ ธัมมสัญเจตนา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าสังขาร ความเกิดขึ้นแห่งสังขารย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งผัสสะ ความดับแห่งสังขารย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร

หน้า ๘๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ยิ่ง ซึ่งสังขารอย่างนี้ ... สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก

{๑๑๗} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณเป็นไฉน คือ วิญญาณ ๖ หมวดนี้ ได้แก่ จักขุวิญญาณ ๑ โสตวิญญาณ ๑ ฆานวิญญาณ ๑ ชิวหาวิญญาณ ๑ กายวิญญาณ ๑ มโนวิญญาณ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าวิญญาณ ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งนามรูป ความดับแห่งวิญญาณ ย่อมมีเพราะความดับแห่งนามรูป อริยมรรคประกอบด้วย ๘ ประการ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ยิ่งซึ่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้

ปฏิบัติแล้วเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับแห่งวิญญาณ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าปฏิบัติดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งปฏิบัติดีแล้วสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าตั้งมั่นอยู่ในธรรมวินัยนี้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งที่รู้ยิ่งซึ่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความเกิดแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ รู้ยิ่งซึ่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณอย่างนี้ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะความดับ เพราะไม่ถือมั่นรูป สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก”

หน้า ๘๒

๕. สัตตัฏฐานสูตร

ว่าด้วยการรู้ขันธ์ ๕ โดยฐานะ ๗

{๑๑๘} [๕๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่ายอดบุรุษ

ผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการเป็นอย่างไร คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ประจักษ์ซึ่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งเหตุเกิดแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งความดับแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งคุณแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งโทษแห่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งการสสัดออกซึ่งรูป รู้ประจักษ์ซึ่งเวทนา ... รู้ประจักษ์ซึ่งสัญญา ... รู้ประจักษ์ซึ่งสังขารทั้งหลาย ... รู้ประจักษ์ซึ่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งเหตุเกิดแห่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งความดับแห่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งคุณแห่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งโทษแห่งวิญญาณ รู้ประจักษ์ซึ่งการสสัดออกซึ่งวิญญาณ{๑๑๙} ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็รูปเป็นไฉน คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป ความเกิดขึ้นแห่งรูปย่อมมีเพราะความเกิดขึ้นแห่งอาหาร ความดับแห่งรูปย่อมมีเพราะความดับแห่งอาหาร อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ นี้แลเป็นข้อปฏิบัติอันให้ถึงความดับแห่งรูป การที่สุขโสมนัสอาศัยรูปนี้เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งรูป การที่รูปไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรผันไปเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในรูปเสียได้ นี้เป็นการสลัดออกแห่งรูป

จบ ๔. ปริวัฏฏสูตร