arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · มหาวรรค

๓. สุภาษิตสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๕๖–๓๕๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๒ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สุภาษิตสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค สุภาษิตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

บาลี (สยามรัฐ)

๓ เอวมฺเม สุตํ ฯ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ จตูหิ ภิกฺขเว องฺเคหิ สมนฺนาคตา วาจา สุภาสิตา โหติ น ทุพฺภาสิตา อนวชฺชา จ อนนุวชฺชา จ วิญฺญูนํ กตเมหิ จตูหิ อิธ [๑] สุภาสิตญฺเญว ภาสติ โน ทุพฺภาสิตํ ธมฺมญฺเญว ภาสติ โน อธมฺมํ ปิยญฺเญว ภาสติ โน อปฺปิยํ สจฺจญฺเญว ภาสติ โน อลิกํ ฯ อิเมหิ โข ภิกฺขเว จตูหิ องฺเคหิ สมนฺนาคตา วาจา สุภาสิตา โหติ น ๒ ทุพฺภาสิตา อนวชฺชา จ อนนุวชฺชา จ วิญฺญูนนฺติ ฯ

อิทมโวจ ภควา อิทํ วตฺวาน สุคโต

อถาปรํ เอตทโวจ สตฺถา

สุภาสิตํ อุตฺตมมาหุ สนฺโต

ธมฺมํ ภเณ น ๓ อธมฺมํ ตํ ทุติยํ

ปิยํ ภเณ น อปฺปิยํ ๓ ตํ ตติยํ

สจฺจํ ภเณ นาลิกนฺตํ จตุตฺถนฺติ ฯ

๑ ม. เภจฺฉามิ ฯ ยุ. คจฺฉามิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปตฺตํ ฯ ๓ ม. วสีกริตฺวา ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายวาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชนไม่พึงติเตียนองค์ ๔ เป็นไฉน คือ ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมกล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต ไม่กล่าวคำที่เป็นทุพภาษิต ๑ ย่อมกล่าวคำที่เป็นธรรม ไม่กล่าวคำที่ไม่เป็นธรรม ๑ย่อมกล่าวแต่คำอันเป็นที่รัก ไม่กล่าวคำอันไม่เป็นที่รัก ๑ ย่อมกล่าวแต่คำสัตย์ไม่กล่าวคำเหลาะแหละ ๑ดูกรภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ นี้แลเป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และวิญญูชนไม่พึงติเตียน ฯ

พระผู้มีพระภาคผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้วจึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

สัตบุรุษทั้งหลาย ได้กล่าวคำอันเป็นสุภาษิตว่าเป็นคำสูงสุดบุคคลพึง

กล่าวแต่คำที่เป็นธรรม ไม่พึงกล่าวคำที่ไม่เป็นธรรมข้อนั้นเป็นที่ ๒

บุคคลพึงกล่าวคำอันเป็นที่รัก ไม่พึงกล่าวคำอันไม่เป็นที่รัก ข้อนั้นเป็น

ที่ ๓ บุคคลพึงกล่าวคำสัตย์ไม่พึงกล่าวคำเหลาะแหละ ข้อนั้นเป็น

ที่ ๔ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส อุฏฺฐายาสนา เอกํสํ จีวรํ กตฺวา เยน ภควา เตนญฺชลิมฺปณาเมตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ ปฏิภาติ มํ ภควา ปฏิภาติ มํ สุคตาติ ฯ ปฏิภาตุ ตํ วงฺคีสาติ ภควา อโวจ ฯ อถ โข อายสฺมา วงฺคีโส [๔] สมฺมุขา สารุปฺปาหิ คาถาหิ อภิตฺถวิ

ตเมว วาจํ ภาเสยฺย ยายตฺตานํ น ตาปเย

ปเร จ น วิหึเสยฺย สา เว วาจา สุภาสิตา ฯ

ปิยวาจเมว ภาเสยฺย ยา วาจา ปตินนฺทิตา

ยํ อนาทาย ปาปานิ ปเรสํ ภาสเต ปิยํ ฯ

สจฺจํ เว อมตา วาจา เอส ธมฺโม สนนฺตโน

สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ อหุ สนฺโต ปติฏฺฐิตา ฯ

ยํ พุทฺโธ ภาสติ วาจํ เขมํ นิพฺพานปตฺติยา

ทุกฺขสฺสนฺตกิริยาย สา เว วาจานมุตฺตมาติ ฯ

สุภาสิตสุตฺตํ ตติยํ ฯ

_______________

สุตฺตนิปาเต ตติยสฺส มหาวคฺคสฺส จตุตฺถํ สุนฺทริกสุตฺตํ

๑ ม. ยุ. ภิกฺขเว ภิกฺขุ ฯ ๒ ม. โน ฯ ๓ ม. ยุ. นาธมฺมํ นาปฺปยํ ฯ

๔ ม. ยุ. ภควนฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกจากอาสนะ ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ แล้วได้กราบทูลว่าข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระธรรมเทศนา ย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต พระธรรมเทศนาย่อมแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์พระผู้มีพระภาคตรัสว่าดูกรวังคีสะ ธรรมเทศนาจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด ฯ

ลำดับนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้ชมเชยด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรในที่เฉพาะพระพักตร์ว่า

บุคคลพึงกล่าววาจาอันไม่เป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อน และไม่พึงเบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นเป็นสุภาษิตแท้ บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักอันชนชื่นชม ไม่ถือเอาคำอันลามก กล่าววาจาอันเป็นที่รักของผู้อื่น

คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของเก่า สัตบุรุษทั้งหลายตั้งมั่นแล้วในคำสัตย์ที่เป็นอรรถและเป็นธรรม วาจาที่พระพุทธเจ้าตรัส เป็นวาจาเกษม เพื่อบรรลุนิพพาน เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดทุกข์วาจานั้น

แลเป็นวาจาสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย ฯ

จบสุภาษิตสูตรที่ ๓

จบ ๓. สุภาษิตสูตร