arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · มหาวรรค

๑๑. นาลกสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๘–๓๘๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๒ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

นาลกสูตรที่ ๑๑

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค นาลกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๑ อานนฺทชาเต ติทสคเณ ปตีเต

สกฺกญฺจ ๒ อินฺทํ สุจิวสเน จ เทเว

ทุสฺสํ คเหตฺวา อติริว โถมยนฺเต

อสิโต อิสิ อทฺทส ทิวาวิหาเร ฯ

ทิสฺวาน เทเว ปมุทิตมเน ๓ อุทคฺเค

จิตฺตึ กริตฺวา อิทมโวจ ๔ ตตฺถ

กึ เทวสงฺโฆ อติริว กลฺยรูโป

ทุสฺสํ คเหตฺวา รมยถ ๕ กึ ปฏิจฺจ ฯ

ยทาปิ อาสิ อสุเรหิ สงฺคโม ๖

ชโย สุรานํ อสุรา ปราชิตา

ตทาปิ เนตาทิโส โลมหํสโน

กิมพฺภูตํ ทฏฺฐุ มรู ปโมทิตา ฯ

เสเฬนฺติ คายนฺติ จ วาทยนฺติ ๗

ภุชานิ โผเฏนฺติ ๘ จ นจฺจยนฺติ จ

ปุจฺฉามิ โวหํ เมรุมุทฺธวาสิเน

ธุนาถ เม สํสยํ ขิปฺปํ ๑ มาริสา ฯ

โส โพธิสตฺโต รตนวโร อตุโลฺย

มนุสฺสโลเก หิตสุขตาย ๒ ชาโต

สกฺยาน คาเม ชนปเท ลุมฺพิเนยฺเย

เตนมฺห ตุฏฺฐา อติริว กลฺยรูปา ฯ

โส สพฺพสตฺตุตฺตโม อคฺคปุคฺคโล

นราสโภ สพฺพปชานมุตฺตโม

วตฺเตสฺสติ ๓ จกฺกํ อิสิวฺหเย วเน

นทํว สีโห พลวา มิคาภิภู ฯ

ตํ สทฺทํ สุตฺวา ตุริตมวสรี โส

สุทฺโธทนสฺส (ตท) ภวนํ อุปาวิสิ ๔

นิสชฺช ตตฺถ อิทมโวจาปิ ๕ สเกฺย

กุหึ กุมาโร อหมฺปิ ทฏฺฐุกาโม ฯ

ตโต กุมารํ ชลิตมิว สุวณฺณํ

อุกฺกามุเขว สุกุสลสมฺปหฏฺฐํ

ททฺทลฺลมานํ สิริยา อโนมวณฺณํ

ทสฺเสสุ ปุตฺตํ อสิตวฺหยสฺส สกฺยา ฯ

ทิสฺวา กุมารํ สิขิมิว ปชฺชลนฺตํ

ตาราสภํว นภสิคมํ วิสุทฺธํ

สุริยนฺตปนฺตํ สารทริวพฺภมุตฺตํ ๑

อานนฺทชาโต วิปุลมลตฺถ ปีตึ ฯ

อเนกสาขญฺจ สหสฺสมณฺฑลํ

ฉตฺตํ มรู ธาเรยฺยุมนฺตลิกฺเข

สุวณฺณทณฺฑา วีติปตนฺติ จามรา

น ทิสฺสเร จามรฉตฺตคาหกา ฯ

ทิสฺวา ชฏี ๒ กณฺหสิริวฺหโย อิสิ

สุวณฺณนิกฺขํ วิย ปณฺฑุกมฺพเล

เสตญฺจ ฉตฺตํ ธารยนฺตมุทฺธนิ ๓

อุทคฺคจิตฺโต สุมโน ปฏิคฺคเห ฯ

ปฏิคฺคเหตฺวา ปน สกฺยปุงฺควํ

ชิคึสโก ลกฺขณมนฺตปารคู

ปสนฺนจิตฺโต คิรมพฺภุทีรยิ

อนุตฺตรายํ ทิปทานมุตฺตโม ฯ

อถตฺตโน คมนมนุสฺสรนฺโต

อกลฺยรูโป คฬยติ อสฺสุกานิ

ทิสฺวาน สกฺยา อิสิมโวจุํ รุทนฺตํ

โน เจ กุมาเร ภวิสฺสติ อนฺตราโย ฯ

ทิสฺวาน สเกฺย อิสิมโวจ อกเลฺย

นาหํ กุมาเร อหิตมนุสฺสรามิ

น จาปิ อสฺส ภวิสฺสติ อนฺตราโย

น โอรกายํ อธิมนสา ๑ ภวาถ ฯ

สมฺโพธิยคฺคํ ผุสิสฺสตายํ กุมาโร

โส ธมฺมจกฺกํ ปรมวิสุทฺธทสฺสี

วตฺเตสฺสตายํ พหุชนหิตานุกมฺปี

วิตฺถาริกสฺส ภวิสฺสติ พฺรหฺมจริยํ ฯ

มมญฺจ อายุ น จิรมิธาวเสโส

อถนฺตรา เม ภวิสฺสติ กาลกิริยา

โสหํ น สุสฺสํ ๒ อสมธุรสฺส ธมฺมํ

เตนมฺหิ อฏฺโฏ พฺยสนคโต ๓ อฆาวี ฯ

โส สากิยานํ วิปุลํ ชเนตฺวาน ปีตึ

อนฺเตปุรมฺหา นิรคมา ๔ พฺรหฺมจารี

โส ภาคิเนยฺยํ สยํ อนุกมฺปมาโน

สมาทเปสิ อสมธุรสฺส ธมฺเม

พุทฺโธติ โฆสํ ยทิ ปรโต สุณาสิ

สมฺโพธิปตฺโต วิวรติ ๕ ธมฺมมคฺคํ

คนฺตฺวาน ตตฺถ สยํ ๖ ปริปุจฺฉมาโน

จรสฺสุ ตสฺมึ ภควติ พฺรหฺมจริยํ ฯ

เตนานุสิฏฺโฐ หิตมเนน ตาทินา

อนาคเต ปรมวิสุทฺธทสฺสินา

โส นาฬโก อุปจิตปุญฺญสญฺจโย

ชินํ ปติกฺขํ ปริวสิ รกฺขิตินฺทฺริโย ฯ

สุตฺวาน โฆสํ ชินวรจกฺกวตฺตเน

คนฺตฺวาน ทิสฺวา อิสินิสภํ ปสนฺโน

โมเนยฺยเสฏฺฐํ มุนิวรํ ๑ อปุจฺฉิ

สมาคเต อสิตวฺหยสฺส สาสเนติ ฯ

วตฺถุกถา ๒ นิฏฺฐิตา ฯ

๑ ม. ยุ. สตตํ ฯ ๒ โป. สกํว ฯ ยุ. สกฺกจฺจ ฯ ๓ ม. ยุ. มุทิตมเน ฯ

๔ ม. ยุ. อิทมโวจาสิ ฯ ๕ ยุ. ภมุยถ ฯ ๖ ป. สงฺคเห ฯ ๗ ม. ยุ. วาทยนฺติ จ ฯ

๘ ม. โปเฐนฺติ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. ขิปฺป ฯ ๒ ม. ยุ. หิตสุขตฺถาย ฯ ๓ โป. วตฺติสฺสติ ฯ ๔ ยุ.

อุปาคมิ ฯ ๕ ม. ยุ. อิทมโวจาสิ ฯ

๑ โป. สารททิวาพฺภมุตฺตํ ฯ ม. ยุ. สรสริวพฺ .. ฯ ๒ โป. ยุ. ชฏิ ฯ ๓ ม. ยุ.

ธริยนฺต .. ฯ

๑ ม. อธิมานสา ฯ ๒ ม. โสสฺสํ ฯ ๓ โป. ม. พฺยสนงฺคโต ฯ ๔ โป. ม. นิคมา ฯ

๕ ยุ. วีจรติ ฯ ๖ ม. ยุ. สมยํ ฯ

ฉบับหลวง

อสิตฤาษีอยู่ในที่พักกลางวัน ได้เห็นท้าวสักกะจอมเทพและเทวดาคณะไตรทสผู้มีใจชื่นชม มีปีติโสมนัส ยกผ้าทิพย์ขึ้นเชยชมอยู่อย่างเหลือเกิน ในที่อยู่อันสะอาด ครั้นแล้วจึงกระทำความนอบน้อม แล้วได้ถามเทวดาทั้งหลายผู้มีใจเบิกบานบันเทิงในที่นั้นว่า เพราะเหตุไรหมู่เทวดาจึงเป็นผู้ยินดีอย่างเหลือเกิน ท่านทั้งหลายยกผ้าทิพย์ขึ้นแล้วรื่นรมย์อยู่เพราะอาศัยอะไร แม้คราวใด ได้มีสงครามกับพวกอสูรพวกเทวดาชนะ พวกอสูรปราชัย แม้คราวนั้นขนลุกพองเช่นนี้ก็มิได้มี เทวดาทั้งหลายได้เห็นเหตุอะไร ซึ่งไม่เคยมีมา จึงพากันเบิกบานเปล่งเสียงชมเชย ขับร้องประโคม ปรบมือ และฟ้อนรำกันอยู่เราขอถามท่านทั้งหลายผู้อยู่บนยอดเขาสิเนรุ ดูกรท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลายขอท่านทั้งหลายจงช่วยขจัดความสงสัยของเราโดยเร็วเถิด ฯ

เทวดาทั้งหลายกล่าวว่า

พระโพธิสัตว์ผู้เป็นรัตนะอันประเสริฐนั้น หาผู้เปรียบมิได้ได้เกิดแล้วในมนุษย์โลก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุขที่ป่าลุมพินีวันในคามชนบทของเจ้าศากยะทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เราทั้งหลายจึงพากันยินดี เบิกบานอย่างเหลือเกินพระโพธิสัตว์นั้น เป็นอัครบุคคลผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ เป็นผู้องอาจกว่านรชน สูงสุดกว่าหมู่สัตว์ทั้งมวลเหมือนสีหะผู้มีกำลัง ครอบงำหมู่เนื้อบันลืออยู่ จักทรงประกาศธรรมจักรที่ป่าอิสิปตนะ ฯ

อสิตฤาษีได้ฟังเสียงที่เทวดาทั้งหลายกล่าวแล้วก็รีบลง (จากชั้นดาวดึงส์)เข้าไปยังที่ประทับของพระเจ้าสุทโธทนะ นั่งณ ที่นั้นแล้ว ได้ทูลถามเจ้าศากยะทั้งหลายว่า พระกุมารประทับ ณ ที่ไหน แม้อาตมภาพประสงค์จะเฝ้า ลำดับนั้นเจ้าศากยะทั้งหลายได้ทรงแสดงพระกุมารผู้รุ่งเรือง เหมือนทองคำที่ปากเบ้าซึ่งนายช่างทองผู้เฉลียวฉลาดหลอมดีแล้ว ผู้รุ่งเรืองด้วยศิริ มีวรรณะไม่ทราม แก่อสิตฤาษี อสิตฤาษีได้เห็นพระกุมารผู้รุ่งเรืองเหมือนเปลวไฟ เหมือนพระจันทร์อันบริสุทธิ์ซึ่งโคจรอยู่ในนภากาศ สว่างไสวกว่าหมู่ดาวเหมือนพระอาทิตย์พ้นแล้วจากเมฆ แผดแสงอยู่ในสรทกาลก็เกิดความยินดีได้ปีติอันไพบูลย์เทวดาทั้งหลายกั้นเศวตฉัตรมีซี่เป็นอันมาก

และประกอบด้วยมณฑลตั้งพันไว้ในอากาศจามรด้ามทองทั้งหลายตกลงอยู่ บุคคลผู้ถือจามรและเศวตฉัตรย่อมไม่ปรากฏ ฤาษีผู้ทรงชฎาชื่อกัณหศิริ ได้เห็นพระกุมารดุจแท่งทองบนผ้ากัมพลแดง และเศวตฉัตรที่กั้นอยู่บนพระเศียรเป็นผู้มีจิตเฟื่องฟู ดีใจ ได้รับเอาด้วยมือทั้งสองครั้นแล้ว อสิตฤาษีผู้เรียนจบลักษณะมนต์ พิจารณาพระราชกุมารผู้ประเสริฐ มีจิตเลื่อมใสได้เปล่งถ้อยคำว่า พระกุมารนี้ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า สูงสุดกว่าสัตว์สองเท้าทีนั้น อสิตฤาษีหวนระลึกถึงการบรรลุอรูปฌานของตน เป็นผู้เสียใจถึงน้ำตาตก เจ้าศากยะทั้งหลายได้ทอดพระเนตรเห็นอสิตฤาษีร้องไห้จึงตรัสถามว่า ถ้าอันตรายจักมีในพระกุมารหรือหนอ

อสิตฤาษีได้ทูลเจ้าศากยะทั้งหลายผู้ทอดพระเนตรเห็นแล้ว ไม่ทรงพอพระทัยว่า อาตมภาพระลึกถึงกรรมอันไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลในพระกุมารหามิได้ อนึ่งแม้อันตรายก็จักไม่มีแก่พระกุมารนี้ พระกุมารนี้เป็นผู้ไม่ทราม ขอมหาบพิตรทั้งหลายจงเป็นผู้ดีพระทัยเถิด พระกุมารนี้จักทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ พระกุมารนี้จักทรงเห็นนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่งทรงหวังประโยชน์แก่ชนเป็นอันมาก จักทรงประกาศธรรมจักร พรหมจรรย์ของพระกุมารนี้จักแพร่หลาย แต่อายุของอาตมภาพ จักไม่ดำรงอยู่ได้นานในกาลนี้ อาตมภาพจักกระทำกาละเสียในระหว่างนี้ จักไม่ได้ฟังธรรมของพระกุมารผู้มีความเพียรไม่มีบุคคลผู้เสมอ เพราะเหตุนั้นอาตมภาพจึงเป็นผู้เร่าร้อนถึงความพินาศ

ถึงความทุกข์ อสิตฤาษียังปีติอันไพบูลย์ให้เกิดแก่เจ้าศากยะทั้งหลายแล้ว ออกจากพระราชวัง ไปประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อจะอนุเคราะห์หลานของตน ได้ให้หลานสมาทานในธรรมของพระผู้มีพระภาคผู้มีความเพียรไม่มีบุคคลผู้เสมอแล้วกล่าวว่า ในกาลข้างหน้าเจ้าได้ยินเสียงอันระบือไปว่า พุทโธดังนี้ไซร้ พระผู้มีพระภาค ได้ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ย่อมทรงเปิดเผยทางปรมัตถธรรม เจ้าจงไปทูลสอบถามด้วยตนเอง ในสำนักของพระองค์ แล้วประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเถิด อสิตฤาษีนั้นผู้มีปรกติเห็นนิพพานอันบริสุทธิ์อย่างยิ่งในอนาคตมีใจเกื้อกูลเช่นนั้น ได้สั่งสอนนาลกดาบส นาลกดาบสเป็นผู้สั่งสมบุญไว้ รักษาอินทรีย์รอคอยพระชินสีห์อยู่ นาลกดาบสได้ฟังเสียงประกาศในการที่พระชินสีห์ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ ได้ไปเฝ้าพระชินสีห์ผู้องอาจกว่าฤาษีแล้ว เป็นผู้เลื่อมใส ได้ทูลถามปฏิปทาอันประเสริฐของมุนีกะพระชินสีห์ ผู้เป็นมุนีผู้ประเสริฐ ในเมื่อเวลาคำสั่งสอนของอสิตฤาษีมาถึงเข้าฉะนี้แล ฯ

จบวัตถุกถา

บาลี (สยามรัฐ)

อญฺญาตเมตํ วจนํ อสิตสฺส ยถาตถํ

ตํ ตํ โคตม ปุจฺฉามิ ๓ สพฺพธมฺมาน ปารคุํ

อนาคาริยุเปตสฺส ๔ ภิกฺขาจริยํ ชิคึสโต

มุนึ ปพฺรูหิ เม ปุฏฺโฐ โมเนยฺยํ อุตฺตมํ ปทํ ฯ

โมเนยฺยนฺเต อุปญฺญิสฺสนฺติ (ภควา) ทุกฺกรํ ทุรภิสมฺภวํ

หนฺท เต นํ ปวกฺขามิ สนฺถมฺภสฺสุ ทโฬฺห ภว ฯ

สมานภาวํ ๕ กุพฺเพถ คาเม อกุฏฺฐวนฺทิตํ

มโนปโทสํ รกฺเขยฺย สนฺโต อนุณฺณโคจโร ๖ ฯ

อุจฺจาวจา นิจฺฉรนฺติ ทาเย อคฺคิสิขูปมา

นาริโย มุนึ ปโลเภนฺติ ตา สุ ตํ มา ปโลเภยฺยุํ ๗

วิรโต เมถุนา ธมฺมา หิตฺวา กาเม วราวเร ๘

อวิรุทฺโธ อสารตฺโต ปาเณสุ ตสถาวเร ฯ

ยถา อหํ ตถา เอเต ยถา เอเต ตถา อหํ

อตฺตานํ อุปมํ กตฺวา น หเนยฺย น ฆาตเย ฯ

หิตฺวา อิจฺฉญฺจ โลภญฺจ ยตฺถ สตฺโต ปุถุชฺชโน

จกฺขุมา ปฏิปชฺเชยฺย ตเรยฺย นรกํ อิมํ ฯ

โอโนทโร ๑ มิตาหาโร อปฺปิจฺฉสฺส อโลลุโป

สทา ๒ อิจฺฉาย นิจฺฉาโต อนิจฺโฉ โหติ นิพฺพุโต ฯ

ส ปิณฺฑจารํ จริตฺวา วนนฺตมภิหารเย

อุปฏฺฐิโต รุกฺขมูลสฺมึ อาสนูปคโต มุนิ ฯ

ส ฌานปสุโต ธีโร วนนฺเต รมิโต สิยา

ฌาเยถ รุกฺขมูลสฺมึ อตฺตานมภิโตสยํ ฯ

ตโต รตฺยา วิวสเน ๓ คามนฺตมภิหารเย

อวฺหานํ นาภินนฺเทยฺย อภิหารญฺจ คามโต ฯ

น มุนี คามมาคมฺม กุเลสุ สหสา จเร

ฆาเสสนํ ๔ ฉินฺนกโถ น วาจมฺปยุตฺตํ ภเณ ฯ

อลตฺถํ ยทิทํ สาธุ นาลตฺถํ กุสลามิติ ๕

อุภเยเนว โส ตาทิ รุกฺขํว อุปาติวตฺตติ ๖ ฯ

สปตฺตปาณี จรนฺโต อมูโค มูคสมฺมโต

อปฺปํ ทานํ น หิเฬยฺย ทาตารํ นาวชานิยา ฯ

อุจฺจาวจา หิ ปฏิปทา สมเณน ปกาสิตา

น ปารํ ทิคุณํ ยนฺติ น ยิทํ เอกคุณมุตฺตํ ๑ ฯ

ยสฺส จ วิสตา นตฺถิ ฉินฺนโสตสฺส ภิกฺขุโน

กิจฺจากิจฺจปฺปหีนสฺส ปริฬาโห น วิชฺชติ ฯ

โมเนยฺยนฺเต อุปญฺญิสฺสนฺติ (ภควา) ขุรธารูปโม ภเว

ชิวฺหาย ตาลล อาหจฺจ อุทเร สญฺญโต สิยา ฯ

อลีนจิตฺโต จ สิยา น จาปิ พหุ จินฺตเย

นิรามคนฺโธ อสิโต พฺรหฺมจริยปรายโน

เอกาสนสฺส สิกฺเขถ สมโณปาสนสฺส จ

เอกตฺตํ โมนมกฺขาตํ เอโก เว ๒ อภิรมิสฺสสิ ฯ

(อถ ภาสิหิ ๓ ทส ทิสา)

สุตฺวา ธีรานํ นิคฺโฆสํ ฌายีนํ กามจาคินํ

ตโต หิริญฺจ สทฺธญฺจ ภิยฺโย กุพฺเพถ มามโก ฯ

ตํ นทีหิ วิชานาถ โสพฺเภสุ ปทเรสุ จ

สนนฺตา ๔ ยนฺติ กุสุพฺภา ตุณฺหี ยนฺติ มโหทธิ ฯ

ยทูนกํ ตํ สนติ ยํ ปูรํ สนฺตเมว ตํ

อฑฺฒกุมฺภูปโม พาโล รหโท ปูโรว ปณฺฑิโต ฯ

ยํ สมโณ พหุ ภาสติ อุเปตํ อตฺถสญฺหิตํ

ชานํ โส ธมฺมํ เทเสติ ชานํ โส พหุ ภาสติ ฯ

โย จ ชานํ สํยตตฺโต ๕ ชานํ น พหุ ภาสติ

ส มุนิ โมนมรหติ ส มุนิ โมนมชฺฌคฺคาติ ๑ ฯ

นาลกสุตฺตํ เอกาทสมํ ฯ

๑ ม. ยุ. มุนิปวรํ ฯ ๒ ม. ยุ. วตฺถุคาถา ฯ ๓ ยุ. ปุจฺฉาม ฯ ๔ ม. ยุ.

อนคาริยุ ... ฯ ๕ โป. ม. สมานภาคํ ฯ ๖ ยุ. วณฺณนายญฺจ อนุณฺณโต จเร ฯ

๗ โป. ม. ยุ. ปโลภยุํ ฯ ๘ ม. ปโรปเร ฯ ยุ. ปโรวเร ฯ

๑ ม. ยุ. อูนูทโร ฯ ๒ ยุ. สเว ฯ ๓ ม. วิวสาเน ฯ ๔ โป. ฆาเสนํ ฯ

๕ โป. กุสลมิติ ฯ ม. กุสลํ อิติ ฯ ๖ ม. รุกฺขํ อุปนิวตฺตติ ฯ ยุ. อูปนิวตฺตติ ฯ

๑ ม. ยุ. --- เอกคุณํ มุตํ ฯ ๒ ม. ยุ. เจ ฯ ๓ ม. พาหิสิ ฯ ๔ โป. สุณนฺตา ฯ

ม. ยุ. สณนฺตา ฯ ๕ ยุ. ยตตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพระองค์ ได้รู้ตามคำของอสิตฤาษีโดยแท้ เพราะเหตุนั้นข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทูลถามพระองค์ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง พระองค์อันข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ขอจงตรัสบอกมุนีและปฏิปทาอันสูงสุดของมุนี แห่งบรรพชิตผู้แสวงหาการเที่ยวไปเพื่อภิกษา แก่ข้าพระองค์เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสพยากรณ์ว่า

เราจักบัญญัติปฏิปทาของมุนีที่บุคคลทำได้ยากให้เกิดความยินดีได้ยากแก่ท่าน เอาเถิดเราจักบอกปฏิปทาของมุนีนั้นแก่ท่านท่านจงอุปถัมภ์ตน จงเป็นผู้มั่นคงเถิด พึงกระทำการด่าและการไหว้ในบ้านให้เสมอกันพึงรักษาความประทุษร้ายแห่งใจพึงเป็นผู้สงบไม่มีความเย่อหยิ่งเป็นอารมณ์ อารมณ์ที่สูงต่ำมีอุปมาด้วยเปลวไฟในป่า ย่อมมาสู่ครองจักษุเป็นต้น เหล่านารีย่อมประเล้าประโลมมุนี นารีเหล่านั้น อย่าพึงประเล้าประโลมท่าน มุนีละกามทั้งหลายทั้งที่ดีแล้ว งดเว้นจากเมถุนธรรมไม่ยินดียินร้าย ในสัตว์ทั้งหลายผู้สะดุ้งและมั่นคง พึงกระทำตนให้เป็นอุปมาว่า เราฉันใด สัตว์เหล่านี้ก็ฉันนั้น สัตว์เหล่านี้

ฉันใดเราก็ฉันนั้น ดังนี้แล้ว ไม่พึงฆ่าเอง ไม่พึงใช้ผู้อื่นให้ฆ่า มุนีละความปรารถนาและความโลภในปัจจัยที่ปุถุชนข้องอยู่แล้ว เป็นผู้มีจักษุ พึงปฏิบัติปฏิปทาของมุนีนี้พึงข้ามความทะเยอทะยานในปัจจัย ซึ่งเป็นเหตุแห่งมิจฉาชีพที่หมายรู้กันว่านรกนี้เสีย พึงเป็นผู้มีท้องพร่อง (ไม่เห็นแก่ท้อง) มีอาหารพอประมาณ มีความปรารถนาน้อย ไม่มีความโลภเป็นผู้หายหิว ไม่มีความปรารถนาด้วยความปรารถนาดับความเร่าร้อนได้แล้วทุกเมื่อ มุนีนั้นเที่ยวไปรับบิณฑบาตแล้ว พึงไปยังชายป่า เข้าไปนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ พึงเป็นผู้ขวนขวายในฌาน เป็นนักปราชญ์ยินดีแล้วในป่า พึงทำจิตให้ยินดียิ่ง เพ่งฌานอยู่ที่โคนต้นไม้

ครั้นเมื่อล่วงราตรีไปแล้ว พึงเข้าไปสู่บ้าน ไม่ยินดีโภชนะที่ยังไม่ได้ และโภชนะที่เขานำไปแต่บ้าน ไปสู่บ้านแล้ว ไม่พึงเที่ยวไปในสกุลโดยรีบร้อน ตัดถ้อยคำเสียแล้ว ไม่พึงกล่าววาจาเกี่ยวด้วยการแสวงหาของกิน มุนีนั้นคิดว่า เราได้สิ่งใด สิ่งนี้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ เราไม่ได้ก็เป็นความดี ดังนี้แล้ว เป็นผู้คงที่ เพราะการได้และไม่ได้ทั้งสองอย่างนั้นแล ย่อมก้าวล่วงทุกข์เสียได้ เปรียบเหมือนบุรุษแสวงหาผลไม้ เข้าไปยังต้นไม้แล้ว แม้จะได้ แม้ไม่ได้ ก็ไม่ยินดี ไม่เสียใจวางจิตเป็นกลางกลับไป ฉะนั้น มุนีมีบาตรในมือเที่ยวไปอยู่ไม่เป็นใบ้ ก็สมมุติว่าเป็นใบ้ ไม่พึงหมิ่นทานว่าน้อย ไม่พึงดูแคลนบุคคลผู้ให้ ก็ปฏิปทาสูงต่ำพระพุทธสมณะประกาศแล้ว มุนีทั้งหลายย่อมไม่ไปสู่นิพพานถึงสองครั้น นิพพานนี้ควรถูกต้องครั้งเดียวเท่านั้นหามได้ ก็ภิกษุผู้ไม่มีตัณหา ตัดกระแสร์กิเลสได้แล้ว ละกิจน้อยใหญ่ได้เด็ดขาดแล้ว ย่อมไม่มีความเร่าร้อน ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

เราจักบอกปฏิปทาของมุนีแก่ท่าน ภิกษุผู้ปฏิบัติปฏิปทาของมุนี พึงเป็นผู้มีคมมีดโกนเป็นเครื่องเปรียบ กดเพดานไว้ด้วยลิ้นแล้ว พึงเป็นผู้สำรวมที่ท้อง มีจิตไม่หย่อหย่อน และไม่พึงคิดมาก เป็นผู้ไม่มีกลิ่นดิบอันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยแล้วมีพรหมจรรย์เป็นที่ไปในเบื้องหน้าพึงศึกษาเพื่อการนั่งผู้เดียวและเพื่อประกอบภาวนาที่สมณะพึงอบรมท่านผู้เดียวแลจักอภิรมย์ความเป็นมุนีที่เราบอกแล้วโดยส่วนเดียว ทีนั้นจงประกาศไปตลอดทั้งสิบทิศ ท่านได้ฟังเสียงสรรเสริญ ของนักปราชญ์ทั้งหลายผู้เพ่งฌาน ผู้สละกามแล้ว แต่นั้นพึงกระทำหิริและศรัทธาให้ยิ่งขึ้นไป เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็นสาวกของเราได้ ท่านจะรู้แจ่มแจ้งซึ่งคำที่เรากล่าวนั้นได้

ด้วยการแสดงแม่น้ำทั้งหลาย ทั้งในเหมืองและหนองแม่น้ำห้วยย่อมไหลดังโดยรอบ แม่น้ำใหญ่ย่อมไหลนิ่ง สิ่งใดพร่องสิ่งนั้นย่อมดัง สิ่งใดเต็ม สิ่งนั้นสงบ คนพาลเปรียบด้วยหม้อน้ำที่มีน้ำครึ่งหนึ่ง บัณฑิตเปรียบเหมือนห้วงน้ำที่เต็มสมณะกล่าวถ้อยคำใดมากที่เข้าถึงประโยชน์ประกอบด้วยประโยชน์ รู้ถ้อยคำนั้นอยู่ ย่อมแสดงธรรม สมณะผู้นั้นรู้อยู่ ย่อมกล่าวถ้อยคำมาก สมณะใดรู้อยู่สำรวมตน สมณะนั้นรู้เหตุที่ไม่นำประโยชน์เกื้อกูล และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวมาก สมณะผู้นั้นเป็นมุนี ย่อมควรซึ่งปฏิปทาของมุนี สมณะนั้นได้ถึงธรรมเครื่องเป็นมุนีแล้ว ฯ

จบนาลกสูตรที่ ๑๑

จบ ๑๑. นาลกสูตร