arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · มหาวรรค

๙. วาเสฏฐสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๑–๓๘๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๒ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค วาเสฏฐสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๖๓๘–๖๔๙

หน้า ๖๓๘

๙. วาเสฏฐสูตร

[๕๙๗] ธีรชนผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉลียวฉลาด พึงกำจัดความโศกเศร้าที่เกิดขึ้นเสียโดยฉับพลัน เหมือนลมพัดนุ่นให้ปลิวไป ดุจนรชนใช้นํ้าดับไฟที่กำลังไหม้ลุกลามฉะนั้น

[๕๙๘] บุคคลผู้แสวงหาความสุขให้แก่ตน พึงกำจัดความพิไรรำพัน ความทะยานอยาก และความโทมนัสของตนเสียแล้วพึงถอนลูกศรคือกิเลสของตน

[๕๙๙] ผู้ถอนลูกศรคือกิเลสได้แล้ว เป็นผู้อันตัณหาและมิจฉาทิฏฐิอาศัยไม่ได้อีกต่อไป ถึงความสงบใจ ก้าวล่วงความโศกเศร้าได้ทั้งหมด ย่อมไม่มีความเศร้าโศก สงบเย็นแล้ว

๙. วาเสฏฐสูตร

ว่าด้วยวาเสฏฐมาณพทูลถามปัญหาเรื่องพราหมณ์

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

{๓๘๑} สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้านอิจฉานังคลคาม ก็สมัยนั้นแล พราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอิจฉานังคลคาม คือ จังกีพราหมณ์ ๑ ตารุกขพราหมณ์ ๑ โปกขรสาติพราหมณ์ ๑ ชาณุสโสณิพราหมณ์ ๑ โตเทยยพราหมณ์ ๑ และพราหมณ์มหาศาลผู้มีชื่อเสียงอื่น ๆ อีกครั้งนั้นแล วาเสฏฐมาณพกับภารทวาชมาณพเที่ยวเดินเล่นเป็นการบริหารแข้งขาอยู่ ได้เกิดมีเรื่องพูดกันขึ้นในระหว่างดังนี้ว่า “ดูก่อนเพื่อนรักบุคคลจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์ได้ก็ด้วยเหตุอย่างไร”

หน้า ๖๓๙

ภารทวาชมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนรัก บุคคลผู้เกิดมาดีทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา ถือปฏิสนธิในครรภ์ที่หมดจดดีมาตลอดเจ็ดชั่วบรรพบุรุษ ไม่มีใครมาคัดค้านติเตียนถึงชาติกำเนิดได้ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล บุคคลนั้นก็ชื่อว่าเป็นพราหมณ์แล้ว”

วาเสฏฐมาณพกล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนรัก บุคคลผู้มีศีลและมีอาจารวัตรสมบูรณ์ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล ก็ชื่อว่าเป็นพราหมณ์แล้ว”

ภารทวาชมาณพไม่อาจให้วาเสฏฐมาณพยอมรับได้ แม้วาเสฏฐมาณพก็ไม่อาจให้ภารทวาชมาณพยอมรับได้เหมือนกัน

ครั้งนั้นแล วาเสฏฐมาณพได้ปรึกษากะภารทวาชมาณพว่า ‘ภารทวาชะผู้เจริญ พระสมณโคดมศากยบุตรนั้นเสด็จออกผนวชจากศากยตระกูลประทับอยู่ที่ราวป่าอิจฉานังคละ ใกล้หมู่บ้านอิจฉานังคลคาม ก็กิตติศัพท์อันงามของท่านพระสมณโคดมนั้นขจรไปแล้วอย่างนี้ว่า ‘แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึกไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้เบิกบานแล้ว ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’ มาเถิด พวกเราจักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมแล้วจักทูลถามเนื้อความนี้กัน พระสมณโคดมจักทรงพยากรณ์แก่พวกเราอย่างไร พวกเราจักทรงจำเนื้อความนั้นไว้อย่างนั้น” ภารทวาชมาณพรับคำวาเสฏฐมาณพแล้วลำดับนั้น วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งนั่งเรียบร้อยแล้ว วาเสฏฐมาณพได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาประพันธ์ว่า

หน้า ๖๔๐

๙. วาเสฏฐสูตร

{๓๘๒} [๖๐๐] ข้าพระองค์ทั้งสองเป็นผู้ที่ได้รับคำยกย่องและรับรองจากอาจารย์ว่าจบไตรเพท ข้าพระองค์เป็นหัวหน้าศิษย์ของท่านโปกขรสาติพราหมณ์ ส่วนภารทวาชมาณพผู้นี้เป็นศิษย์ของท่านตารุกขพราหมณ์[๖๐๑] ข้าพระองค์ทั้งสองรู้จบไตรเพทตามที่อาจารย์ผู้แตกฉานในไตรเพทอบรมสั่งสอน มีความเข้าใจตัวบท ชำนาญไวยากรณ์ในพระเวทเช่นเดียวกับอาจารย์ ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ทั้งสองมีการได้เถียงกันในเรื่องชาติกำเนิด[๖๐๒] คือ ภารทวาชมาณพกล่าวว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด ส่วนข้าพระองค์กล่าวว่าเพราะกรรมคือการกระทำ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมีพระจักษุ ขอพระองค์จงทรงทราบอย่างนี้เถิด[๖๐๓] ข้าพระองค์ทั้งสองนั้นไม่สามารถจะให้อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับได้ จึงพากันมาเพื่อจะทูลถามพระองค์ผู้ทรงได้พระนามว่าพระผู้มีพระภาคสัมพุทธเจ้า

[๖๐๔] ชนทั้งหลายประคองอัญชลีเข้ามา เมื่อจะถวายบังคมพระโคดมในโลกก็ย่อมนมัสการได้ทุกคน เหมือนคนทั้งหลายเห็นดวงจันทร์วันเพ็ญได้ทุกคนฉะนั้น

[๖๐๕] ข้าพระองค์ทั้งสองขอทูลถามพระโคดมผู้เสด็จอุบัติมาเป็นดวงจักษุในโลกว่า บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดหรือเพราะกรรม ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกข้าพระองค์ทั้งสองผู้ไม่รู้ให้รู้จักพราหมณ์ที่แท้จริงด้วยเถิด’

หน้า ๖๔๑

ความหมายว่าพราหมณ์ในพระพุทธศาสนา

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

[๖๐๖] ดูก่อนวาเสฏฐะ เราจักพยากรณ์การจำแนกชาติกำเนิดของสัตว์ทั้งหลายตามลำดับ ตามสมควรแก่ท่านทั้งสองนั้น แท้จริง สัตว์ทั้งหลายมีชาติกำเนิดต่าง ๆ กัน[๖๐๗] แม้ติณชาติและรุกขชาติซึ่งไม่รู้จักตัวเอง ท่านทั้งสองก็คงรู้จัก แม้ติณชาติรุกขชาติเหล่านั้นก็มีเพศพรรณเหมือนชาติกำเนิด เพราะมันก็มีชาติกำเนิดต่าง ๆ กัน[๖๐๘] อันดับต่อไป พวกตั๊กแตน ผีเสื้อ ตลอดถึงมดดำและมดแดง ท่านทั้งสองก็คงรู้จัก สัตว์เหล่านั้นก็มีเพศพรรณเหมือนชาติกำเนิด เพราะมันมีชาติกำเนิดต่าง ๆ กัน[๖๐๙] อนึ่ง พวกสัตว์สี่เท้า ทั้งขนาดเล็กทั้งขนาดใหญ่ ท่านทั้งสองก็คงรู้จัก แม้สัตว์เหล่านั้นก็มีเพศพรรณเหมือนชาติกำเนิด เพราะมันมีชาติกำเนิดต่าง ๆ กัน[๖๑๐]

อนึ่ง พวกสัตว์ที่มีท้องเป็นเท้า เลื้อยไปด้วยอก มีหลังที่ยาว ท่านทั้งสองก็คงรู้จัก สัตว์เหล่านั้นก็มีเพศพรรณเหมือนชาติกำเนิด เพราะมันมีชาติกำเนิดต่าง ๆ กัน[๖๑๑] อนึ่ง พวกปลา สัตว์ที่เกิดในนํ้า สัตว์ที่เที่ยวหากินในน้ำท่านทั้งสองก็คงรู้จัก สัตว์เหล่านั้นก็มีเพศพรรณเหมือนชาติกำเนิด เพราะมันมีชาติกำเนิดต่าง ๆ กัน[๖๑๒] ต่อไป พวกนก สัตว์ที่ไปได้ด้วยปีก ที่บินไปในอากาศได้ท่านทั้งสองก็คงรู้จัก สัตว์เหล่านั้นก็มีเพศพรรณเหมือนชาติกำเนิด เพราะมันมีชาติกำเนิดต่าง ๆ กัน

หน้า ๖๔๒

๙. วาเสฏฐสูตร

[๖๑๓] ในชาติกำเนิดเหล่านั้น มีเพศพรรณที่เหมือนชาติกำเนิดมากมายอย่างใด ในหมู่มนุษย์ ไม่มีเพศพรรณที่มีชาติกำเนิด มากมายเหมือนอย่างนั้น[๖๑๔] คือ ในหมู่มนุษย์ ไม่มีการกำหนดเพศพรรณที่แตกต่างกันมากมายด้วยผม ด้วยศีรษะ ด้วยหู ด้วยนัยน์ตา ด้วยหน้า ด้วยจมูก ด้วยริมฝีปาก ด้วยคิ้ว[๖๑๕] ด้วยคอ ด้วยบ่า ด้วยท้อง ด้วยหลัง ด้วยตะโพก ด้วยอก ในซอกอวัยวะ ในอวัยวะสืบพันธุ์

[๖๑๖] ด้วยมือ ด้วยเท้า ด้วยนิ้ว ด้วยเล็บ ด้วยแข้ง ด้วยขา ด้วยวรรณะ ด้วยเสียง เหมือนในชาติกำเนิดอื่น ๆ

[๖๑๗] อนึ่ง ความแตกต่างกันโดยสัณฐานแห่งผมเป็นต้นที่เหมือนชาติกำเนิดนี้ ไม่มีในสรีระของตนในหมู่มนุษย์ แต่ความแตกต่างกันในหมู่มนุษย์ท่านกล่าวไว้โดยชื่อ (โวหาร)[๖๑๘] ดูก่อนวาเสฏฐะ ก็ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดอาศัยโครักขกรรมเลี้ยงชีวิต ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นชาวนา ไม่ใช่พราหมณ์

[๖๑๙] ดูก่อนวาเสฏฐะ ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดเลี้ยงชีวิตด้วยการแสดงต่าง ๆ ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นศิลปิน ไม่ใช่พราหมณ์

[๖๒๐] ดูก่อนวาเสฏฐะ ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดอาศัยการค้าขายเลี้ยงชีวิต ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นพ่อค้า ไม่ใช่พราหมณ์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โครักขกรรม ในที่นี้หมายถึงเกษตรกรรม หรือกสิกรรม การทำนา (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๙๕)
หน้า ๖๔๓

[๖๒๑] ดูก่อนวาเสฏฐะ ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดเลี้ยงชีวิตด้วยการรับจ้างผู้อื่น ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นลูกจ้าง ไม่ใช่พราหมณ์

[๖๒๒] ดูก่อนวาเสฏฐะ ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดอาศัยของที่เขาไม่ให้เลี้ยงชีวิต ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นโจร ไม่ใช่พราหมณ์

[๖๒๓] ดูก่อนวาเสฏฐะในหมู่มนุษย์ ผู้ใดอาศัยศัสตราวุธเลี้ยงชีวิตท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นทหารอาชีพ ไม่ใช่พราหมณ์

[๖๒๔] ดูก่อนวาเสฏฐะ ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดเลี้ยงชีวิตด้วยกิจกรรมของปุโรหิต ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นผู้ทำพิธีบูชาไม่ใช่พราหมณ์

[๖๒๕] ดูก่อนวาเสฏฐะ ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดปกครองบ้านเมืองท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่พราหมณ์

[๖๒๖] ก็ผู้ที่เกิดมาโดยกำเนิดพราหมณ์ เกิดจากมารดาพราหมณีเราไม่เรียกว่าเป็นพราหมณ์ เขาเป็นเพียงโภวาทีบุคคลคือผู้กล่าวว่าผู้เจริญเท่านั้น เขายังมีกิเลสเป็นเหตุให้กังวลอยู่ บุคคลผู้ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้กังวล ไม่ยึดถือมั่นต่างหากที่เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๒๗] ผู้ที่ตัดสังโยชน์ทั้งหมดได้เด็ดขาด ไม่หวาดสะดุ้ง พ้นจากกิเลสเป็นเหตุให้ขัดข้องได้ ปลอดจากกิเลสทุกอย่างแล้วเราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

[๖๒๘] ผู้ที่ตัดชะเนาะคือความโกรธ เชือกคือตัณหา หัวเงื่อนคือมิจฉาทิฏฐิ ๖๒ พร้อมทั้งสายโยงคืออนุสัยกิเลสได้ถอดลิ่มสสักคืออวิชชาได้ รู้อริยสัจ ๔ แล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

หน้า ๖๔๔

๙. วาเสฏฐสูตร

[๖๒๙] ผู้ที่ไม่ประทุษร้ายผู้อื่น อดกลั้นต่อคำด่าว่า ต่อการทุบตีและการจองจำได้ มีขันติธรรมเป็นกำลัง มีขันติธรรมเป็นหมู่พล เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๐] ผู้ที่ไม่โกรธ มีศีลวัตรดีงาม ไม่มีกิเลสเป็นเหตุให้ฟูขึ้นฝึกตนแล้ว มีสรีรกายเป็นชาติสุดท้าย เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๑] ผู้ที่ไม่ติดในกามทั้งหลาย เหมือนหยดนํ้าไม่ติดบนใบบัวเหมือนเมล็ดผักกาด ไม่ติดอยู่บนปลายเหล็กแหลม เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๒] ในศาสนานี้ ผู้ที่รู้ประจักษ์ว่าทุกขขันธ์ของตนสิ้นไป ปลงขันธภาระลงได้แล้ว ปลอดจากกิเลสทุกอย่างแล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๓] ผู้ที่มีปัญญาลึกซึ้งเป็นนักปราชญ์ ฉลาดในหนทางที่ควรคำเป็นและไม่ควรดำเนิน บรรลุอรหัตผลที่เป็นประโยชน์สูงสุดแล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๔] ผู้ที่ไม่คลุกคลีกับคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งสองล้าย ไม่มีความอาลัยเที่ยวจาริกไป มีความปรารถนาน้อย เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๕] ผู้ที่ปล่อยวางอาชญาในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีความสะดุ้งกลัวทั้งที่มีจิตมั่นคงได้แล้ว ไม่ฆ่าเอง ไม่ให้คนอื่นฆ่าเราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๖] ผู้ที่ไม่คิดฺปองร้ายตอบในผู้คิดปองร้ายตน เป็นผู้ปล่อยวางอาชญาได้ในผู้ที่มีอาชญาต่อตน เป็นผู้ไม่ยึดมั่นถือ

หน้า ๖๔๕

มั่นในขณะที่คนเหล่าอื่นยึดมั่นถือมั่นอยู่ เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

[๖๓๗] ผู้ที่ทำราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะ (ความลบหลู่คุณท่าน)ให้ตกไปได้แล้ว เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดตกไปจากปลายเหล็กแหลม เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๘] ผู้ที่พูดคำที่ไม่หยาบคาย เป็นคำที่ให้เข้าใจความหมายได้ดี เป็นคำจริง ซึ่งไม่เป็นเหตุให้ใคร ๆ ขัดใจ เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๓๙] ผู้ที่ไม่ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ทุกชนิดในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นของยาวหรือสั้น จะเล็กหรือใหญ่ จะงามหรือไม่งามก็ตาม เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๔๐] ผู้ที่ไม่มีความหวังได้อะไรทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เป็นผู้ปราศจากความหวังแล้ว พรากจากกิเลสได้ทั้งหมดแล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๔๑] ผู้ที่ไม่มีอาลัยคือตัณหา รู้แจ้งอริยสัจ ๔ ปราศจากความสงสัย มีจิตน้อมไปในนิพพาน บรรลุมรรคผลมาโดยลำดับ เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๔๒] ในโลกนี้ ผู้ที่ละบุญและบาปได้ทั้งสอง ล่วงพ้นกิเลสที่ทำให้ขัดข้องได้แล้ว ไม่มีความเศร้าโศก ปราศจากธุลีคือ กิเลส บริสุทธิ์แล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๔๓] ผู้ที่ปราศจากมลทิน เป็นผู้บริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่หมองมัวเหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญ เป็นผู้ที่สิ้นตัณหาและภพแล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

หน้า ๖๔๖

๙. วาเสฏฐสูตร

[๖๔๔] ผู้ที่ข้ามพ้นทางอ้อมคือราคะ ทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อคือกิเลส วัฏฏสงสาร และโมหะเสียได้แล้ว ข้ามถึงฝั่ง คือ นิพพาน เพ่งพินิจฌานทั้ง ๒ มีจิตไม่หวั่นไหว ปราศจากความสงสัย ดับกิเลสได้เพราะไม่ยึดมั่นถือมั่น เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๔๕] ผู้ที่ละกามทั้ง ๒ ในโลกนี้ได้เด็ดขาด ละการครองเรือนออกมาบวช สิ้นกามราคะและภวราคะแล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

[๖๔๖] ผู้ที่ละตัณหา ๓ ในโลกนี้ได้เด็ดขาด ละการครองเรือนออกมาบวช สิ้นตัณหาและภพแล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

[๖๔๗] ผู้ที่ละโยคะที่เป็นของมนุษย์ ล่วงพ้นโยคะที่เป็นทิพย์ได้เด็ดขาดแล้ว มีจิตปราศจากโยคะทั้งปวง เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

[๖๔๘] ผู้ที่ละได้ทั้งความยินดีและความไม่ยินดีในกามคุณ ๕ มีจิตสงบเยือกเย็น ปราศจากอุปธิกิเลส ครอบงำโลกคือขันธ์ทั้งปวงอยู่ได้ มีความเพียรมั่นคง เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

[๖๔๙] ผู้ที่กำหนดรู้จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายได้โดยอาการทั้งปวง ไม่ติดข้องในรูปนาม ดำเนินไปดีด้วยการปฏิบัติรู้อริยสัจ ๔ แล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โยคะที่เป็นของมนุษย์ หมายถึงอายุและกามคุณ ๕ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๙๙) อนึ่ง โยคะ (กิเลสอันประกอบเหล่าสัตว์ไว้ในวัฎฏทุกข์) มี ๔ อย่าง คือ (๑) กามโยคะ เครื่องประกอบคือกาม (๒) ภวโยคะ เครื่องประกอบคือภพ (๓) ทิฎฐิโยคะ เครื่องประกอบคือทิฏฐิ (๔) อวิชชาโยคะ เครื่องประกอบคืออวิชชา {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๒/๓๐๒, ที.ปา.อ. ๒๑, ขุ.อุ.อ. ๑๖๗}
หน้า ๖๔๗

[๖๕๐] ผู้ที่มีคติทางไปซึ่งแม้เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ก็ไม่อาจหยั่งรู้ได้ สิ้นอาสวะแล้ว เป็นพระอรหันต์ เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

[๖๕๑] ผู้ที่ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้กังวลในขันธ์ ๕ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่มีกิเลสที่เป็นเหตุให้กังวล ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๕๒] ผู้ที่องอาจ เป็นผู้ประเสริฐ มีความเพียรมั่นคง แสวงหาคุณอันประเสริฐ พิชิตพญามารได้แล้ว ปราศจากความหวั่นไหว ชำระล้างกิเลส รู้อริยสัจ ๕ แล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์[๖๕๓] ผู้ที่ระลึกถึงอดีตชาติได้ เห็นสุคติภูมิและอบายภูมิได้บรรลุถึงความสิ้นกิเลสที่ทำให้เกิดแล้ว เราเรียกว่าเป็นพราหมณ์

[๖๕๔] ชื่อและโคตรที่กำหนดกันไว้เป็นเพียงสมมติบัญญัติในโลกอนึ่ง ชื่อและโคตรนี้มีมาแล้วเพราะรู้ตามกันมา ทั้งญาติสาโลหิตทั้งหลายกำหนดตั้งให้ในเวลาที่เกิดมาแล้ว ๆ[๖๕๕] ชื่อและโคตรที่กำหนดตั้งไว้แล้วนี้เป็นเพียงความเห็นของคนไม่รู้ที่ยังมีโมหะนอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานมานาน คนที่ไม่รู้เหล่านั้นจึงกล่าวว่า ‘บุคคลชื่อว่าเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิด’[๖๕๖] คนเราจะเป็นคนเลวทรามเพราะชาติกำเนิดก็หาไม่ จะเป็นพราหมณ์เพราะชาติกำเนิดก็หาไม่ แต่เป็นคนเลวทราม ก็เพราะกรรมคือการกระทำ จะเป็นพราหมณ์ก็เพราะกรรม

หน้า ๖๔๘

๙. วาเสฏฐสูตร

[๖๕๗] คนเราจะเป็นชาวนา เป็นศิลปิน เป็นพ่อค้า เป็นผู้รับจ้างก็เพราะกรรม

[๖๕๘] คนเราจะเป็นโจร เป็นทหารอาชีพ เป็นผู้ทำพิธีบูชา เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็เพราะกรรม

[๖๕๙] บัณฑิตทั้งหลายผู้เห็นปฏิจจสมุปบาท ฉลาดในกรรมและผลของกรรม ย่อมเห็นกรรมตามความเป็นจริงอย่างนี้

[๖๖๐] สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ปวงประชาย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์โลกทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องผูกพัน เหมือนหมุดที่ตรึงรถที่กำลังแล่นไปอยู่ฉะนั้น

[๖๖๑] บุคคลจะเป็นพราหมณ์ที่แท้จริงได้ ก็เพราะกรรมอันประเสริฐ คือ ตบะ การสำรวมระวังอินทรีย์หก ๑ พรหมจรรย์ การประพฤติตามไตรสิกขา ๑ สัญญมะ การสมาทานรักษาสิกขาบท ๑ ทมะ การรู้แจ้งความเป็นจริง ๑ กรรมอันประเสริฐตามที่กล่าวมานี้นำความเป็นพราหมณ์สูงสุด(พระอรหันต์)มาใหัได้

[๖๖๒] ดูก่อนวาเสฏฐะ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชา ๓ มีกิเลสสงบระงับแล้ว สิ้นกิเลสเป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่แล้ว ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นมิใช่จะเป็นพราหมณ์อย่างเดียว แต่เป็นทั้งพรหม และเป็นทั้งท้าวสักกะของผู้รู้แจ้งทั้งหลาย”

{๓๘๓} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว วาเสฏฐมาณพและภารทวาชมาณพได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญพระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก

หน้า ๖๔๙

พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือตามประทีปไว้ในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ดังนี้ข้าพระองค์ทั้งสองนี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์ได้โปรดทรงจำข้าพระองค์ทั้งสอง ว่าเป็นอุบาสกผู้มอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”

๑๐. โกกาลิกสูตร

ว่าด้วยพระโกกาลิกะตกนรก

{๓๘๔} ข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณทิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล โกกาลิกภิกษุ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะมีความปรารถนาชั่วช้า ตกอยู่ในอำนาจความปรารถนาชั่วช้า”{๓๘๕} เมื่อโกกาลิกภิกษุกล่าวเช่นนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะโกกาลิกภิกษุว่า “ดูก่อนโกกาลิกะ เธออย่าได้พูดอย่างนี้ ดูก่อนโกกาลิกะเธออย่าได้พูดอย่างนี้ เธอจงทำใจให้เลื่อมใสในสารีบุตรและโมคคัลลานะทั้งสารีบุตรและโมคคัลลานะทั้งสองรูปเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โกกาลิกภิกษุ ในพระสูตรนี้เป็นบุตรของโกกาลิกเศรษฐีในพระนครโกกาลิกะ แคว้นโกกาลิกะ บวชอาศัยอยู่ที่วัดซึ่งบิดาสร้างถวาย มีสร้อยชื่อว่าจูฬโกกาลิกะ ไม่ใช่เป็นศิษย์ของพระเทวทัต เป็นคนละรูปกับมหาโกกาลิกภิกษุ บุตรของพราหมณ์ ผู้เป็นศิษย์ของพระเทวทัตนั้น (สํ.ส.อ. ๒๐๕, องฺ.ทสก.อ. ๓๖๒, ขุ.สุ.อ. ๒/๓๐๓)

จบ ๙. วาเสฏฐสูตร