พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · มหาวรรค
๕. มาฆสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๖๑–๓๖๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๒ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต มหาวรรค มาฆสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๖๐๕–๖๑๒
ที่สุดพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรทั้งหลายพากันออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิต โดยชอบต้องการกันด้วยปัญญายิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่รู้ชัดว่า ‘ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มีอีก’ ก็ท่านพระสุนทริกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่งในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลายในโลก
๕. มาฆสูตร
ว่าด้วยมาฆมาณพทูลถามปัญหา
{๓๖๑} ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล มาฆมาณพเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วจึงนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
“ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์แลเป็นทายก เป็นทานบดี ทราบความประสงค์ของผู้ขอ ควรแก่การขอ แสวงหาโภคทรัพย์มาได้ โดยสุจริตธรรม แล้วใช้โภคทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริตธรรมนั้นถวายแก่ปฏิคาหก ๑ องค์บ้าง ๒ องค์บ้าง ๓ องค์บ้าง ... ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง ๓๐ องค์บ้าง... ๙๐ องค์บ้าง ๑๐๐ องค์บ้าง มากกว่าบ้าง ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถวายทานอยู่อย่างนี้ บูชาอยู่อย่างนี้จะได้บุญมากไหม พระเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “ดูก่อนมาณพ เมื่อท่านให้อยู่อย่างนี้บูชาอยู่อย่างนี้ ย่อมได้บุญมากอย่างแน่นอน ดูก่อนมาณพ ผู้เป็นทายก
๕. มาฆสูตร
เป็นทานบดี ทราบความประสงค์ของผู้ขอ ควรแก่การขอ แสวงหาโภคทรัพย์มาได้โดยสุจริตธรรม แล้วใช้โภคทรัพย์ที่หามาได้โดยสุจริตธรรมนั้นถวายแก่ปฏิคาหก ๑ องค์บ้าง ... ๑๐ องค์บ้าง ... ๙๐ องค์บ้าง ๑๐๐ องค์บ้าง มากกว่าบ้าง เขาย่อมได้บุญมาก”
ขณะนั้น มาฆมาณพได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นคาถาประพันธ์ว่า
{๓๖๒} [๔๙๒] ข้าพระองค์ขอกราบทูลถามพระโคดมผู้ทรงทราบความประสงค์ของผู้ขอ ผู้ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ ไม่ทรงยึดมั่นถือมั่นอะไร ๆ เสด็จเที่ยวจาริกไปว่า คฤหัสถ์ผู้ควรแก่การขอ เป็นทานบดี ต้องการบุญกุศล จึงให้ขาวนํ้าบูชาชนเหล่าอื่นในโลกนี้ การบูชาของผู้ที่ปฏิบัติอย่างนี้จะบริสุทธิ์ได้อย่างไร[๔๙๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบเป็นพระคาถาว่า)
ดูก่อนมาฆมาณพ คฤหัสถ์ผู้ควรแก่การขอ เป็นทานบดีต้องการบุญกุศล จึงให้ข้าวนํ้าบูชาคนเหล่าอื่นในโลกนี้กัน พึงทำให้ทักษิณานั้นสำเร็จผลได้ด้วยพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย
[๔๙๔] (มาฆมาณพกราบทูลถามเป็นคาถาประพันธ์ว่า)
คฤหัสถ์ผู้ควรแก่การขอ เป็นทานบดีต้องการบุญกุศลจึงให้ข้าวน้ำแก่ชนเหล่าอื่นในโลกนี้กัน ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดตรัสบอกพระทักขิไณยบุคคลแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด
[๔๙๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบเป็นพระคาถาว่า)
พระทักขิไณยบุคคลผู้ไม่เกี่ยวข้องกับกามทั้งหลาย ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใจ เป็นพระอรหันตบุคคล คุ้มครองจิตไว้ดีแล้ว ซึ่งเที่ยวจาริกอยู่ในโลก พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๔๙๖] พระทักขิไณยบุคคลผู้ตัดเครื่องพันธนาการคือสังโยชน์ได้ทั้งหมด ฝึกฝนอบรมตนแล้ว หลุดพ้นจากกิเลสได้แล้วปราศจากทุกข์ไม่หวังอีกต่อไป พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น
[๔๙๗] พระทักขิไณยบุคคลผู้พ้นจากสังโยชน์ทั้งหมดได้แล้วฝึกฝนอบรมตนแล้ว หลุดพ้นจากกิเลสได้แล้ว ปราศจากทุกข์ไม่หวังได้อะไรอีก พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น
[๔๙๘] พระทักขิไณยบุคคลผู้ละราคะ โทสะ โมหะได้สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๔๙๙] พระทักขิไณยบุคคลผู้ไม่มีมายา ไม่ถือตัว สิ้นอาสวะแล้วอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น
๕. มาฆสูตร
[๕๐๐] พระทักขิไณยบุคคลผู้ปราศจากความโลภ ไม่ยึดถือสัตว์และสังขารว่าเป็นของเราไม่หวังได้อะไรอีก สิ้นอาสวะแล้วอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๕๐๑] พระทักขิไณยบุคคลผู้มีจิตไม่น้อมไปในตัณหา ข้ามโอฆะแล้ว ไม่ยึดถือสัตว์และสังขารว่าเป็นของเราเที่ยวไป พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๕๐๒] พระทักุขิไณยบุคคลผู้ไม่มีตัณหาเพื่อเกิดในภพใหม่ในโลกไหน ๆ คือ ในโลกนี้หรือในโลกอื่น พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น
[๕๐๓] พระทักขิไณยบุคคลผู้ละกามทั้งหลายได้แล้ว ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไร เที่ยวจาริกไป สำรวมตนดีแล้ว เป็นคนตรงเหมือนกระสวยที่วิ่งไปตรง ๆ พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๕๐๔] พระทักขิไณยบุคคลผู้ปราศจากราคะ มีอีนทรีย์มั่นคงดีหลุดพ้นจากการจับกุมของกิเลสแล้วรุ่งเรืองอยู่ เหมือนดวงจันทว์ที่พ้นจากการบดบังของอสุรินทราหูสว่างอยู่ฉะนั้น พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น
[๕๐๕] พระทักขิไณยบุคคลผู้มีกิเลสสงบแล้ว ปราศจากราคะไม่มีความโกรธ ไม่มีคติ (การเกิด) อีกเพราะละขันธ์ ๕ ที่เป็นไปในโลกนี้ได้แล้ว พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๕๐๖] พระทักขิไณยบุคคลผู้ละความเกิดและความตาย พ้นความสงสัยทุกอย่างได้แล้ว พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๕๐๗] พระทักขิไณยบุคคลผู้พึงตนเองได้ ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใจ หลุดพ้นจากธรรมทั้งปวงได้แล้ว เที่ยวจาริกไปในโลก พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๕๐๘] พระทักขิไณยบุคคลผู้รู้แจ้งขันธ์และอายตนะเป็นต้นตามความเป็นจริงว่า ‘ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ไม่มีภพใหม่ที่จะต้องเกิดอีกต่อไป’ พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น[๕๐๙] พระทักขิไณยบุคคลผู้บรรลุวิชชา ๓ ยินดีในฌาน มีสติบรรลุสัพพัญญุตญาณ เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกเป็นอันมาก พราหมณ์ผู้หวังบุญกุศลพึงจัดถวายไทยธรรมตามกาลอันควร บูชาพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น
- ๑พระคาถานี้ตรัสมุ่งหมายถึงพระองค์เอง จึงทรงใช้คำว่า พระสัพพัญญุตญาณ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๔๐)
๕. มาฆสูตร
[๕๑๐] (มาฆมาณพทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นคาถาประพันธ์ว่า)
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คำถามของข้าพระองค์ไม่สูญเปล่าแน่แท้ เพราะพระองค์ได้ตรัสบอกพระทักขิไณยบุคคลให้ข้าพระองค์ทราบแล้ว ความจริง พระองค์ทรงทราบสิ่งที่ควรรูในโลกนี้ได้อย่างถูกต้อง จริงอย่างนั้นพระองค์ทรงทราบธรรมนี้ได้อย่างแจ่มแจ้ง[๕๑๑] คฤหัสถ์ผู้ควรแก่การขอ เป็นทานบดี หวังบุญกุศลจึงให้ข้าวและนํ้าบูชาชนเหล่าอื่นในโลกนี้กัน ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกวิธีถวายไทยธรรมให้สมบูรณ์แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า[๕๑๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบเป็นพระคาถาประพันธ์ว่า)
ดูก่อนมาฆะ เมื่อท่านปรารถนาจะบูชาก็จงบูชาเถิด และจงทำจิตให้เลื่อมใสในกาลทั้งสาม เพราะไทยธรรมเป็นอารมณ์ของผู้ถวายทาน ผู้ถวายทานตั้งอยู่ในไทยธรรมนี้โดยยึดเป็นอารมณ์ ย่อมละโทษคือโลภะ โกธะ และโมหะได้[๕๑๓] อนึ่ง ผู้นั้นเป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว พึงกำจัดโทสะออกเสีย เจริญเมตตาจิตทั่วไปแก่สัตว์ทุกจำพวก ไม่ประมาททั้งเวลากลางวันและกลางคืนเป็นนิจ แผ่อัปปมัญญาไปทั่วทุกทิศ
- ๑อัปปมัญญา ภาวะจิตที่แผ่ไปโดยไม่มีประมาณ หมายถึงการแผ่คุณธรรมทั้ง ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สม่ำเสมอโดยทั่วไปในมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ ไม่จำกัดขอบเขตในที่นี้หมายถึงเมตตาฌาน คือ ฌานจิตที่มีเมตตาเป็นอารมณ์และแผ่ไปทั่วทิศ (ขุ.สุ.อ. ๒/๒๔๐)
[๕๑๔] (มาฆมาณพกราบทูลถามเป็นคาถาประพันธ์ว่า)
ข้าแต่พระมุนีนาถเจ้า ใครกันเล่าชื่อว่าบริสุทธิ์ ชื่อว่าหลุดพ้น และชื่อว่ายังติดอยู่ในโลก บุคคลจะไปให้ถึงพรหมโลกได้ด้วยเหตุใด ข้าพระองค์ผู้ยังไม่รู้กราบทูลถามแล้ว ขอพระองค์โปรดตรัสบอกด้วยเถิด ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพรหม ในวันนี้ข้าพระองค์ขออ้างพระองค์เป็นพยาน เพราะพระองค์เป็นผู้เสมอด้วยพรหมของข้าพระองค์จริง ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความรุ่งเรืองบุคคลจะเข้าถึงพรหมโลกได้อย่างไร
[๕๑๕] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบเป็นพระคาถาว่า)
ดูก่อนมาฆะ บุคคลใดถวายไทยธรรมให้สมบูรณ์ด้วยเจตนา ๓ กาลได้ ผู้นั้นพึงทำให้ทักษิณานั้นสำเร็จผลได้ด้วยพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย ครั้นบูชาโดยชอบอย่างนี้แล้ว เราเรียกว่าผู้ควรแก่การขอ ย่อมเข้าถึงพรหมโลกได้
{๓๖๓} เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว มาฆมาณพได้กราบทูลพระองค์ว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนักพระภาษิตของพระองค์ไพเราะนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปไว้ในที่มืดด้วยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจะเห็นรูปได้’ ดังนี้ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญพร้อมทั้งพระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระโคดมผู้เจริญได้ โปรดจำข้าพระองค์ไว้ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงมอบชีวิตถึงสรณะจำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป”
๖. สภิยสูตร
๖. สภิยสูตร
ว่าด้วยสภิยปริพาชกทูลถามปัญหา
{๓๖๔} ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต ใกล้พระนครราชคฤห์ ก็ครั้งนั้นแล เทวดาผู้เป็นสาโลหิตเก่าของสภิยปริพาชกได้ตั้งปัญหาขึ้นแล้วกล่าวว่า
“ดูก่อนสภิยะ ท่านควรประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสมณะหรือพราหมณ์ผู้สามารถตอบปัญหาเหล่านี้ที่ท่านถามได้”
สำดับนั้น สภิยปริพาชกเรียนปัญหาในสำนักของเทวดานั้นแล้วเข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ คนส่วนมากรู้อันว่าเป็นสาธุ คือ ปูรณกัสสปะ ๑ มักขลิโคสาล ๑ อชิตเกสกัมพล ๑ ปกุธธัจจานะ ๑ สัญชัยเวลัฏฐบุตร ๑ นิครนถนาฏบุตร ๑ แล้วถามปัญหาเหล่านั้นท่านเหล่านั้นถูกสภิยปริพาชกถามแล้วแก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ก็แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏออกมา ทั้งยังย้อนถามสภิยปริพาชกเสียอีก
ครั้งนั้น สภิยปริพาชกมีความคิดว่า “ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็นคณาจารย์ เป็นเจ้าลัทธิ คนส่วนมากนับถือว่าเป็นสาธุ คือ ปูรฌกัสสปะ ๑ ... นิครนถนาฏบุตร ๑ ถูกเราถามปัญหาแล้วก็แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ก็แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏออกมา ทั้งยังย้อนถามเราเสียอีก ถ้าเป็นอย่างนี้ละก็เราสึกหาลาเพศไปครองเรือนดีกว่า”
จบ ๕. มาฆสูตร