พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · พุทธวงศ์
๑๖. สิทธัตถพุทธวงศ์ เล่ม ๓๓
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๗/๒๘ ในพุทธวงศ์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ สิทธัตถพุทธวงศ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๓ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๓)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๓ หน้า ๕๕๓–๕๕๕
๑๘. สิทธัตถพุทธวงศ์
ว่าด้วยพระประวัติพระสิทธัตถพุทธเจ้า
{๑๗} [๑] สมัยต่อจากพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ทรงกำจดความมืดทั้งปวงเหมือนดวงอาทิตย์อุทัย[๒] แม้พระองค์ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้วก็ทรงช่วยหมู่มนุษย์ พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามพ้นวัฏฏสงสาร ทรงยังฝนคือธรรมให้ตกดับความเร่าร้อนให้แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก[๓] แม้พระองค์ผู้มีเดชไม่มีใครเทียบเคียงก็ตรัสพระธรรมเทศนาให้สัตว์ได้ตรัสรู้ธรรม ๓ ครั้ง ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์ ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิ[๔] ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงตีกลองอมฤตเภรีที่ภีมรัฐนคร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์ ๙๐ โกฏิ
[๕] ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชนพระองค์นั้นทรงแสดงธรรมที่เวภารบรรพต ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ได้มีแก่สัตว์ ๙๐โกฏิ[๖] พระสิทธัตถศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทรงมีการประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบ ผู้คงที่ ๓ ครั้ง
[๗] สถานที่ที่พระสาวกผู้ปราศจากทลทินมาประชุมกัน ๓ แห่ง คือแห่งที่ ๑ พระสาวกจำนวน ๑๐๐ โกฏิ แห่งที่ ๒ จำนวน ๙๐ โกฏิ และแห่งที่ ๓ จำนวน ๘๐ โกฏิ[๘] สมัยนั้น เราเป็นดาบสชื่อว่ามังคละ มีเดชอันรุ่งเรือง ยากที่ผู้อื่นจะข่มได้ ประกอบด้วยกำลังแห่งอภิญญา
[๙] เราได้นำผลหว้ามาถวายแด่พระสิทธัตถสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับแล้วได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
[๑๐-๑๑] “จงดูชฎิลดาบสผู้มีตบะรุ่งเรืองนี้ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก .. ข้ามแม่นํ้าใหญ่ฉะนั้น”[๑๒] เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้วก็ทำจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่งได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ทัศให้ยิ่งขึ้นไป[๑๓] มีพระนครชื่อว่าเวภาระ พระมหากษัตริย์พระนามว่าอุเทนะ เป็นพระชนกของพระสิทธัตถะผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระชนนีพระนามว่าสุผัสสา[๑๔] พระองค์ทรงครอบครองเหย้าเรือนอยู่ ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงมีปราสาทที่สูงส่ง ๓ องค์ ชื่อโกกาสะ ๑ อุปละ ๑ โกกนุทะ ๑[๑๕] มีนางสนมกำนัลใน ๔๘,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวยงามพระมเหสีพระนามว่าสุมนา พระราชโอรสพระนามว่าอนูปมะ[๑๖] พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยวอทอง ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือนเต็ม
[๑๗] พระสิทธัตถมหาวีรเจ้าผู้นายกของโลก ผู้สูงสุดกว่านรชนอันพรหมทูลอาราธนาแล้วทรงประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน[๑๘] ทรงมีพระสัมพลเถระและพระสุมิตตเถระเป็นพระอัครสาวก ทรงมีพระเถระชื่อว่าเรวตะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก[๑๙] พระสีวลาเถรีและพระสุรามาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา ต้นโพธิที่ตรัสรู้ของพระองค์เรียกกันว่าต้นกรรณิการ์
- ๑... ข้อความที่ว่างไว้เหมือนกับข้อ ๖๒-๗๔ แห่งสุเมธปัตถนากถา (หน้า ๔๙๑-๔๙๓ ในเล่มนี้)
[๒๐] สุปปิยอุบาสกและสัมพุทธอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก รัมมาอุบาสิกาและสุรัมมาอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา
[๒๑] พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นสูง ๖๐ ศอก พระองค์งามเปล่งปลั่งดังทองคำอันลํ้าค่า รุ่งเรืองไปในหมื่นโลกธาตุ
[๒๒] พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงพระคุณไม่มีผู้เสมอเหมือน ไม่มีบุคคลเปรียบเทียบ ทรงดำรงอยู่ในโลก ๑๐๐,๐๐๐ ปี
[๒๓] พระองค์ทรงแสดงรัศมีอันไพบูลย์ ทรงยังพระสาวกทั้งหลาย ให้บานสะพรั่ง ทรงเยื้องกรายงดงามด้วยสมบัติอันประเสริฐแล้วเสด็จปรินิพพานพร้อมด้วยพระสาวก[๒๔] พระสิทธัตถพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นมุนีผู้ประเสริฐเสด็จปรินิพพาน ณ อโนมาราม พระสถูปอันเสริฐของพระองค์สูง ๔ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ที่อโนมาราม ฉะนี้แล
จบ สิทธัตถพุทธวงศ์ที่ ๑๖
๑๙. ติสสพุทธวงศ์
ว่าด้วยพระประวัติพระติสสพุทธเจ้า
{๑๘} [๑] ในกัปต่อจากพระสิทธัตถพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ มีศีลไม่มีที่สุด ทรงมีพระยศนับมิได้ ผู้นำชั้นเลิศของโลก[๒] พระมหาวีรเจ้าผู้มีพระจักษุ ผู้ทรงอนุเคราะห์เสด็จอุบัติขึ้นในโลก กำจัดความมืดมน ยังมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้สว่างไสว
จบ ๑๖. สิทธัตถพุทธวงศ์