พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ยุคนัทธวรรค
๑. ยุคนัทธกถา เล่ม ๓๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๓๔–๕๔๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในยุคนัทธวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ยุคนทฺธวคฺเค ยุคนทฺธกถา
ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ตตฺร โข อายสฺมา อานนฺโท ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโสติ ๖ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปจฺจสฺโสสุํ อายสฺมา อานนฺโท เอตทโวจ โย หิ โกจิ อาวุโส ภิกฺขุ วา ภิกฺขุนี วา มม สนฺติเก อรหตฺตํ ๗ พฺยากโรติ สพฺพโส จตูหิ มคฺเคหิ เอเตสํ วา อญฺญตเรน กตเมหิ จตูหิ ฯ
อิธาวุโส ภิกฺขุ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ตสฺส สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ตสฺส วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ๑ ภาเวติ ตสฺส ตํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ ๒ โหติ โส อาวุโส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ โย หิ โกจิ อาวุโส ภิกฺขุ วา ภิกฺขุนี วา มม สนฺติเก อรหตฺตํ พฺยากโรติ สพฺพโส อิเมหิ จตูหิ มคฺเคหิ เอเตสํ วา อญฺญตเรนาติ ฯ
๑ ม. ญาณทิฏฺฐี ฯ ๒ ยุ. อินฺทฺริยวิโมกฺข ... ฯ ๓ ม. นิกายธเรหิ ฯ
๔ ม. อสโม ปฐโม ปวโร ฯ ยุ. อสโม ปฐโม วโร จ วคฺโคติ ฯ ๕ สี. วรวคฺโคติ ฯ
๖ ม. อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ ยุ. อาวุโส ภิกฺขเวติ ฯ ๗ ม. อรหตฺตปตฺตํ ฯ ยุ.
อรหตฺตปตฺตี ฯ เอวํมุปริปิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ณ ที่นั้นแลท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา ด้วยมรรค ๔ ทั้งหมดหรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง มรรค ๔เป็นไฉน ฯ
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพเจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจนึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตย่อมตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ
ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยย่อมสิ้นไป ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา
ด้วยมรรค ๔ นี้ทั้งหมด หรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง ฯ
กถํ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อิติ ปฐมํ สมโถ ปจฺฉา วิปสฺสนา เตน วุจฺจติ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ๑ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺโค สญฺชายติ อภิโรปนฏฺเฐน ๒ สมฺมาสงฺกปฺโป มคฺโค สญฺชายติ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มคฺโค สญฺชายติ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มคฺโค สญฺชายติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มคฺโค สญฺชายติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มคฺโค สญฺชายติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มคฺโค สญฺชายติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ
โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรตีติ อาเสวตีติ กถํ อาเสวติ ฯ อาวชฺชนฺโต อาเสวติ ชานนฺโต อาเสวติ ปสฺสนฺโต อาเสวติ ปจฺจเวกฺขนฺโต อาเสวติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต อาเสวติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต อาเสวติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต อาเสวติ_ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต อาเสวติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต อาเสวติ ปญฺญาย ปชานนฺโต อาเสวติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต อาเสวติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต อาเสวติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต อาเสวติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต อาเสวติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต อาเสวติ เอวํ อาเสวติ ฯ
ภาเวตีติ กถํ ภาเวติ ฯ อาวชฺชนฺโต ภาเวติ ชานนฺโต ภาเวติ ปสฺสนฺโต ภาเวติ ปจฺจเวกฺขนฺโต ภาเวติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต ภาเวติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต ภาเวติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต ภาเวติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต ภาเวติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต ภาเวติ ปญฺญาย ปชานนฺโต ภาเวติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ภาเวติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ภาเวติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต ภาเวติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต ภาเวติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต ภาเวติ เอวํ ภาเวติ ฯ
พหุลีกโรตีติ กถํ พหุลีกโรติ ฯ อาวชฺชนฺโต พหุลีกโรติ ชานนฺโต พหุลีกโรติ ปสฺสนฺโต พหุลีกโรติ ปจฺจเวกฺขนฺโต พหุลีกโรติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต พหุลีกโรติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต พหุลีกโรติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต พหุลีกโรติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต พหุลีกโรติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต พหุลีกโรติ ปญฺญาย ปชานนฺโต พหุลีกโรติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต พหุลีกโรติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต พหุลีกโรติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต พหุลีกโรติ8 ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต พหุลีกโรติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต พหุลีกโรติ เอวํ พหุลีกโรติ ฯ
ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺตีติ กถํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา อิมานิ ปญฺจ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อิเม ตโย อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
๑ สี. ยุ. ยุคนนฺธํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ สี. ธมฺมุทฺทจฺจํ วิคฺคหิตมานสํ ฯ ม. ยุ.
ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตํ มานสํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
๑ ม. อิติสทฺโท ทิสฺสติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. อภินิโรปนฏฺเฐน ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ฯ
คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคเกิดอย่างไร ฯ
สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าดำริ เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนด เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคย่อมเกิดสัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคย่อมเกิดสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคย่อมเกิด มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯ
คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ดังนี้ความว่า ย่อมเสพอย่างไร ฯ
ภิกษุนั้น นึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ เห็นอยู่ชื่อว่าเสพ พิจารณาอยู่ชื่อว่าเสพอธิษฐานจิตอยู่ชื่อว่าเสพ น้อมจิตไปด้วยศรัทธาชื่อว่าเสพ ประคองความเพียรไว้ชื่อว่าเสพ ตั้งสติไว้มั่นชื่อว่าเสพ ตั้งจิตไว้อยู่ชื่อว่าเสพ ทราบชัดด้วยปัญญาชื่อว่าเสพ รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งอยู่ชื่อว่าเสพกำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ชื่อว่าเสพ ละธรรมที่ควรละชื่อว่าเสพ เจริญธรรมที่ควรเจริญชื่อว่าเสพ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ ย่อมเสพอย่างนี้ ฯ
คำว่า เจริญ ความว่า เจริญอย่างไร ฯ
ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ ... ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้ ฯ
คำว่า ทำให้มาก ความว่า ทำให้มากอย่างไร ฯ
ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก ... ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าทำให้มากทำให้มากอย่างนี้ ฯ
คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างไร ฯ
ย่อมละสังโยชน์ ๓ นี้ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อนุสัย ๒ นี้คือ ทิฐิอนุสัย วิจิกิจฉาอนุสัย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค ฯ
ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนหยาบๆ อนุสัย ๒นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค ฯ
ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนละเอียดๆ อนุสัย ๒นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค ฯ
ย่อมละสังโยชน์ ๕ นี้ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะอวิชชา อนุสัย ๓นี้ คือ มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตมรรค ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ฯ
อพฺยาปาทวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อิติ ปฐมํ สมโถ ปจฺฉา วิปสฺสนา เตน วุจฺจติ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺโค สญฺชายติ อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ
โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรตีติ อาเสวตีติ กถํ อาเสวติ ฯ อาวชฺชนฺโต อาเสวติ ชานนฺโต อาเสวติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต อาเสวติ เอวํ อาเสวติ ฯ
ภาเวตีติ กถํ ภาเวติ ฯ อาวชฺชนฺโต ภาเวติ ชานนฺโต ภาเวติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต ภาเวติ เอวํ ภาเวติ ฯ
พหุลีกโรตีติ กถํ พหุลีกโรติ ฯ อาวชฺชนฺโต พหุลีกโรติ ชานนฺโต พหุลีกโรติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต พหุลีกโรติ เอวํ พหุลีกโรติ ฯ
ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺตีติ กถํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา อิมานิ ปญฺจ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อิเม ตโย อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา
ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ... ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯ
คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯ
สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด ... มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯ
คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ ฯลฯ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นความว่า ย่อมเสพอย่างไร ฯ
ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ ย่อมเสพอย่างนี้ ฯ
คำว่า ย่อมเจริญ ความว่า ย่อมเจริญอย่างไร ฯ
ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ รู้อยู่ชื่อว่าเจริญ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้ ฯ
คำว่า ทำให้มาก ความว่า ย่อมทำให้มากอย่างไร ฯ
ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก รู้อยู่ชื่อว่าทำให้มาก ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าทำให้มาก ย่อมทำให้มากอย่างนี้ ฯ
คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างไร ... ฯ
กถํ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ รูปํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา รูปํ ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา รูปํ อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา มคฺโค สญฺชายตีติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ชรามรณํ ทุกฺขโต ฯเปฯ อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลังเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพฯลฯ คำว่ามรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นเป็นอารมณ์และความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนามีก่อนสมถะมีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯ
คำว่า มรรคย่อมเกิด ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ
ชรา และมรณะ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ฯลฯ โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นอนัตตาความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นเป็นอารมณ์ และความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลังเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ คำว่า ย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างนี้ ฯ
กถํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ โสฬสหิ อากาเรหิ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ อารมฺมณฏฺเฐน โคจรฏฺเฐน ปหานฏฺเฐน ปริจฺจาคฏฺเฐน วุฏฺฐานฏฺเฐน วิวฏฺฏนฏฺเฐน สนฺตฏฺเฐน ปณีตฏฺเฐน วิมุตฺตฏฺเฐน อนาสวฏฺเฐน ตรณฏฺเฐน อนิมิตฺตฏฺเฐน อปฺปณิหิตฏฺเฐน สุญฺญตฏฺเฐน เอกรสฏฺเฐน อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธฏฺเฐน ฯ
กถํ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธารมฺมโณ อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธารมฺมณา อิติ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป ด้วยอาการ ๑๖ คือ ด้วยความเป็นอารมณ์ ๑ด้วยความเป็นโคจร ๑ ด้วยความละ ๑ ด้วยความสละ ๑ด้วยความออก ๑ ด้วยความหลีกไป ๑ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ๑ ด้วยความเป็นธรรมประณีต ๑ ด้วยความหลุดพ้น ๑ ด้วยความไม่มีอาสวะ ๑ ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ๑ ด้วยความไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ๑ ด้วยความว่างเปล่า ๑ ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและกัน ๑ด้วยความเป็นคู่กัน ๑ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยอารมณ์อย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นอารมณ์เมื่อละอวิชชา วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นอารมณ์ ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกันเป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นอารมณ์เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์ ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพฯลฯ คำว่ามรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์ อย่างนี้ ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นโคจรอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจรเมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นโคจรเพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นโคจร ฯ
กถํ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิวฏฺฏโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิวฏฺฏโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความละอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความละ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความละ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความสละอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุสละกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุสละกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และขันธ์วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความสละ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความสละ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความออกอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุออกจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุออกจากกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกันเป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความออก เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความออก ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลีกไปอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุหลีกไปจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุหลีกไปจากกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชาและจากขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นมีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกันเป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความหลีกไป เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลีกไป ฯ
กถํ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สนฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สนฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ปณีโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ปณีตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ วิมุตฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา วิมุตฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ ราควิราคา เจโตวิมุตฺติ อวิชฺชาวิราคา ปญฺญาวิมุตฺติ อิติ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมละเอียดอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมละเอียดมีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมละเอียด มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นธรรมละเอียด เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมประณีตอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมประณีต มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมประณีต
มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นธรรมประณีต เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมประณีต ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลุดพ้นอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมหลุดพ้นมีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นหลุดพ้น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ ชื่อว่าเจโตวิมุติเพราะสำรอกราคะ ชื่อว่าปัญญาวิมุติเพราะสำรอกอวิชชา ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความหลุดพ้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กันด้วยความหลุดพ้น ฯ
กถํ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ กามาสเวน อนาสโว โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อวิชฺชาสเวน อนาสวา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ ตรโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ ตรโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพนิมิตฺเตหิ อนิมิตฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพนิมิตฺเตหิ อนิมิตฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพปณิธีหิ อปฺปณิหิโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพปณิธีหิ อปฺปณิหิตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพาภินิเวเสหิ สุญฺโญ โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพาภินิเวเสหิ สุญฺญา โหติ นิโรธโคจรา อิติ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ เอวํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีอาสวะอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีอาสวะด้วยกามาสวะ มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชาวิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเป็นธรรมไม่มีอาสวะด้วยอวิชชาสวะ มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีอาสวะ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีอาสวะ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นเครื่องข้ามอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุข้ามจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุข้ามจากกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนา ด้วยความไม่มีนิมิตร อย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีนิมิตรด้วยนิมิตรทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชาวิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
เป็นธรรมไม่มีนิมิตรด้วยนิมิตรทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีนิมิตร เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีนิมิตร ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง อย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีที่ตั้งด้วยที่ตั้งทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมไม่มีที่ตั้งด้วยที่ตั้งทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจรด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่า อย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมว่างเปล่าจากความยึดมั่นทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชาวิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมว่างเปล่าจากความยึดมั่นทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความว่างเปล่า เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่า ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วงเกินกันและอินทรีย์มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ฯลฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่าอย่างนี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยอาการ ๑๖เหล่านี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กันอย่างนี้ ฯ
กถํ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาโส ธมฺโมติ โอภาสํ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนิจฺจโต ๑ อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ ๒ โหติ โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ
เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห ๑ อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน ๒ อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ
เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ฯเปฯ อนตฺตโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
๑ สี. อวิชฺชโต ฯ ๒ ม. ยุ. ... มานโส ฯ เอวมุปริปิ ฯ
๑ ม. เกสุจิ โปตฺถเกสุ สพฺพวาเรสุ ปคฺคโหติ ลิขิตํ ฯ ๒ ม. ยุ. อุทฺธจฺจํ เตน ฯ
เอวมุปริปิ ฯ
ใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ย่อมมีอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โอภาสย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงโอภาสว่าโอภาสเป็นธรรม เพราะนึกถึงโอภาสนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้
สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นมรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์(ความน้อมใจเชื่อ) ปัคคาหะ (ความเพียร)อุปัฏฐานะ (ความตั้งมั่น) อุเบกขา นิกันติ (ความพอใจ) ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้นจึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงซึ่งความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ฯลฯ
เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ฯ
รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ฯเปฯ รูปํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต รูปํ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ชรามรณํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ชรามรณํ อนตฺตโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส ชรามรณํ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ชรามรณํ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ชรามรณํ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว อนิจฺจโต สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ ฯ
โอภาเส เจว ญาเณ จ ปีติยา จ วิกมฺปติ
ปสฺสทฺธิยา สุเข เจว เยหิ จิตฺตํ ปเวธติ
อธิโมกฺเข จ ปคฺคาเห อุปฏฺฐาเน จ วิกมฺปติ ๑
อุเปกฺขาวชฺชนา เจว อุเปกฺขาย จ นิกนฺติยา
อิมานิ ทส ฐานานิ ปญฺญายสฺส ปริจฺจิตา
ธมฺมุทฺธจฺจกุสโล โหติ น จ สมฺโมหคจฺฉติ ๒
วิกมฺปติ ๓ เจว กิลิสฺสติ จ จวติ จิตฺตภาวนา
วิกมฺปติ ๓ กิลิสฺสติ ภาวนา ปริหายติ
วิสุชฺฌติ น กิลิสฺสติ ภาวนา น ปริหายติ
น จ วิกฺขิปฺปเต ๔ จิตฺตํ น กิลิสฺสติ น จวติ จิตฺตภาวนา ๕
อิเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ จิตฺตสฺส ๖ สงฺเขปํ วิกฺเขปํ
(๗) วิคฺคหิตํ ทสฏฺฐาเนหิ สมฺปชานาตีติ ๘ ฯ
ยุคนทฺธกถา ฯ
เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตาเมื่อภิกษุมนสิการเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา โอภาสญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อม ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งชราและมรณะอันปรากฏโดยความเป็นอนัตตาโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่ามีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ
มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้อย่างนี้ ฯ
จิตย่อมกวัดแกว่งหวั่นไหวเพราะโอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ
สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ ความวางเฉยจาก
ความนึกถึงอุเบกขา และนิกันติ ภิกษุนั้นกำหนดฐานะ
๑๐ ประการนี้ ด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความ
นึกถึงโอภาสเป็นต้นอันเป็นธรรมฟุ้งซ่าน และย่อมไม่ถึง
ความหลงใหล จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง และเคลื่อนจาก
จิตภาวนา จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง ภาวนาย่อมเสื่อมไป
จิตบริสุทธิ์ ไม่เศร้าหมอง ภาวนาย่อมไม่เสื่อม จิตไม่
ฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมอง และไม่เคลื่อนจากจิตภาวนาด้วย
ฐานะ ๔ ประการนี้ ภิกษุย่อมทราบชัดซึ่งความที่จิตกวัด
แกว่งฟุ้งซ่าน ถูกโอภาสเป็นต้นกั้นไว้ ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ
ฉะนี้แล ฯ
จบยุคนัทธกถา
จบ ๑. ยุคนัทธกถา