arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปัญญาวรรค

๙. วิปัสสนากถา เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๓๑–๗๓๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๐ ในปัญญาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค วิปัสสนากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๑ หน้า ๕๖๒–๕๗๒

หน้า ๕๖๒

ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมพิจารณาเห็นจิตอันปราศจากราคะ ... จิตมีโทสะ ... จิตปราศจากโทสะ ... จิตมีโมหะ ... จิตปราศจากโมหะ ... จิตหดหู่ ... จิตฟุ้งซ่าน ... จิตเป็นมหัคคตะ ... จิตไม่เป็นมหัคคตะ ... จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า ... จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า ... จิตตั้งมั่น ... จิตไม่ตั้งมั่น ... จิตหลุดพ้น ... จิตไม่หลุดพ้น ... จักขุวิญญาณ ... โสตวิญญาณ ... ฆานวิญญาณ ... ชิวหาวิญญาณ ... กายวิญญาณ ... มโนวิญญาณ โดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ... ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ... เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุพิจารณาเห็นจิตด้วยอาการ ๗ นี้ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวระลึกด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นจิตนั้นด้วยสติและญาณนั้นดังนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นจิตในจิตว่าสติปัฏฐานภาวนาคำว่า ภาวนา ได้แก่ ภาวนา ๔ ... ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นธรรมที่ซ่องเสพ ๑ ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่อย่างนี้

{๗๓๐} [๗๓๐] ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่อย่างไร

ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้เว้นกาย เวทนา จิตเสียแล้วย่อมพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายที่เหลือจากนั้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลิน ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา

หน้า ๕๖๓

ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความเพลิดเพลินได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละความกำหนัดได้ เมื่อดับ ย่อมละสมุทัย เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมทั้งหลายด้วยอาการ ๗ นี้ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวระลึกด้วย ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมเหล่านั้นด้วยสติและญาณนั้น ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายว่าสติปัฏฐานภาวนาคำว่า ภาวนา ได้แก่ ภาวนา ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องนำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกันนั้น ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นธรรมที่ซ่องเสพ ๑ ภิกษุเป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่อย่างนี้ ฉะนี้แล

จบ สติปัฏฐานกถา

๙. วิปัสสนากถา

ว่าด้วยเรื่องวิปัสสนา

[๗๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายแล้ว ภิกษุทั้งหลายทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังนี้ว่า

หน้า ๕๖๔

{๗๓๑} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอเมื่อพิจารณาเห็นสังขารไร ๆ โดยความเป็นของเที่ยงอยู่จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอเมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยงอยู่จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามได้จักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้{๗๓๒} [๗๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอเมื่อพิจารณาเห็นสังขารไร ๆ โดยความเป็นสุข จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอเมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นทุกข์อยู่จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อนุโลมิกขันติ ในที่นี้หมายถึง วิปัสสนาญาณที่คล้อยตามโลกุตตรมรรค (ขุ.ปฏิ.อ. ๒/๓๖๖)
  2. ๒สัมมัตตนิยาม ความแน่นอนด้วยสภาวะโดยชอบ หมายถึงโลกุตตรมรรค ว่าโดยพิเศษ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค ซึ่งมีสภาวะแน่นอนที่จะตรัสรู้ภายหน้า (ขุ.ปฏิ.อ. ๒/๓๖๗)
หน้า ๕๖๕

{๗๓๓} [๗๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอเมื่อพิจารณาเห็นธรรมไร ๆ โดยความเป็นอัตตาอยู่จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัติตนิยาม ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอพิจารณาเห็นธรรมไร ๆ โดยความเป็นอนัตตาอยู่จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้{๗๓๔} [๗๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอเมื่อพิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นทุกข์อยู่จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ ผู้ไม่ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ เมื่อไม่ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ ข้อนี้มิใช่ฐานะที่จะมีได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นหนอพิจารณาเห็นนิพพานโดยความเป็นสุขอยู่จักเป็นผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ประกอบด้วยอนุโลมขันติจักย่างลงสู่สัมมัตตนิยามได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้ ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามจักทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผลได้ ข้อนี้เป็นฐานะที่จะมีได้{๗๓๕} [๗๓๕] ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการเท่าไร ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการเท่าไร

ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วย อาการ ๔๐

หน้า ๕๖๖

ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ อะไรบ้าง ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ อะไรบ้าง

ภิกษุพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ เป็นทุกข์ ๑ เป็นโรค ๑ เป็นดังหัวฝี ๑ เป็นดังลูกศร ๑ เป็นความลำบาก ๑ เป็นอาพาธ ๑ เป็นอย่างอื่น ๑ เป็นของชำรุด ๑ เป็นเสนียด ๑ เป็นอุบาทว์ ๑ เป็นภัย ๑ เป็นอุปสรรค ๑ เป็นความหวั่นไหว ๑ เป็นของผุพัง ๑ เป็นของไม่ยั่งยืน ๑ เป็นของไม่มีอะไรต้านทาน ๑ เป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ๑ เป็นของไม่เป็นที่พึ่ง ๑ เป็นของว่าง ๑ เป็นของเปล่า ๑ เป็นของสูญ ๑ เป็นอนัตตา ๑ เป็นโทษ ๑ เป็นของ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ๑ เป็นของหาสาระมิได้ ๑ เป็นมูลแห่งความลำบาก ๑ เป็นดังเพชฌฆาต ๑ เป็นความเสื่อมไป ๑ เป็นของมีอาสวะ ๑ เป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง

๑ เป็นเหยื่อแห่งมาร ๑ เป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ๑ เป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ๑เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเที่ยงแท้ ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นทุกข์ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นสุข ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นโรค ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีโรค ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีฝี ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์

หน้า ๕๖๗

โดยความเป็นดังลูกศร ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีลูกศร ...

เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความลำบาก ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความลำบาก ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอาพาธ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอาพาธ ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอื่น ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีสิ่งอื่นเป็นปัจจัย ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของชำรุด ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความชำรุดเป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นเสนียด ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีเสนียด ...

เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอุบาทว์ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอุบาทว์ ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นภัย ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานอันไม่มีภัย ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอุปสรรค... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอุปสรรค ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของหวั่นไหว ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความหวั่นไหว ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของผุพัง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความผุพัง ...

เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีความยั่งยืน ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่ต้านทาน ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน ... เมื่อพิจารณาเห็นว่า

หน้า ๕๖๘

ความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่ป้องกัน ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของไม่มีที่พึ่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นที่พึ่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของว่าง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่ว่าง ...

เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของเปล่า ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่เปล่า ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของสูญ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานสูญยิ่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นอนัตตา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นโทษ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีโทษ ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของแปรผันไปเป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีความไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา ...

เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของหาสาระมิได้ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานมีสาระ ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นมูลแห่งความลำบาก ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีมูลแห่งความลำบาก ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นดังเพชฌฆาต ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่เป็นดังเพชฌฆาต ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของเสื่อมไป ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเสื่อมไป ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีอาสวะ ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีอาสวะ ...

หน้า ๕๖๙

เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของอันปัจจัยปรุงแต่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นเหยื่อแห่งมาร ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่เป็นเหยื่อแห่งมาร ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเกิด ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความแก่ ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความป่วยไข้ ...

เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความตาย ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเศร้าโศก ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความร่ำไรเป็นธรรมดา ... เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความร่ำไร ... เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความคับแค้นเป็นธรรมดา ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความคับแค้น ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม เมื่อพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา ย่อมได้อนุโลมขันติ เมื่อพิจารณาเห็นว่าความดับแห่งเบญจขันธ์เป็นนิพพานไม่มีความเศร้าหมอง ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยาม{๗๓๖} [๗๓๖] การพิจารณาเห็นเบญจขันธ์โดยความไม่เที่ยง เป็นอนิจจานุปัสสนา

หน้า ๕๗๐

โดยความเป็นทุกข์ เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นโรค เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นดังหัวฝี เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นดังลูกศร เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นความลำบาก เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นอาพาธ เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นอย่างอื่น เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของชำรุด เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นเสนียด เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นอุบาทว์ เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นภัย เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นอุปสรรค เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของหวั่นไหว เป็นอนิจจานุปัสสนา

โดยความเป็นของผุผัง เป็นอนิจจานุปัสสนา

โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน เป็นอนิจจานุปัสสนา

โดยความเป็นของไม่มีอะไรต้านทาน เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของไม่มีอะไรป้องกัน เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของไม่มีที่พึ่ง เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของว่าง เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของเปล่า เป็นอนัตตานุปัสสนา

โดยความเป็นของสูญ เป็นอนัตตานุปัสสนา

โดยความเป็นอนัตตา เป็นอนัตตานุปัสสนา

โดยความเป็นโทษ เป็นทุกขานุปัสสนา

หน้า ๕๗๑

โดยความเป็นของมีความแปรผันไปเป็นธรรมดา เป็นอนิจจานุปัสสนา

โดยความเป็นของหาสาระมิได้ เป็นอนัตตานุปัสสนา

โดยความเป็นมูลแห่งความทุกข์ เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นดังเพชฌฆาต เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นความเสื่อมไป เป็นอนิจจานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีอาสวะ เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นอนิจจานุปัสสนา

โดยความเป็นเหยื่อแห่งมาร เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีความเกิดเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีความแก่เป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีความป่วยไข้เป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีความตายเป็นธรรมดา เป็นอนิจจานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีความเศร้าโศกเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีความรํ่าไรเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีความคับแค้นเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา

โดยความเป็นของมีความเศร้าหมองเป็นธรรมดา เป็นทุกขานุปัสสนา

ภิกษุย่อมได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ นี้ ย่อมย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ นี้ภิกษุผู้ได้อนุโลมขันติด้วยอาการ ๔๐ นี้ผู้ย่างลงสู่สัมมัตตนิยามด้วยอาการ ๔๐ นี้ มีอนิจจานุปัสสนาเท่าไร มีทุกขานุปัสสนาเท่าไร มีอนัตตานุปัสสนาเท่าไรท่านกล่าวว่า ‘มีอนิจจานุปัสสนา ๕๐ มีทุกขานุปัสสนา ๑๒๕ มีอนัตตานุปัสสนา ๒๕’ ฉะนี้แล

จบ วิปัสสนากถา

หน้า ๕๗๒

๑๐. มาติกากถา

ว่าด้วยเนกขัมมะ

{๗๓๗} [๗๓๗] บุคคลผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้น เพราะเหตุนั้น ความหลุดพ้นเป็นวิโมกข์ วิชชาวิมุตติ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ปัสสัทธิ ญาณ ทัสสนะ วิสุทธิ เนกขัมมะ นิสสรณะ ปวิเวก โวสสัคคะ จริยา ฌาน วิโมกข์ ภาวนา อธิษฐาน ชีวิต

คำว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลส ความว่า บุคคลผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ... ผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ... บุคคลผู้ไม่มีกิเลสย่อมหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตตมรรค

คำว่า เป็นวิโมกข์ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากกามฉันทะ ความไม่พยาบาทชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากพยาบาท ... ปฐมฌานชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากนิวรณ์ ... อรหัตตมรรคชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องพ้นจากกิเลสทั้งปวง

คำว่า วิชชาวิมุตติ ความว่า เนกขัมมะชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ารู้อยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากกามฉันทะ ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่าเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นย่อมรู้ความไม่พยาบาท ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ารู้อยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากพยาบาท ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่าเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็ย่อมรู้ ... อรหัตตมรรค ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ารู้อยู่ ชื่อว่าวิมุตติ เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าวิชชาวิมุตติ เพราะอรรถว่าเมื่อรู้จึงหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็รู้อยู่

จบ ๙. วิปัสสนากถา