พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ปัญญาวรรค
๑. มหาปัญญากถา เล่ม ๓๑
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๕๙–๖๗๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในปัญญาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ปญฺญาวคฺเค มหาปญฺญากถา
ปัญญาวรรค มหาปัญญากถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ปัญญาวรรค มหาปัญญากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ๔ ปริปูเรติ ฯ
อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา นิพฺเพธิกปญฺญํ ปริปูเรติ อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา มหาปญฺญํ ปริปูเรติ นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ติกฺขปญฺญํ ปริปูเรติ วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา วิปุลปญฺญํ ปริปูเรติ นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา คมฺภีรปญฺญํ ปริปูเรติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ
๑ ยุ. ยุคนนฺธา ฯ ๒ ม. โลกุตฺตรพลสุญฺญาติ ฯ
อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้
บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา ... อนัตตานุปัสสนา ... นิพพิทานุปัสสนา...วิราคานุปัสสนา ... นิโรธานุปัสสนา ... ปฏินิสสัคคานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ
อนิจจานุปัสสนาที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญา(ปัญญาเร็ว) ให้บริบูรณ์ ทุกขานุปัสสนา ... ย่อมยังนิพเพธิกปัญญา (ปัญญาทำลายกิเลส) ให้บริบูรณ์ อนัตตานุปัสสนา ... ย่อมยังมหาปัญญา (ปัญญามาก) ให้บริบูรณ์ นิพพิทานุปัสสนา ... ย่อมยังติกขปัญญา
(ปัญญาคมกล้า) ให้บริบูรณ์วิราคานุปัสสนา ... ย่อมยังวิบูลปัญญา (ปัญญากว้างขวาง) ให้บริบูรณ์นิโรธานุปัสสนา ... ย่อมยังคัมภีรปัญญา (ปัญญาลึกซึ้ง) ให้บริบูรณ์ ปฏินิสสัคคานุปัสสนา ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญา (ปัญญาไม่ใกล้)ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ... ย่อมยังปุถุปัญญา (ปัญญาแน่นหนา) ให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมยังหาสปัญญา (ปัญญาร่าเริง) ให้บริบูรณ์ หาสปัญญา เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาอรรถปฏิสัมภิทาเป็นคุณชาติ อันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถแห่งหาสปัญญานั้น ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดธรรมแห่งหาสปัญญานั้น นิรุติปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว
ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุติแห่งหาสปัญญานั้นปฏิภาณปฏิสัมภิทาเป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดปฏิภาณแห่งหาสปัญญานั้น ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว
ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ฯ
รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ
หาสปญฺญา๋ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ
ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้วทำให้มากแล้ว ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญาเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้วถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ฯ
รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป วิราคานุปสฺสนา
ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ
รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา นิพฺเพธิกปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา มหาปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ติกฺขปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป วิราคานุปสฺสนา
ภาวิตา พหุลีกตา วิปุลปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป วิราคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา คมฺภีรปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป นิโรธานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา อสฺสามนฺตปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯ อิมา สตฺต ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปณฺฑิจฺจํ ปริปูเรนฺติ อิมา อฏฺฐ ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา ปุถุปญฺญํ ปริปูเรนฺติ อิมา นว ปญฺญา ภาวิตา พหุลีกตา หาสปญฺญํ ปริปูเรนฺติ ฯ หาสปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ตสฺสา อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ฯ
ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา กตมํ ปญฺญํ ปริปูเรติ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺเน ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ภาวิตา พหุลีกตา ชวนปญฺญํ ปริปูเรติ ฯเปฯ ตสฺสิมา จตสฺโส ปฏิสมฺภิทาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม
ยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป ... การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป ... การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป…การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป ... การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความดับในรูป ... การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน ... การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ... การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูปทั้งเป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูป... ย่อมยังนิพเพธิกปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นทุกข์ในรูปทั้งเป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป ... ย่อมยังมหาปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูป ...
ย่อมยังติกขปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความเบื่อหน่ายในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูป ... ย่อมยังวิบูลปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ...
ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูป ... ย่อมยังคัมภีรปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความดับในรูปทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ... ย่อมยังอัสสามันตปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูปทั้งเป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ปัญญา ๗ประการนี้ ...ย่อมยังความเป็นบัณฑิตให้บริบูรณ์ ปัญญา ๘ ประการนี้ ... ย่อมยังปุถุปัญญาให้บริบูรณ์ปัญญา ๙ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังหาสปัญญาให้บริบูรณ์ หาสปัญญา
เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา ... ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้วถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญานั้น ในเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมยังปัญญาอย่างไหนให้บริบูรณ์ ฯ
การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะทั้งเป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน ... ย่อมยังชวนปัญญาให้บริบูรณ์ ฯลฯ ปฏิสัมภิทา ๔ ประการนี้ เป็นคุณชาติอันบุคคลบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้วถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะหาสปัญญา ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ ฯ
อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ ฯ
อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา อรหตฺตผลสจฺฉิกิริยาย สํวตฺตนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ๔ ประการเป็นไฉน คือสัปปุริสสังเสวะ คบสัตบุรุษ ๑
สัทธรรมสวนะ ฟังสัทธรรมคำสั่งสอนของท่าน ๑โยนิโสมนสิการะ ไตร่ตรองพิจารณาคำสั่งสอนของท่าน ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมที่ได้ตรองเห็นแล้ว ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯลฯ ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ๔ ประการเป็นไฉนคือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ฯ
จตฺตาโรเม ภิกฺขเว ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพุฑฺฒิยา ๑ สํวตฺตนฺติ ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺติ มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺติ สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ กตเม จตฺตาโร สปฺปุริสสํเสโว สทฺธมฺมสฺสวนํ โยนิโสมนสิกาโร ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติ อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร ธมฺมา ภาวิตา พหุลีกตา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺติ ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺติ ฯเปฯ นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ ประการนี้ ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา เพื่อความเจริญแห่งปัญญา เพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาหนาเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน เพื่อความเป็นผู้มีปัญญามากเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็ว เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคมกล้า เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัปปุริสสังเสวะ ๑ สัทธรรมสวนะ ๑ โยนิโสมนสิการ ๑ธรรมานุธรรมปฏิปัตติ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม๔ ประการนี้แล ที่บุคคลเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา ฯลฯ เพื่อความเป็นผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ฯ
ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺตีติ กตโม ปญฺญาปฏิลาโภ ฯ จตุนฺนํ มคฺคญาณานํ จตุนฺนํ ผลญาณานํ จตุนฺนํ ปฏิสมฺภิทาญาณานํ ฉนฺนํ อภิญฺญานํ เตสตฺตตีนํ ญาณานํ สตฺตสตฺตตีนํ ญาณานํ ลาโภ ปฏิลาโภ ปตฺติ สมฺปตฺติ ผสฺสนา สจฺฉิกิริยา อุปสมฺปทา ปญฺญาปฏิลาภาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปญฺญาปฏิลาโภ ฯ
ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺตีติ กตมา ปญฺญาพุฑฺฒิ ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ ปญฺญา วฑฺฒติ อรหโต ปญฺญา วฑฺฒติ วฑฺฒนา ๒ ปญฺญาพุฑฺฒิยา สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปญฺญาพุฑฺฒิ ฯ
ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ กตมํ ปญฺญาเวปุลฺลํ ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ ปญฺญา เวปุลฺลํ คจฺฉติ อรหโต ปญฺญา เวปุลฺลตา ๑ ปญฺญาเวปุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ อิทํ ปญฺญาเวปุลฺลํ ฯ
๑ ยุ. ปญฺญาพุทฺธิยา ฯ ๒ ม. วฑฺฒิตวฑฺฒนา ฯ
การได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา เป็นไฉน ฯ
การได้ การได้เฉพาะ การถึง การถึงพร้อม การถูกต้อง การทำให้แจ้ง การเข้าถึงพร้อม ซึ่งมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ปฏิสัมภิทาญาณ ๔ อภิญญา ๖ญาณ ๗๓ ญาณ ๗๗ นี้เป็นการได้เฉพาะซึ่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อได้เฉพาะซึ่งปัญญา ฯ
ความเจริญแห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญาเป็นไฉน ฯ
ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวก และของกัลยาณปุถุชนย่อมเจริญ ปัญญาของพระอรหันต์ย่อมเจริญ นี้เป็นความเจริญ นี้เป็นความเจริญแห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเจริญแห่งปัญญา ฯ
ความไพบูลย์แห่งปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญาเป็นไฉน ฯ
ปัญญาของพระเสขะ ๗ จำพวกและของกัลยาณปุถุชน ย่อมถึงความไพบูลย์ ปัญญาของพระอรหันต์ เป็นปัญญาไพบูลย์ นี้เป็นความไพบูลย์แห่งปัญญาในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความไพบูลย์แห่งปัญญา ฯ
มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา มหาปญฺญา ฯ มหนฺเต อตฺเถ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต ธมฺเม ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา นิรุตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ ปฏิภาณานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สีลกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สมาธิกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต ปญฺญากฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต วิมุตฺติกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ ฐานาฏฺฐานานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา วิหารสมาปตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ อริยสจฺจานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา
มหนฺเต สติปฏฺฐาเน ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต สมฺมปฺปธาเน ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต อิทฺธิปาเท ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ อินฺทฺริยานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ พลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺเต โพชฺฌงฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตํ อริยมคฺคํ ๑ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตานิ สามญฺญผลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตา อภิญฺญาโย ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหนฺตํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ ปริคฺคณฺหาตีติ มหาปญฺญา มหาปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ มหาปญฺญา ฯ
๑ ม. ยุ. เวปุลฺลคตา ฯ
มหาปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาใหญ่เป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าปัญญาใหญ่ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กำหนดอรรถใหญ่ กำหนดธรรมใหญ่กำหนดนิรุติใหญ่ กำหนดปฏิภาณใหญ่ กำหนดศีลขันธ์ใหญ่ กำหนดสมาธิขันธ์ใหญ่ กำหนดปัญญาขันธ์ใหญ่ กำหนดวิมุติขันธ์ใหญ่ กำหนดวิมุติญาณทัสนขันธ์ใหญ่ กำหนดฐานะและอฐานะใหญ่ กำหนดวิหารสมาบัติใหญ่ กำหนดอริยสัจใหญ่ กำหนดสติปัฏฐานใหญ่ กำหนดสัมมัปปธานใหญ่ กำหนดอิทธิบาทใหญ่ กำหนดอินทรีย์ใหญ่ กำหนดพละใหญ่ กำหนดโพชฌงค์ใหญ่ กำหนดอริยมรรคใหญ่ กำหนดสามัญผลใหญ่ กำหนดอภิญญาใหญ่ กำหนดนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นี้เป็นมหาปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อเป็นผู้มีปัญญาใหญ่ ฯ
ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ปุถุปญฺญา ฯ ปุถุนานาขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาธาตูสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอายตเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปฏิจฺจสมุปฺปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสุญฺญตมนุลพฺเภสุ ๒ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอตฺเถสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาธมฺเมสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานานิรุตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปฏิภาเณสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสีลกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสมาธิกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาปญฺญากฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ
ปุถุปญฺญา ปุถุนานาวิมุตฺติกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาวิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาฐานาฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาวิหารสมาปตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอริยสจฺเจสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสติปฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสมฺมปฺปธาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอิทฺธิปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอินฺทฺริเยสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาพเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาโพชฺฌงฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอริยมคฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาสามญฺญผเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุนานาอภิญฺญาสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุชฺชนสาธารเณ ธมฺเม สมติกฺกมฺม ๑ ปรมฏฺเฐ นิพฺพาเน ญาณํ ปวตฺตตีติ ปุถุปญฺญา ปุถุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ปุถุปญฺญา ฯ
๑ ม. มหนฺเต อริยมคฺเค ฯ ๒ ม. ยุ. ... มนุปลพฺเภสุ ฯ
ปุถุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแน่นหนาเป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าปัญญาหนา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ต่างๆ มาก ในธาตุต่างๆมาก ในอายตนะต่างๆ มาก ในปฏิจจสมุปบาทต่างๆมาก ในความได้เนืองๆ ซึ่งความสูญต่างๆมาก ในอรรถต่างๆ มาก ในธรรมต่างๆ มาก ในนิรุติต่างๆ มาก ในปฏิภาณต่างๆ มาก ในศีลขันธ์ต่างๆ มาก ในสมาธิขันธ์ต่างๆ มาก ในปัญญาขันธ์ต่างๆ มาก ในวิมุติขันธ์ต่างๆ มากในวิมุติญาณทัสนขันธ์ต่างๆ มาก ในฐานะและอฐานะต่างๆ มาก ในวิหารสมาบัติต่างๆ มากในอริยสัจต่างๆ มาก ในสติปัฏฐานต่างๆ มาก ในสัมมัปปธานต่างๆ มาก ในอิทธิบาทต่างๆมาก ในอินทรีย์ต่างๆ มาก ในพละต่างๆ มาก ในโพชฌงค์ต่างๆ มาก ในอริยมรรคต่างๆ มากในสามัญผลต่างๆ มาก ในอภิญญาต่างๆ มาก ในนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ปุถุชน นี้เป็นปุถุปัญญาในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาหนา ฯ
วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา วิปุลปญฺญา ฯ วิปุเล อตฺเถ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล ธมฺเม ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา นิรุตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ ปฏิภาณานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สีลกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สมาธิกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล ปญฺญากฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล วิมุตฺติกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ ฐานาฏฺฐานานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา วิหารสมาปตฺติโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ อริยสจฺจานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สติปฏฺฐาเน ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล สมฺมปฺปธาเน ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล อิทฺธิปาเท ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ อินฺทฺริยานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลานิ พลานิฎ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล โพชฺฌงฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุเล อริยมคฺเค ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา( วิปุลานิ สามญฺญผลานิ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลา อภิญฺญาโย ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ ปริคฺคณฺหาตีติ วิปุลปญฺญา วิปุลปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ วิปุลปญฺญา ฯ
๑ ม. อติกฺกมฺม ฯ
วิบูลปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง เป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าปัญญากว้างขวาง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า กำหนดอรรถกว้างขวาง กำหนดธรรมกว้างขวาง ... กำหนดอภิญญากว้างขวาง กำหนดนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกว้างขวาง นี้เป็นวิบูลปัญญา ในคำว่า เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ฯ
คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา คมฺภีรปญฺญา ฯ คมฺภีเรสุ ขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ ธาตูสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อายตเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปฏิจฺจสมุปฺปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สุญฺญตมนุลพฺเภสุ ๑ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อตฺเถสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ธมฺเมสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ นิรุตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปฏิภาเณสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สีลกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สมาธิกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ
คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ปญฺญากฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ วิมุตฺติกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺเธสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ ฐานาฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ วิหารสมาปตฺตีสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อริยสจฺเจสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สติปฏฺฐาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อิทฺธิปาเทสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อินฺทฺริเยสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ พเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ โพชฺฌงฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ อริยมคฺเคสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเรสุ สามญฺญผเลสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีราสุ อภิญฺญาสุ ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีเร ปรมฏฺเฐ นิพฺพาเน ญาณํ ปวตฺตตีติ คมฺภีรปญฺญา คมฺภีรปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ คมฺภีรปญฺญา ฯ
๑ ม. ยุ. ... มนุปลพฺเภสุ ฯ
คัมภีรปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง เป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าปัญญาลึกซึ้ง เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ลึกซึ้ง ในธาตุลึกซึ้ง ...
ในอภิญญาลึกซึ้ง ในนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างลึกซึ้ง นี้เป็นคัมภีรปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาลึกซึ้ง ฯ
อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา อสฺสามนฺตปญฺญา ฯ ยสฺส ปุคฺคลสฺส อตฺถววตฺถานโต อตฺถปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ธมฺมววตฺถานโต ธมฺมปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย นิรุตฺติววตฺถานโต นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ปฏิภาณววตฺถานโต ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อธิคตา โหติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญาย ตสฺส อตฺเถ จ ธมฺเม จ นิรุตฺติยา จ ปฏิภาเณ จ น ๑ อญฺโญ โกจิ สกฺโกติ อภิสมฺภวิตุํ อนภิสมฺภาวนีโย จ โส อญฺโญติ ๒ อสฺสามนฺตปญฺญา ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส ปญฺญา อฏฺฐมกสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา ปุถุชฺชนกลฺยาณกํ
อุปาทาย อฏฺฐมโก อสฺสามนฺตปญฺโญ อฏฺฐมกสฺส ปญฺญา โสตาปนฺนสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อฏฺฐมกํ อุปาทาย โสตาปนฺโน อสฺสามนฺตปญฺโญ โสตาปนฺนสฺส ปญฺญา สกทาคามิสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา โสตาปนฺนํ อุปาทาย สกทาคามี อสฺสามนฺตปญฺโญ สกทาคามิสฺส ปญฺญา อนาคามิสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา สกทาคามึ อุปาทาย อนาคามี อสฺสามนฺตปญฺโญ อนาคามิสฺส ปญฺญา อรหโต ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อนาคามึ อุปาทาย อรหา อสฺสามนฺตปญฺโญ อรหโต ปญฺญา ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปญฺญาย ทูเร วิทูเร สุวิทูเร นสนฺติเก นสามนฺตา อรหนฺตํ
อุปาทาย ปจฺเจกพุทฺโธ อสฺสามนฺตปญฺโญ ปจฺเจกพุทฺธญฺจ สเทวกญฺจ โลกํ อุปาทาย ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อคฺโค อสฺสามนฺตปญฺโญ ปญฺญาปเภทกุสโล ปภินฺนญาโณ อธิคตปฏิสมฺภิโท จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ทสพลธารี ปุริสาสโภ ปุริสสีโห ปุริสนาโค ปุริสาชญฺโญ ปุริสโธรโยฺห อนนฺตญาโณ อนนฺตเตโช อนนฺตยโส อฑฺโฒ มหทฺธโน ธนวา เนตา วิเนตา อนุเนตา ปญฺญเปตา นิชฺฌาเปตา เปกฺขตา ปสาเทตา โส หิ ภควา อนุปฺปนฺนสฺส มคฺคสฺส อุปฺปาเทตา อสญฺชาตสฺส มคฺคสฺส สญฺชาเนตา ๑ อนกฺขาตสฺส มคฺคสฺส อกฺขาตา มคฺคญฺญู มคฺควิทู มคฺคโกวิโท มคฺคานุคา ๒ จ ปน ๓ เอตรหิ สาวกา วิหรนฺติ ปจฺฉาคตา ๔ โส หิ ภควา ชานํ ชานาติ ปสฺสํ
ปสฺสติ จกฺขุภูโต ญาณภูโต ธมฺมภูโต พฺรหฺมภูโต วตฺตา ปวตฺตา อตฺถสฺส นินฺเนตา อมตสฺส ทาตา ธมฺมสามี ตถาคโต นตฺถิ ตสฺส ภควโต อญฺญาตํ อทิฏฺฐํ อวิทิตํ อสจฺฉิกตํ อผสฺสิตํ ปญฺญาย อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อุปาทาย สพฺเพ ธมฺมา สพฺพากาเรน พุทฺธสฺส ภควโต ญาณมุเข อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ ยงฺกิญฺจิ เนยฺยํ นาม อตฺถธมฺมํ ๕ ชานิตพฺพํ อตฺตตฺโถ วา ปรตฺโถ วา อุภยตฺโถ วา ทิฏฺฐธมฺมิโก วา อตฺโถ สมฺปรายิโก วา อตฺโถ อุตฺตาโน วา อตฺโถ คมฺภีโร วา อตฺโถ คุโฬฺห วา อตฺโถ ปฏิจฺฉนฺโน วา อตฺโถ เนยฺโย วา อตฺโถ นีโต วา อตฺโถ อนวชฺโช วา อตฺโถ นิกฺกิเลโส วา อตฺโถ โวทาโน วา อตฺโถ ปรมฏฺโฐ วา อตฺโถ สพฺพนฺตํ
อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ สพฺพํ กายกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ สพฺพํ วจีกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ สพฺพํ มโนกมฺมํ พุทฺธสฺส ญาณานุปริวตฺตติ อตีเต พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ อนาคเต พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ ปจฺจุปฺปนฺเน พุทฺธสฺส อปฺปฏิหตํ ญาณํ ยาวตกํ เนยฺยํ ตาวตกํ ญาณํ ยาวตกํ ญาณํ ตาวตกํ เนยฺยํ เนยฺยปริยนฺติกํ ญาณํ ญาณปริยนฺติกํ เนยฺยํ เนยฺยํ อติกฺกมิตฺวา ญาณํ นปฺปวตฺตติ ญาณํ อติกฺกมิตฺวา เนยฺยปโถ นตฺถิ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา ยถา ทฺวินฺนํ สมุคฺคปฏลานํ สุผสฺสิตานํ ๑ เหฏฺฐิมสมุคฺคปฏลํ อุปริมํ นาติวตฺตติ อุปริมสมุคฺคปฏลํ เหฏฺฐิมํ นาติวตฺตติ อญฺญมญฺญํ
ปริยนฺตฏฺฐายิโน เอวเมวํ ๒ พุทฺธสฺส ภควโต เนยฺยญฺจ ญาณญฺจ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา ยาวตกํ เนยฺยํ ตาวตกํ ญาณํ ยาวตกํ ญาณํ ตาวตกํ เนยฺยํ เนยฺยปริยนฺติกํ ญาณํ ญาณปริยนฺติกํ เนยฺยํ เนยฺยํ อติกฺกมิตฺวา ญาณํ นปฺปวตฺตติ ญาณํ อติกฺกมิตฺวา เนยฺยปโถ นตฺถิ อญฺญมญฺญํ ปริยนฺตฏฺฐายิโน เต ธมฺมา สพฺพธมฺเมสุ พุทฺธสฺส ญาณํ ปวตฺตติ สพฺเพ ธมฺมา พุทฺธสฺส ภควโต อาวชฺชนปฏิพทฺธา อากงฺขาปฏิพทฺธา มนสิการปฏิพทฺธา จิตฺตุปฺปาทปฏิพทฺธา สพฺพสตฺเตสุ พุทฺธสฺส [๓] ญาณํ ปวตฺตติ สพฺเพสํ สตฺตานํ พุทฺโธ อาสยํ ชานาติ อนุสยํ ชานาติ จริยํ ๔ ชานาติ อธิมุตฺตึ ชานาติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย
มุทินฺทฺริเย( สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต ปชานาติ สเทวโก โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ ยถา เย เกจิ มจฺฉกจฺฉปา อนฺตมโส ติมิติมิงฺคลํ อุปาทาย อนฺโตมหาสมุทฺเท ปริวตฺตนฺติ เอวเมวํ สเทวโก โลโก สมารโก สพฺรหฺมโก สสฺสมณพฺราหฺมณี ปชา สเทวมนุสฺสา อนฺโตพุทฺธญาเณ ปริวตฺตติ ยถา เย เกจิ ปกฺขิโน อนฺตมโส ครุฬํ เวนเตยฺยํ อุปาทาย อากาสสฺส ปเทเส ปริวตฺตนฺติ เอวเมวํ เยปิ เต สารีปุตฺต สตฺตา ปญฺญวนฺโต ๑ เตปิ พุทฺธญาณสฺส ปเทเส ปริวตฺตนฺติ พุทฺธญาณํ เทวมนุสฺสานํ ปญฺหํ ๒ ผริตฺวา อติฆํสิตฺวา ติฏฺฐติ เยปิ
เต ขตฺติยปณฺฑิตา พฺราหฺมณปณฺฑิตา คหปติปณฺฑิตา สมณปณฺฑิตา นิปุณา กตปรปฺปวาทา พาลเวธิรูปา ๓ เต ๔ ภินฺทนฺตา ปญฺญา ๕ จรนฺติ ปญฺญาคเตน ทิฏฺฐิคตานิ เต ปญฺหญฺจ ๖ อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ คุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ กถิตา วิสฺสชฺชิตา จ ๗ เต ปญฺหา จ ๘ ภควตา โหนฺติ นิทฺทิฏฺฐิการณา ๙ อุปกฺขิตฺตกา ๑๐ จ ๑๑ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ อถ โข ภควา ๑๒ ตตฺถ อภิโรจติ ยทิทํ ปญฺญายาติ อคฺโค อสฺสามนฺตปญฺโญ อสฺสามนฺตปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ อสฺสามนฺตปญฺญา ฯ
๑ ม. นสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. อญฺเญหีติ ฯ
๑ ม. สญฺชเนตา ฯ ๒ ม. ยุ. มคฺคานุคามี ฯ ๓ ม. จ ปนสฺส ฯ ๔ ม. ปจฺฉา
สมนฺนาคตา ฯ ยุ. ... สมฺมนฺนาคตา ฯ ๕ ม. อตฺถิ ฯ อปรํปิ เอวํ ญาตพฺพํ ฯ
๑ ม. ผุสิตานํ ฯ ๒ ม. เอวเมว ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๓ ม. ภควโต ฯ ๔ ม. จริตํ ฯ
๑ สี. สมฺมปฺปญฺญาย ฯ ม. สารีปุตฺตสมา ปญฺญาย ฯ ๒ ม. ยุ. ปญฺญํ ฯ
๓ ม. ยุ. วาล ... ฯ ๔ ม. โว ฯ ๕ ม. ยุ. ปญฺเญ ฯ ๖ ม. ยุ. ปญฺหํ ฯ
๗ ยุ. ว ฯ ๘ ม. ย. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๙ ม. ยุ. นิทฺทิฏฐการณา ฯ ๑๐ สี.
ทกฺขิตฺตภาวโต ฯ ๑๑ ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๑๒ ยุ. ภควาว ฯ
อัสสามันตปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ เป็น
ไฉน ฯ
อรรถปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดอรรถ ธรรมปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว
ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดธรรม นิรุติปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลใดบรรลุแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา โดยการกำหนดนิรุติ ปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นคุณชาติอันบุคคลผู้ใดบรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องด้วยปัญญา โดยการกำหนดปฏิภาณใครอื่นย่อมไม่สามารถจะครอบงำอรรถ ธรรม นิรุติและปฏิภาณของบุคคลผู้นั้นได้และบุคคลผู้นั้นก็เป็นผู้หนึ่งที่ใครๆ ครอบงำไม่ได้ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของกัลยาณปุถุชนห่างไกลแสนไกลไม่ใกล้ไม่ชิดกับปัญญาของบุคคลที่ ๘ พระอรหันต์ เมื่อเทียบกับกัลยาณปุถุชน บุคคลที่ ๘ มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของบุคคลที่ ๘ ห่างไกลแสนไกล
ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระโสดาบัน เมื่อเทียบกับบุคคลที่ ๘ พระโสดาบันมีปัญญาไม่ใกล้ปัญญาของพระโสดาบันห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ไม่ชิดกับปัญญาของพระสกทาคามี เมื่อเทียบกับพระโสดาบัน พระสกทาคามี มีปัญญาไม่ใกล้ปัญญาของพระสกทาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอนาคามีเมื่อเทียบกับพระสกทาคามี พระอนาคามีมีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอนาคามีห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระอรหันต์ เมื่อเทียบกับพระอนาคามี พระอรหันต์มีปัญญาไม่ใกล้ ปัญญาของพระอรหันต์ห่างไกลแสนไกล ไม่ใกล้ ไม่ชิดกับปัญญาของพระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อเทียบกับพระอรหันต์พระปัจเจกพุทธเจ้ามีปัญญาไม่ใกล้
เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้าและโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นผู้เลิศ ทรงมีปัญญาไม่ใกล้ ทรงฉลาดในประเภทแห่งปัญญา ทรงมีญาณแตกฉาน ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงถึงเวสารัชชญาณ ๔ ทรงพละ ๑๐ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะทรงเป็นบุรุษนาค ทรงเป็นบุรุษอาชาไนย ทรงเป็นบุรุษนำธุระไป ทรงมีพระญาณหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระเดชหาที่สุดมิได้ ทรงมีพระยศหาที่สุดมิได้ ทรงเป็นผู้มั่งคั่งทรงมีทรัพย์มาก ทรงมีอริยทรัพย์ ทรงเป็นผู้นำ ทรงเป็นผู้นำไปให้วิเศษ ทรงนำไปเนืองๆ ทรงบัญญัติทรงพินิจ ทรงเพ่ง ทรงให้หมู่สัตว์เลื่อมใส แท้จริงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น
ทรงยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม ตรัสบอกมรรคที่ยังไม่มีใครบอก ทรงรู้จักมรรค ทรงทราบมรรค ทรงฉลาดในมรรค ก็แหละพระสาวกทั้งหลายในบัดนี้ และที่จะมีมาในภายหลัง ย่อมเป็นผู้ดำเนินไปตามมรรค แท้จริงพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเมื่อทรงทราบก็ย่อมทรงทราบ เมื่อทรงเห็นก็ย่อมทรงเห็น ทรงมีจักษุ ทรงมีญาณทรงมีธรรม ทรงมีพรหม ตรัสบอก ตรัสบอกทั่วทรงนำอรรถออก ทรงประทานอมตธรรม ทรงเป็นธรรมสามี เสด็จไปอย่างนั้น บทธรรมที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นไม่ทรงรู้ ไม่ทรงเห็น ไม่ทรงทราบ ไม่ทรงทำให้แจ้ง ไม่ทรงถูกต้องแล้วด้วยปัญญามิได้มี ธรรมทั้งปวงรวมทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบันย่อมมาสู่คลองในมุข
คือ พระญาณของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้วโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าบทที่ควรแนะนำซึ่งเป็นอรรถเป็นธรรมที่ควรรู้ อย่างใดอย่างหนึ่งและประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประโยชน์ภพนี้ประโยชน์ภพหน้า ประโยชน์ตื้น ประโยชน์ลึก ประโยชน์ลับ ประโยชน์เปิดเผย ประโยชน์ที่ควรนำไป ประโยชน์ที่นำไปแล้ว ประโยชน์ไม่มีโทษ ประโยชน์ไม่มีกิเลส ประโยชน์ขาวผ่อง หรือทั้งหมดนั้นย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณ พระญาณของพระพุทธเจ้า ย่อมเป็นไปตลอดกายกรรมปรมัตถประโยชน์ วจีกรรม มโนกรรมทั่วหมด พระญาณของพระพุทธเจ้ามิได้ขัดข้องในอดีต อนาคตปัจจุบัน เนยยบทมีเท่าใด พระญาณก็มีเท่านั้น พระญาณมีเท่าใดเนยยบทก็มีเท่านั้น
พระญาณมีเนยยบทเป็นที่สุดรอบ เนยยบทมีพระญาณเป็นที่สุดรอบพระญาณไม่เป็นไปเกินเนยยบท เนยยบทก็ไม่เกินพระญาณ ธรรมเหล่านั้นตั้งอยู่ในที่สุดรอบของกันและกัน เปรียบเหมือนผะอบสองชั้นสนิทกันดีผะอบชั้นล่างไม่เกินผะอบชั้นบน ผะอบชั้นบนก็ไม่เกินผะอบชั้นล่าง ผะอบทั้งสองชั้นนั้นต่างก็ตั้งอยู่ในที่สุดของกันและกัน ฉะนั้น พระพุทธญาณย่อมเป็นไปในธรรมทั้งปวงธรรมทั้งปวงเนื่องด้วยความทรงคำนึง เนื่องด้วยทรงพระประสงค์ เนื่องด้วยทรงพระมนสิการ เนื่องด้วยพระจิตตุบาทของพระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว พระพุทธญาณเป็นไปในสรรพสัตว์ พระพุทธเจ้าย่อมทรงทราบอัธยาศัย
อนุสัย ความประพฤติ อธิมุติ ของสรรพสัตว์ ย่อมทรงทราบหมู่สัตว์มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ ผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการทรามพระองค์พึงทรงให้รู้ได้ง่าย พระองค์พึงให้รู้ได้ยาก เป็นภัพพสัตว์ เป็นอภัพพสัตว์ โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ย่อมเป็นไปภายในพระพุทธญาณเปรียบเหมือนปลาและเต่าทุกชนิด โดยที่สุดตลอดจนปลาติมิและปลาติมิงคละย่อมว่ายวนอยู่ภายในมหาสมุทร ฉะนั้น เปรียบเหมือนนกทุกชนิด โดยที่สุดตลอดจนนกครุฑตระกูลเวนเตยยะ ย่อมบินร่อนไปในประเทศอากาศ ฉันใดดูกรสารีบุตร แม้บรรดาสัตว์ผู้มีปัญญา
ก็ย่อมเป็นไปในประเทศพุทธญาณ ฉันนั้นเหมือนกัน พุทธญาณแผ่ไป แล่นไปสู่ปัญหาของเทวดาและมนุษย์แล้วตั้งอยู่บรรดากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียดแต่งวาทะโต้ตอบ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย เที่ยวทำลายปัญญาและทิฐิด้วยปัญญา บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้วพากันเข้ามาหาพระตถาคต ถามปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย ปัญหาเหล่านั้นพระผู้มีพระภาคตรัสบอกและทรงแก้แล้ว มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัดปรากฏแก่พระผู้มีพระภาคความจริง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยปัญญา เพราะทรงแก้ปัญหาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงเป็นผู้เลิศ มีพระปัญญาไม่ใกล้ นี้เป็นอัสสามันตปัญญาในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาไม่ใกล้ ฯ
ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ภูริปญฺญา ฯ ราคํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โทสํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โมหํ อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา โกธํ ฯเปฯ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาเฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม อภิภุยฺยตีติ ภูริปญฺญา อภิภวิตาติ ภูริปญฺญา ราโค อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ๑ ภูริปญฺญา โทโส อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา โมโห อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา โกโธ ฯเปฯ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ อภิสงฺขารา ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺมา อริ ตํ อรึ มทฺทนิปญฺญาติ ภูริปญฺญา ภูริ วุจฺจติ ปฐวี ตาย ปฐวีสมาย วิตฺถตาย วิปุลาย ปญฺญาย สมนฺนาคโตติ ภูริปญฺญา อปิ จ ปญฺญาย เมตํ อธิวจนํ ภูริ เมธาปริณายิกาติ ภูริปญฺญา ภูริปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ภูริปญฺญา ฯ
ภูริปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน เป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่าครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งราคะ ครอบงำอยู่ครอบงำแล้วซึ่งโทสะ ครอบงำอยู่ ครอบแล้วซึ่งโมหะ ครอบงำอยู่ครอบงำแล้วซึ่งโกธะ ฯลฯ
อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายาสาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะมทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวงทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ ครอบงำอยู่ ครอบงำแล้วซึ่งกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ชื่อว่าภูริปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เป็นปัญญาย่ำยีราคะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโทสะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโมหะอันเป็นข้าศึก เป็นปัญญาย่ำยีโกธะอันเป็นข้าศึก ฯลฯ อุปนาหะ ฯลฯ อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง อันเป็นข้าศึก แผ่นดินท่านกล่าวว่า ภูริ บุคคลประกอบด้วยปัญญาอันกว้างขวางไพบูลย์เสมอด้วยแผ่นดินนั้น เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นจึงเป็นภูริปัญญา อีกประการหนึ่ง คำว่า ภูริ นี้เป็นชื่อของปัญญา ปัญญาเป็นปริณายก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าภูริปัญญา นี้เป็นภูริปัญญา ในคำว่า
ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ฯ
ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ กตมํ ปญฺญาพาหุลฺลํ ฯ อิเธกจฺโจ ปญฺญาครุโก โหติ ปญฺญาจริโต ปญฺญาสโย ปญฺญาธิมุตฺโต ปญฺญาธโช ปญฺญาเกตุ ปญฺญาธิปเตยฺโย วิจยพหุโล ปวิจยพหุโล โอกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนธมฺโม ๑ วิภูตวิหริตจฺจริโต ๒ ตคฺครุโก ตพฺพหุโล ตนฺนินฺโน ตํโปโณ ตํปพฺภาโร ๓ ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย ยถา คณครุโก วุจฺจติ คณพาหุลิโกติ จีวรครุโก วุจฺจติ จีวรพาหุลิโกติ ปตฺตครุโก วุจฺจติ ปตฺตพาหุลิโกติ เสนาสนครุโก วุจฺจติ เสนาสนพาหุลิโกติ เอวเมวํ อิเธกจฺโจ ปญฺญาครุโก โหติ ปญฺญาจริโต ปญฺญาสโย ปญฺญาธิมุตฺโต ปญฺญาธโช ปญฺญาเกตุ ปญฺญาธิปเตยฺโย วิจยพหุโล ปวิจยพหุโล โอกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนพหุโล สมฺเปกฺขายนธมฺโม วิภูตวิหริตจฺจริโต ตคฺครุโก ตพฺพหุโล ตนฺนินฺโน ตํโปโณ ตํปพฺภาโร ตทธิมุตฺโต ตทาธิปเตยฺโย ปญฺญาพาหุลฺลาย สํวตฺตนฺตีติ อิทํ ปญฺญาพาหุลฺลํ ฯ
๑ สี. สพฺพตฺถ มนฺทนิปญฺญาติ ฯ
ปัญญาพาหุลละ ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นไฉน ฯ
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้หนักด้วยปัญญา เป็นผู้ประพฤติด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นที่อาศัย น้อมใจเชื่อด้วยปัญญา มีปัญญาเป็นธงไชย มีปัญญาเป็นยอดมีปัญญาเป็นใหญ่ มากด้วยการเลือกเฟ้น มากด้วยการค้นคว้า มากด้วยการพิจารณา มากด้วยการเพ่งพินิจ มีการเพ่งพิจารณาเป็นธรรมดา มีความประพฤติงดเว้นด้วยปัญญาที่แจ่มแจ้ง หนักในปัญญา มากด้วยปัญญา โน้มไปในปัญญาน้อมไปในปัญญา เงื้อมไปในปัญญา น้อมจิตไปในปัญญา มีปัญญาเป็นอธิบดีเปรียบเหมือนภิกษุผู้หนักไปในคณะ ท่านกล่าวว่า มีคณะมาก ผู้หนักในจีวรท่านกล่าวว่า มีจีวรมากผู้หนักในบาตร ท่านกล่าวว่า มีบาตรมาก ผู้หนักในเสนาสนะ ท่านกล่าวว่า มีเสสนานะมากฉะนั้น นี้เป็นปัญญาพาหุลละ ในคำว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญามาก ฯ
สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา สีฆปญฺญา ฯ สีฆํ สีฆํ สีลานิ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สีลกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สมาธิกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ปญฺญากฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ พลานิ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ สีฆปญฺญา สีฆํ สีฆํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ สีฆปญฺญา สีฆปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ สีฆปญฺญา ฯ
๑ ม. สโมกฺขายนพหฺโล สเปกฺขายนพหุโล ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. วิภูตวิหารี
ตจฺจริโต ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๓ สี. ม. ตปฺโปโณ ตปฺปพฺภาโร ฯ เอวมุปริปิ ฯ
สีฆปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็วเป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าปัญญาเร็ว เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ได้เร็วๆเป็นเครื่องบำเพ็ญอินทรีย์สังวรให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญโภชเน มัตตัญญุตาให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญชาคริยานุโยคให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญศีลขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญสมาธิขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญปัญญาขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆเป็นเครื่องบำเพ็ญวิมุติขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญวิมุติญาณทัสนขันธ์ให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอดฐานะและอฐานะได้เร็วๆ เป็นเครื่องบำเพ็ญวิหารสมาบัติให้บริบูรณ์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอดอริยสัจได้เร็วๆเป็นเครื่องเจริญสติปัฏฐานได้เร็วๆเป็นเครื่องเจริญสัมมัปปธานได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญอิทธิบาทได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญอินทรีย์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญพละได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญโพชฌงค์ได้เร็วๆ เป็นเครื่องเจริญอริยมรรคได้เร็วๆ เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งสามัญผลได้เร็วๆ เป็นเครื่องแทงตลอดอภิญญาได้เร็วๆ เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้เร็วๆ นี้เป็นสีฆปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเร็วๆ ฯ
ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ลหุปญฺญา ฯ ลหุํ ลหุํ สีลานิ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สีลกฺขนฺธํ ฯเปฯ สมาธิกฺขนฺธํ ปญฺญากฺขนฺธํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ พลานิ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ ลหุปญฺญา ลหุํ ลหุํ ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ ลหุปญฺญา ลหุปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ลหุปญฺญา ฯ
ลหุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลันเป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าปัญญาพลัน เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาเป็นเครื่องบำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ได้พลันๆ ... เป็นเครื่องทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้พลันๆ นี้เป็นลหุปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาพลัน ฯ
หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา หาสปญฺญา ฯ อิเธกจฺโจ หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล สีลานิ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล อินฺทฺริยสํวรํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล โภชเน มตฺตญฺญุตํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล ชาคริยานุโยคํ ปริปูเรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล สีลกฺขนฺธํ ฯเปฯ สมาธิกฺขนฺธํ ปญฺญากฺขนฺธํ วิมุตฺติกฺขนฺธํ วิมุตฺติญาณทสฺสนกฺขนฺธํ ปริปูเรตีติถ หาสปญฺญา ฐานาฏฺฐานานิ ปฏิวิชฺฌตีติ วิหารสมาปตฺติโย ปริปูเรตีติ อริยสจฺจานิ ปฏิวิชฺฌตีติ สติปฏฺฐาเน ภาเวตีติ สมฺมปฺปธาเน ภาเวตีติ อิทฺธิปาเท ภาเวตีติ อินฺทฺริยานิ ภาเวตีติ พลานิ ภาเวตีติ โพชฺฌงฺเค ภาเวตีติ อริยมคฺคํ ภาเวตีติ สามญฺญผลานิ สจฺฉิกโรตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล อภิญฺญาโย ปฏิวิชฺฌตีติ หาสปญฺญา หาสพหุโล เวทพหุโล ตุฏฺฐิพหุโล ปามุชฺชพหุโล ปรมฏฺฐํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ หาสปญฺญา หาสปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ หาสปญฺญา ฯ
หาสปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริงเป็นไฉน ฯ
บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ บำเพ็ญอินทรียสังวรให้บริบูรณ์... ซึ่งทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งให้บริบูรณ์ด้วยปัญญานั้นๆ เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นๆ จึงชื่อว่าปัญญาร่าเริง นี้เป็นหาสปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ฯ
ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ชวนปญฺญา ฯ ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยนฺทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ยา กาจิ เวทนา ฯเปฯ ยา กาจิ สญฺญา เย เกจิ สงฺขารา ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยนฺทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา จกฺขุํ ฯเปฯ
ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ทุกฺขโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา อนตฺตโต ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา รูปนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ชรามรณํ รูปนิโรเธ ๑ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา รูปนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ตุลยิตฺวา ตีรยิตฺวา วิภาวยิตฺวา วิภูตํ กตฺวา ชรามรณนิโรเธ นิพฺพาเน ขิปฺปํ ชวตีติ ชวนปญฺญา ชวนปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ชวนปญฺญา ฯ
ชวนปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป เป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ปัญญาแล่นไปสู่รูปทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียดเลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไวแล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว แล่นไปสู่เวทนาฯลฯ สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งปวง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันเป็นภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว
แล่นไปสู่จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยงไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ไวแล่นไปโดยความเป็นอนัตตาไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่าปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้ง รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับรูปไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียงพินิจ พิจารณา ทำให้เห็นแจ่มแจ้งว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป
เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับชราและมรณะไว ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจพิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดาแล้วแล่นไปในนิพพานเป็นที่ดับรูปไว ชื่อว่าชวนปัญญาเพราะอรรถว่าปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งอาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา แล้วแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับชราและมรณะไว นี้เป็นชวนปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาแล่นไป ฯ
ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา ติกฺขปญฺญา ฯ ขิปฺปํ กิเลเส ภินฺทตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ พฺยาปาทวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ วิหึสาวิตกฺกํ นาธิวาเสติ ฯเปฯ อุปฺปนฺนุปฺปนฺเน ปาปเก อกุสเล ธมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ ราคํ นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา อุปฺปนฺนํ โทสํ ฯเปฯ อุปฺปนฺนํ โมหํ อุปฺปนฺนํ โกธํ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาเฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม นาธิวาเสติ ปชหติ วิโนเทติ พฺยนฺตีกโรติ อนภาวงฺคเมตีติ ติกฺขปญฺญา เอกมฺหิ อาสเน จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ จตสฺโส จ ปฏิสมฺภิทาโย ฉ อภิญฺญาโย อธิคตา โหนฺติ สจฺฉิกตา ผสฺสิตา ปญฺญายาติ ติกฺขปญฺญา ติกฺขปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ ติกฺขปญฺญา ฯ
๑ ม. ยุ. ชรามรณนิโรเธ ฯ
ติกขปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคมกล้า เป็นไฉน ฯ
ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า ทำลายกิเลสได้ไว ไม่รับรองไว้ ย่อมละบรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้วไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯลฯ ซึ่งราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา
ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งโทสะ ฯลฯ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปฬาสะอิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าติกขปัญญาเพราะอรรถว่า ปัญญาเป็นเครื่องให้บุคคลได้บรรลุ ทำให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญผล ๔ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ อาสนะเดียว นี้เป็นติกขปัญญา ในคำว่าย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาคมกล้า ฯ
นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ กตมา นิพฺเพธิกปญฺญา ฯ อิเธกจฺโจ สพฺพสงฺขาเรสุ อุพฺเพธพหุโล โหติ อุตฺตาสพหุโล อุกฺกณฺฐานพหุโล โหติ อรติพหุโล อนภิรติพหุโล พหิมุโข น รมติ สพฺพสงฺขาเรสุ อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โลภกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โทสกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โมหกฺขนฺธํ นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา อนิพฺพิทฺธปุพฺพํ อปฺปทาลิตปุพฺพํ โกธํ ฯเปฯ อุปนาหํ มกฺขํ ปฬาสํ อิสฺสํ มจฺฉริยํ มายํ สาฐยฺยํ ถมฺภํ สารมฺภํ มานํ อติมานํ มทํ ปมาทํ สพฺเพ กิเลเส สพฺเพ ทุจฺจริเต สพฺเพ อภิสงฺขาเร ฯเปฯ สพฺเพ ภวคามิกมฺเม นิพฺพิชฺฌติ ปทาเลตีติ นิพฺเพธิกปญฺญา นิพฺเพธิกปญฺญตาย สํวตฺตนฺตีติ อยํ นิพฺเพธิกปญฺญา อิมา โสฬส ปญฺญาโย ฯ
นิพเพธิกปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำลาย
กิเลส เป็นไฉน ฯ
บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากไปด้วยความสะดุ้ง ความหวาดเสียวความเบื่อหน่ายความระอา ความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขารทั้งปวง ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโลภะ กองโทสะ กองโมหะ ที่ไม่เคยทำลายย่อมเบื่อหน่าย ทำลายโกธะ ฯลฯ อุปนาหะ มักขะปฬาสะ อิสสามัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะกิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯลฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ไม่เคยทำลายด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้น ปัญญานั้นๆ จึงชื่อว่านิพเพธิกปัญญา นี้เป็นนิพเพธิกปัญญา ในคำว่า ย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญา ๑๖
ประการนี้ ฯ
อิมาหิ โสฬสหิ ปญฺญาหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ฯ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน เอโก น ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน โย ปุพฺพโยคสมฺปนฺโน โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ ๑ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เอโก พหุสฺสุโต เอโก น พหุสฺสุโต โย พหุสฺสุโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เอโก เทสนาพหุโล เอโก น เทสนาพหุโล โย เทสนาพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ
เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เอโก ครูปนิสฺสิโต เอโก น ครูปนิสฺสิโต โย ครูปนิสฺสิโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เอโก วิหารพหุโล เอโก น วิหารพหุโล โย วิหารพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เอโก ปจฺจเวกฺขณาพหุโล
เอโก น ปจฺจเวกฺขณาพหุโล โย ปจฺจเวกฺขณาพหุโล โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เอโก เสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต เอโก อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต โย อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เทฺวปิ
อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก สาวกปารมิปฺปตฺโต เอโก น สาวกปารมิปฺปตฺโต โย สาวกปารมิปฺปตฺโต โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ เทฺว ปุคฺคลา ปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เทฺวปิ ปุพฺพโยคสมฺปนฺนา เทฺวปิ พหุสฺสุตา เทฺวปิ เทสนาพหุลา เทฺวปิ ครูปนิสฺสิตา เทฺวปิ วิหารพหุลา เทฺวปิ ปจฺจเวกฺขณาพหุลา เทฺวปิ อเสกฺขปฏิสมฺภิทปฺปตฺตา เอโก สาวกปารมิปฺปตฺโต เอโก ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โย ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ โส เตน อติเรโก โหติ อธิโก โหติ วิเสโส โหติ ตสฺส ญาณํ ปภิชฺชตีติ ปจฺเจกพุทฺธญฺจ สเทวกญฺจ โลกํ อุปาทาย ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ อคฺโค ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโต ปญฺญาปเภทกุสโล ปภินฺนญาโณ อธิคตปฏิสมฺภิโท จตุเวสารชฺชปฺปตฺโต ทสพลธารี ปุริสาสโภ ปุริสสีโห ฯเปฯ
เยปิ เต ขตฺติยปณฺฑิตา พฺราหฺมณปณฺฑิตา คหปติปณฺฑิตา สมณปณฺฑิตา นิปุณา กตปรปฺปวาทา พาลเวธิรูปา เต ๑ ภินฺทนฺตา ปญฺญา ๒ จรนฺติ ปญฺญาตเตน ทิฏฺฐิคตานิ เต ปญฺหญฺจ อภิสงฺขริตฺวา ตถาคตํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉนฺติ คุฬฺหานิ จ ปฏิจฺฉนฺนานิ จ กถิตา วิชฺสชฺชิตา จ ๓ เต ปญฺหา ภควตา โหนฺติ นิทฺทิฏฺฐิการณา อุปกฺขิตฺตกา จ ๔ เต ภควโต สมฺปชฺชนฺติ อถ โข ภควา ตตฺถ อภิโรจติ ยทิทํ ปญฺญายาติ อคฺโค ปฏิสมฺภิทปฺปตฺโตติ ฯ
๑ ม. ยุ. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
๑ ม. โว ฯ ๒ ม. มญฺเญ ฯ ยุ. ปญฺเญ ฯ ๓ ยุ. ว ฯ ๔ ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ
บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา ๑๖ ประการนี้ เป็นผู้บรรลุปฏิสัมภิทา บุคคลผู้
บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ คือ ผู้หนึ่งถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนผู้หนึ่งไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อน และมีญาณแตกฉานบุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนก็มี ๒คือ ผู้หนึ่งเป็นพหูสูต ผู้หนึ่งไม่เป็นพหูสูต ผู้เป็นพหูสูตเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่เป็นพหูสูต และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา
ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ แม้ผู้เป็นพหูสูตก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมากด้วยเทศนา ผู้หนึ่งไม่มากด้วยเทศนา ผู้มากด้วยเทศนา เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มากด้วยเทศนา และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทาผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ และผู้มากด้วยเทศนาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งอาศัยครู ผู้หนึ่งไม่อาศัยครูผู้อาศัยครูเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่งวิเศษกว่าผู้ไม่อาศัยครู และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ และผู้อาศัยครูก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมีวิหารธรรมมากผู้หนึ่งไม่มีวิหารธรรมมาก
ผู้มีวิหารธรรมมากเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มีวิหารธรรมมาก และมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ และผู้มีวิหารธรรมมากก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งมีความพิจารณามาก ผู้หนึ่งไม่มีความพิจารณามาก ผู้มีความพิจารณามากเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่มีความพิจารณามาก และมีญาณแตกฉาน บุคคลบรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา
ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ และผู้มีความพิจารณามากก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งเป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาผู้หนึ่งเป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา ผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้เป็นพระเสขะบรรลุปฏิสัมภิทา และมีญาณแตกฉานบุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ ผู้มีความพิจารณามากมี ๒ และผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็มี
๒ คือ ผู้หนึ่งบรรลุถึงสาวกบารมี ผู้หนึ่งไม่บรรลุถึงสาวกบารมี ผู้บรรลุถึงสาวกบารมีเป็นผู้ประเสริฐ ยิ่ง วิเศษกว่าผู้ไม่บรรลุถึงสาวกบารมีและมีญาณแตกฉาน บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทามี ๒ ดังนี้ บุคคลผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรมาก่อนมี ๒ ผู้เป็นพหูสูตมี ๒ ผู้มากด้วยเทศนามี ๒ ผู้อาศัยครูมี ๒ ผู้มีวิหารธรรมมากมี ๒ ผู้มีความพิจารณามากมี ๒ และผู้เป็นพระอเสขะบรรลุปฏิสัมภิทาก็มี ๒ คือ ผู้หนึ่งบรรลุถึงสาวกบารมี ผู้หนึ่งเป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ประเสริฐ ยิ่งวิเศษกว่าผู้บรรลุถึงสาวกบารมีและมีญาณแตกฉาน เมื่อเทียบกับพระปัจเจกพุทธเจ้า และโลก พร้อมทั้งเทวโลก ดังนี้ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ทรงเป็นผู้ฉลาดในประเภทแห่งปัญญา มีพระญาณแตกฉาน ทรงได้ปฏิสัมภิทา ทรงบรรลุถึงเวสารัชชญาณ
ทรงพละ ๑๐ ทรงเป็นบุรุษองอาจ ทรงเป็นบุรุษสีหะ ฯลฯ บรรดากษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดีสมณะ ผู้เป็นบัณฑิต มีปัญญาละเอียด แต่งวาทะโต้ตอบ มีปัญญาเปรียบด้วยนายขมังธนูผู้สามารถยิงขนทราย เที่ยวทำลายปัญญาและทิฐิด้วยปัญญา บัณฑิตเหล่านั้นแต่งปัญหาแล้วพากันเข้ามาหาพระตถาคต ถามปัญหาทั้งลี้ลับและเปิดเผย ปัญหาเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคตรัสบอกและทรงแก้แล้ว มีเหตุที่ทรงแสดงไขให้เห็นชัด ปรากฏแก่พระผู้มีพระภาค ความจริง พระผู้มีพระภาคย่อมทรงรุ่งเรืองยิ่งด้วยพระปัญญา เพราะทรงแก้ปัญหาเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคจึงเป็นผู้เลิศ ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา ฉะนี้แล ฯ
จบมหาปัญญากถา
จบ ๑. มหาปัญญากถา