arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · อุโบสถขันธกะ

เรื่องสมมติโรงอุโบสถ เล่ม ๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๗–๑๖๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๔ ในอุโบสถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค อุโบสถขันธกะ เรื่องสมมติโรงอุโบสถ (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๔ หน้า ๒๕๓–๒๕๗

หน้า ๒๕๓

ทรงห้ามสมมติสีมาคร่อมแม่น้ำ

{๑๕๖} ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์สมมติสีมาคร่อมแม่น้ำ ภิกษุทั้งหลายมาทำอุโบสถ ถูกนํ้าพัดไปบ้าง บาตรถูกนํ้าพัดไปบ้าง จีวรถูกนํ้าพัดไปบ้าง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสมมติสีมาคร่อมแม่น้ำ รูปใดสมมติ ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติสีมาคร่อมแม่นํ้าที่มีเรือจอด ประจำหรือมีสะพานถาวร”

๕. ว่าด้วยโรงอุโบสถ

ทรงอนุญาตให้สมมติสถานที่เป็นโรงอุโบสถ

{๑๕๗} [๑๔๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายสวดปาติโมกข์ตามบริเวณวิหารโดยมิได้กำหนดที่ พระอาคันตุกะทั้งหลายจึงไม่รู้ว่า “วันนี้พระสงฆ์จักทำอุโบสถกันที่ไหน” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงสวดปาติโมกข์ตามบริเวณวิหารโดยมิได้กำหนดที่ รูปใดสวด ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติวิหาร เรือนมุงแถบเดียว เรือนชั้น ทิมแถว หรือถ้ำที่สงฆ์ต้องการให้เป็นโรงอุโบสถแล้วทำอุโบสถ

วิธีสมมติโรงอุโบสถ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติโรงอุโบสถอย่างนี้

หน้า ๒๕๔

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาสมมติโรงอุโบสถ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติวิหารชื่อนี้ให้เป็นโรงอุโบสถ นี่เป็นญัตติ

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติอยู่ซึ่งวิหารชื่อนี้ให้เป็นโรงอุโบสถ การสมมติวิหารชื่อนี้ให้เป็นโรงอุโบสถ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงวิหารชื่อนี้อันสงฆ์สมมติให้เป็นโรงอุโบสถแล้ว ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

ทรงห้ามสมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่งในอาวาสเดียวกัน

{๑๕๘} ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์สมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่ง ภิกษุทั้งหลายจึงประชุมกันในโรงอุโบสถทั้งสองด้วยคิดว่า “สงฆ์จักทำอุโบสถกัน ณ ที่นี้ สงฆ์จักทำอุโบสถกัน ณ ที่นี้” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์ไม่พึงสมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่ง รูปใดสมมติ ต้องอาบัติทุกกฏ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถอนโรงอุโบสถแห่งหนึ่งแล้วทำ อุโบสถในโรงอุโบสถแห่งหนึ่ง

วิธีถอนโรงอุโบสถ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงถอนโรงอุโบสถอย่างนี้

หน้า ๒๕๕

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาถอนโรงอุโบสถ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงถอนโรงอุโบสถชื่อนี้ นี่เป็นญัตติ

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ถอนอยู่ซึ่งโรงอุโบสถชื่อนี้ การถอนโรงอุโบสถชื่อนี้ ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วง

โรงอุโบสถชื่อนี้อันสงฆ์ถอนแล้ว ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

๖. ว่าด้วยพระพุทธานุญาตพื้นที่หน้าโรงอุโบสถ

เรื่องสมมติโรงอุโบสถเล็กเกินขนาด

{๑๕๙} [๑๔๒] ก็โดยสมัยนั้นแล ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์สมมติโรงอุโบสถเล็กเกินขนาด พอถึงวันอุโบสถ ภิกษุสงฆ์ลงประชุมกันมาก ภิกษุทั้งหลาย ต้องนั่งฟังปาติโมกข์ในพื้นที่ซึ่งมิได้สมมติ จึงภิกษุเหล่านั้นได้หารือกันว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า ‘พึงสมมติโรงอุโบสถแล้วจึงทำอุโบสถ’ ก็พวกเรานั่งฟังปาติโมกข์ในพื้นที่ซึ่งมิได้สมมติ อุโบสถเป็นอันพวกเราได้ทำ แล้วหรือไม่เป็นอันทำแล้วหนอ” จึงพากันกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั่งในพื้นที่ซึ่งสมมติแล้วก็ตามมิได้สมมติก็ตาม เพราะได้ฟังปาติโมกข์อยู่ อุโบสถย่อมเป็นอันเธอได้ทำแล้ว

หน้า ๒๕๖

เหมือนกัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล สงฆ์จงสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถให้ใหญ่เท่าที่ต้องการ

วิธีสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถอย่างนี้

พึงระบุนิมิตก่อน ครั้นระบุนิมิตแล้ว ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศ ให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา ดังนี้

กรรมวาจาสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถ

‘ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นิมิตระบุไว้โดยรอบเพียงไร ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถ ด้วยนิมิตเหล่านั้น นี่เป็นญัตติ

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นิมิตระบุไว้โดยรอบเพียงไร สงฆ์สมมติอยู่ซึ่งพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถด้วยนิมิตเหล่านั้น การสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถด้วยนิมิตเหล่านั้น ชอบใจแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงนิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงทักท้วงพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถอันสงฆ์สมมติแล้วด้วยนิมิตเหล่านั้น ชอบใจแก่สงฆ์ เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอทรงความข้อนี้ไว้ด้วยอาการอย่างนี้”

ทรงอนุญาตให้พระเถระลงประชุมก่อน

{๑๖๐} ก็โดยสมัยนั้นแล ในวันอุโบสถ พวกนวกภิกษุในอาวาสแห่งหนึ่งลงประชุมกันก่อนคิดว่า “พระเถระทั้งหลายยังไม่มาก่อน” จึงได้หลีกไป ต่อเวลาพลบค่ำจึงทำอุโบสถกันได้ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถ เราอนุญาตให้ภิกษุผู้เถระทั้งหลายลงประชุมก่อน”

หน้า ๒๕๗

เรื่องภิกษุหลายวัดทำอุโบสถร่วมกัน

{๑๖๑} ก็โดยสมัยนั้นแล อาวาสในพระนครราชคฤห์หลายแห่ง มีสีมาอันเดียวกัน พวกภิกษุในอาวาสเหล่านั้นถกเถียงกันว่า “ขอสงฆ์จงทำอุโบสถ ในอาวาสของพวกเรา ขอสงฆ์จงทำอุโบสถในอาวาสของพวกเรา” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาวาสในพระนครราชคฤห์นี้หลายแห่งมีสีมาอันเดียวกัน ภิกษุทั้งหลายในอาวาสเหล่านั้นถกเถียงกันว่า ‘ขอสงฆ์จงทำอุโบสถในอาวาสของพวกเรา ขอสงฆ์จงทำอุโบสถในอาวาสของพวกเรา’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทุก ๆ รูปพึงประชุมทำอุโบสถพร้อมกัน ก็หรือภิกษุผู้เถระอยู่ในอาวาสใด พึงประชุมทำอุโบสถในอาวาสนั้น แต่สงฆ์เป็นวรรคไม่พึงทำอุโบสถ รูปใดทำ ต้องอาบัติทุกกฏ”

๗. ว่าด้วยพระพุทธานุญาตอวิปปวาสสีมา

เรื่องพระมหากัสสปะ

{๑๖๒} [๑๔๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระมหากัสสปะมาจากอันธกวินทวิหารสู่พระนครราชคฤห์เพื่อทำอุโบสถ ในระหว่างทางข้ามแม่นํ้า ถูกนํ้าพัดไปนิดหน่อย จีวรของท่านเปียก ภิกษุทั้งหลายได้ถามท่านพระมหากัสสปะว่า “ท่านขอรับ เพราะเหตุไรจีวรของท่านจึงเปียก” ท่านตอบว่า “อาวุโสทั้งหลาย ผมมาจากอันธกวินทวิหารสู่พระนครราชคฤห์เพื่อทำ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อวิปปวาสสีมา (หรือ ติจีวราวิปปวาสสีมา) หมายถึงเขตแดนไม่ต้องอาบัติเพราะการอยู่ปราศจากไตรจีวร เป็นสถานที่ที่สงฆ์สมมติแล้ว ภิกษุอยู่ห่างจากไตรจีวรในที่นั้น ก็ไม่เป็นอันอยู่ปราศ คือไม่ต้องอาบัติเพราะการอยู่ปราศจากไตรจีวร (ดู วิ.มหาวิ. แปล ๒/๔๗๓-๔๗๗/๑๓-๑๖)

จบ เรื่องสมมติโรงอุโบสถ