arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · อุโบสถขันธกะ

เรื่องสมมติโรงอุโบสถ เล่ม ๔

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๗–๑๖๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๔ ในอุโบสถขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๗๒. อุโปสถาคารกถา

๗๒. อุโปสถาคารกถา

ว่าด้วยโรงอุโบสถ

เรื่องยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงตามบริเวณวิหาร

พระวินัยปิฎก มหาวรรค อุโบสถขันธกะ เรื่องสมมติโรงอุโบสถ (ฉบับหลวง เล่ม ๔ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๔ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๔)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๔ หน้า ๑๕๑–๑๕๓ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๔ หน้า ๒๑๗–๒๒๐

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน ภิกฺขู อนุปริเวณิยํ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสนฺติ อสงฺเกเตน. อาคนฺตุกา ภิกฺขู น ชานนฺติ “กตฺถ วา อชฺชุโปสโถ กรียิสฺสตี”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. น ภิกฺขเว อนุปริเวณิยํ ปาติโมกฺขํ อุทฺทิสิตพฺพํ อสงฺเกเตน. โย อุทฺทิเสยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อนุชานามิ ภิกฺขเว อุโปสถาคารํ สมฺมนฺนิตฺวา อุโปสถํ กาตุํ, ยํ สํโฆ อากงฺขติ วิหารํ วา อฑฺฒโยคํ วา ปาสาทํ วา หมฺมิยํ วา คุหํ วา. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว สมฺมนฺนิตพฺพํ, พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ อิตฺถนฺนามํ วิหารํ อุโปสถาคารํ สมฺมนฺเนยฺย, เอสา ญตฺติ. สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, สํโฆ อิตฺถนฺนามํ วิหารํ อุโปสถาคารํ สมฺมนฺนติ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส วิหารสฺส อุโปสถาคารสฺส สมฺมติ, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย. สมฺมโต สํเฆน อิตฺถนฺนาโม วิหาโร อุโปสถาคารํ, ขมติ สํฆสฺส; ตสฺมา ตุณฺหี. เอวเมตํ ธารยามี”ติ.

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส เทฺว อุโปสถาคารานิ สมฺมตานิ โหนฺติ. ภิกฺขู อุภยตฺถ สนฺนิปตนฺติ “อิธ อุโปสโถ กรียิสฺสติ, อิธ อุโปสโถ กรียิสฺสตี”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. น ภิกฺขเว เอกสฺมึ อาวาเส เทฺว อุโปสถาคารานิ สมฺมนฺนิตพฺพานิ. โย สมฺมนฺเนยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส. อนุชานามิ ภิกฺขเว เอกํ สมูหนิตฺวา เอกตฺถ อุโปสถํ กาตุํ. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว สมูหนฺตพฺพํ, พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ อิตฺถนฺนามํ อุโปสถาคารํ สมูหเนยฺย: เอสา ญตฺติ. สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, สํโฆ อิตฺถนฺนามํ อุโปสถาคารํ สมูหนติ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส อุโปสถาคารสฺส สมุคฺฆาโต, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย. สมูหตํ สํเฆน อิตฺถนฺนามํ อุโปสถาคารํ, ขมติ สํฆสฺส; ตสฺมา ตุณฺหี. เอวเมตํ ธารยามี”ติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงตามบริเวณวิหารโดยไม่ กำหนดที่ พระอาคันตุกะทั้งหลายไม่รู้ว่า “วันนี้สงฆ์จะทำอุโบสถ ณ ที่ไหน”

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ไม่พึงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงตาม บริเวณวิหารโดยไม่กำหนดที่ รูปใดยกขึ้นแสดง ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สมมติวิหาร เรือนมุงแถบเดียว ปราสาท เรือนโล้น หรือถ้ำ ที่สงฆ์ ต้องการให้เป็นโรงอุโบสถแล้วจึงทำอุโบสถ”ภิกษุทั้งหลาย ก็แลพึงสมมติโรงอุโบสถอย่างนี้

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่า

วิธีสมมติโรงอุโบสถและกรรมวาจาสมมติโรงอุโบสถ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์สมมติวิหารมีชื่อนี้ ให้เป็นโรงอุโบสถ นี่เป็นญัตติ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์สมมติวิหารมีชื่อนี้ให้เป็นโรงอุโบสถ ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการสมมติวิหารมีชื่อนี้ให้เป็นโรงอุโบสถ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้นพึงทักท้วงวิหารมีชื่อนี้สงฆ์สมมติให้เป็นโรงอุโบสถแล้ว สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

เรื่องสมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่งในอาวาสเดียวกัน

สมัยนั้น ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์สมมติโรงอุโบสถ ๒ แห่ง ภิกษุทั้งหลาย ประชุมกันในโรงอุโบสถทั้ง ๒ แห่งด้วยตั้งใจว่า “สงฆ์จักทำอุโบสถ ณ ที่นี้ สงฆ์จัก ทำอุโบสถ ณ ที่นี้”

ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์ไม่พึงสมมติ โรงอุโบสถ ๒ แห่ง ภิกษุสงฆ์หมู่ใดสมมติ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ถอนโรงอุโบสถแห่งหนึ่งแล้ว จึงทำอุโบสถในโรงอุโบสถอีกแห่งหนึ่ง”

วิธีถอนโรงอุโบสถและกรรมวาจาถอนโรงอุโบสถ

ภิกษุทั้งหลาย พึงถอนโรงอุโบสถอย่างนี้

ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ถ้าสงฆ์พร้อมกันแล้ว สงฆ์พึงถอนโรง อุโบสถมีชื่อนี้ นี่เป็นญัตติ

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สงฆ์ถอนโรงอุโบสถมีชื่อนี้ ท่านรูปใดเห็นด้วย กับการถอนโรงอุโบสถมีชื่อนี้ ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้น พึงทักท้วง

โรงอุโบสถมีชื่อนี้สงฆ์ถอนแล้ว สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือ ความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

บาลี (มหาจุฬาฯ)

๗๓. อุโปสถปฺปมุขานุชานนา เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส อติขุทฺทกํ อุโปสถาคารํ สมฺมตํ โหติ, ตทหุโปสเถ มหาภิกฺขุสํโฆ สนฺนิปติโต โหติ. ภิกฺขู อสมฺมตาย ภูมิยา นิสินฺนา ปาติโมกฺขํ อสฺโสสุํ. อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “ภควตา ปญฺญตฺตํ ‘อุโปสถาคารํ สมฺมนฺนิตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ’ติ, มยญฺจมฺห อสมฺมตาย ภูมิยา นิสินฺนา ปาติโมกฺขํ อสฺสุมฺหา, กโต นุ โข อมฺหากํ อุโปสโถ, อกโต นุ โข”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. สมฺมตาย วา ภิกฺขเว ภูมิยา นิสินฺนา อสมฺมตาย วา ยโต ปาติโมกฺขํ สุณาติ, กโตวสฺส อุโปสโถ. เตนหิ ภิกฺขเว สํโฆ ยาวมหนฺตํ อุโปสถปฺปมุขํ อากงฺขติ, ตาวมหนฺตํ อุโปสถปฺปมุขํ สมฺมนฺนตุ. เอวญฺจ ปน ภิกฺขเว สมฺมนฺนิตพฺพํ: ปฐมํ นิมิตฺตา กิตฺเตตพฺพา, นิมิตฺเต กิตฺเตตฺวา พฺยตฺเตน ภิกฺขุนา ปฏิพเลน สํโฆ ญาเปตพฺโพ-

“สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยาวตา สมนฺตา นิมิตฺตา กิตฺติตา, ยทิ สํฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สํโฆ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ อุโปสถปฺปมุขํ สมฺมนฺเนยฺย; เอสา ญตฺติ. สุณาตุ เม ภนฺเต สํโฆ, ยาวตา สมนฺตา นิมิตฺตา กิตฺติตา, สํโฆ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ อุโปสถปฺปมุขํ สมฺมนฺนติ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ เอเตหิ นิมิตฺเตหิ อุโปสถปฺปมุขสฺส สมฺมุติ, โส ตุณฺหสฺส, ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย. สมฺมตํ สํเฆน เอเตหิ นิมิตฺเตหิ อุโปสถปฺปมุขํ, ขมติ สํฆสฺส; ตสฺมา ตุณฺหี. เอวเมตํ ธารยามี”ติ.

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตรสฺมึ อาวาเส ตทหุโปสเถ นวกา ภิกฺขู ปฐมตรํ สนฺนิปติตฺวา “น ตาว เถรา อาคจฺฉนฺตี”ติ ปกฺกมึสุ. อุโปสโถ วิกาเล อโหสิ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว ตทหุโปสเถ เถเรหิ ภิกฺขูหิ ปฐมตรํ สนฺนิปติตุนฺติ.

เตน โข ปน สมเยน ราชคเห สมฺพหุลา อาวาสา สมานสีมา โหนฺติ. ตตฺถ ภิกฺขู วิวทนฺติ “อมฺหากํ อาวาเส อุโปสโถ กรียตุ, อมฺหากํ อาวาเส อุโปสโถ กรียตู”ติ. ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อิธ ปน ภิกฺขเว สมฺพหุลา อาวาสา สมานสีมา โหนฺติ. ตตฺถ ภิกฺขู วิวทนฺติ “อมฺหากํ อาวาเส อุโปสโถ กรียตุ, อมฺหากํ อาวาเส อุโปสโถ กรียตู”ติ. เตหิ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ สพฺเพเหว เอกชฺฌํ สนฺนิปติตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ. ยตฺถ วา ปน เถโร ภิกฺขุ วิหรติ, ตตฺถ สนฺนิปติตฺวา อุโปสโถ กาตพฺโพ, น เตฺวว วคฺเคน สํเฆน อุโปสโถ กาตพฺโพ. โย กเรยฺย, อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺสาติ.

ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

๗๓. อุโปสถปมุขานุชานนา

ว่าด้วยทรงอนุญาตพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถ

เรื่องสมมติโรงอุโบสถเล็กเกินไป

สมัยนั้น ในอาวาสแห่งหนึ่ง สงฆ์สมมติโรงอุโบสถเล็กเกินไป ถึงวัน อุโบสถ ภิกษุสงฆ์ลงประชุมกันมาก ภิกษุทั้งหลายต้องนั่งฟังปาติโมกข์ ณ พื้นที่ ที่มิได้สมมติ

ภิกษุทั้งหลายจึงได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ‘พึง สมมติโรงอุโบสถแล้วจึงทำอุโบสถ’ ก็พวกเรานั่งฟังปาติโมกข์ ณ พื้นที่ที่มิได้สมมติ อุโบสถเป็นอันพวกเราทำแล้วหรือไม่หนอ”ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุที่ภิกษุนั่งในพื้นที่ที่สมมติ แล้วก็ตาม ยังมิได้สมมติแล้วก็ตามฟังปาติโมกข์อยู่ อุโบสถย่อมเป็นอันเธอได้ทำแล้ว ทีเดียว ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเช่นนั้น สงฆ์จงสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถให้ใหญ่ เท่าที่จำนงเถิด”

วิธีสมมติและกรรมวาจาสมมติพื้นที่ด้านหน้าในโรงอุโบสถ

ภิกษุทั้งหลาย พึงสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถอย่างนี้

ในเบื้องต้นพึงทักนิมิต ครั้นทักนิมิตแล้ว ภิกษุผู้ฉลาดสามารถพึงประกาศให้ สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติยกรรมวาจาว่า

ท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นิมิตระบุไว้โดยรอบเพียงใด ถ้าสงฆ์พร้อม กันแล้ว สงฆ์พึงสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถด้วยนิมิตเหล่านั้น นี่เป็นญัตติท่านผู้เจริญ ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า นิมิตระบุไว้โดยรอบเพียงใด สงฆ์สมมติพื้นที่ ด้านหน้าโรงอุโบสถด้วยนิมิตเหล่านั้น ท่านรูปใดเห็นด้วยกับการสมมติพื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถด้วยนิมิตเหล่านั้น ท่านรูปนั้นพึงนิ่ง ท่านรูปใดไม่เห็นด้วย ท่านรูปนั้น พึงทักท้วง

พื้นที่ด้านหน้าโรงอุโบสถสงฆ์ได้สมมติด้วยนิมิตเหล่านั้นแล้ว สงฆ์เห็นด้วย เพราะฉะนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าขอถือความนิ่งนั้นเป็นมติอย่างนี้

เรื่องภิกษุนวกะลงประชุมก่อน

สมัยนั้น ในอาวาสแห่งหนึ่ง ถึงวันอุโบสถ ภิกษุผู้นวกะทั้งหลายลงประชุมกัน ก่อนแล้วหลีกไปด้วยคิดว่า “ภิกษุผู้เป็นเถระทั้งหลายยังไม่มาเลย”

อุโบสถมีในเวลาวิกาล ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในวันอุโบสถ เราอนุญาตให้ภิกษุ ผู้เถระทั้งหลายลงประชุมก่อน”

ทรงอนุญาตให้ภิกษุหลายวัดทำอุโบสถร่วมกัน

สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ อาวาสหลายแห่งมีสีมาร่วมกัน ภิกษุทั้งหลาย ในอาวาสเหล่านั้น กล่าวแย้งกันว่า “ขอสงฆ์จงทำอุโบสถในอาวาสของพวกเรา ขอสงฆ์ จงทำอุโบสถในอาวาสของพวกเรา”ภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย ในกรุงราชคฤห์นี้ อาวาสหลายแห่ง มีสีมาร่วมกัน ภิกษุทั้งหลายในอาวาสเหล่านั้น กล่าวแย้งกันว่า ‘ขอสงฆ์จงทำอุโบสถ ในอาวาสของพวกเรา ขอสงฆ์จงทำอุโบสถในอาวาสของพวกเรา’ ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทุกรูปต้องประชุมทำอุโบสถในที่แห่งเดียวเท่านั้น หรือภิกษุผู้เถระอยู่ ในอาวาสใดก็ต้องประชุมทำอุโบสถในอาวาสนั้น สงฆ์ไม่พึงแบ่งพวกกันทำอุโบสถ ภิกษุสงฆ์หมู่ใดพึงทำ ต้องอาบัติทุกกฏ”

จบ เรื่องสมมติโรงอุโบสถ