arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ

เรื่องสมาทานติตถิยมีวัตรเปลือยกายเป็นต้น เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๘–๑๖๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๕/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ เรื่องสมาทานติตถิยมีวัตรเปลือยกายเป็นต้น (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๒๖๙–๒๗๒

หน้า ๒๖๙

๒๕. ว่าด้วยพระพุทธบัญญัติห้ามเปลือยกาย

{๑๖๘} [๓๗๐] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเปลือยกายเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพรรณนาคุณแห่งความเป็นผู้มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย การเปลือยกายนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าพระองค์ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระกรุณาโปรดอนุญาตการเปลือยกายแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ถือการเปลือยกายที่พวกเดียรถีย์ถือกันเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงถือการเปลือยกายที่พวกเดียรถีย์ถือกัน รูปใดถือ ต้องอาบัติถุลลัจจัย”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เดียรถีย์ หมายถึงนักบวชต่าง ๆ ภายนอกพระพุทธศาสนา มีชื่อเรียกในสมัยนั้นหลายชื่อ เช่น นิครนถ์ อาชีวก อเจลก ดาบส(ชฎิล) ปริพาชก ปัณฑรงค์ (นัย วิ.อ. ๑/๒๗๑)
  2. ๒ถุลลัจจัย ความล่วงละเมิดที่ชั่วหยาบ เป็นชื่ออาบัติชั่วหยาบอย่างหนึ่งซึ่งเป็นความผิดขั้นถัดจากอาบัติสังฆาทิเสส จัดเป็นอาบัติกองที่ ๓ ในบรรดาอาบัติ ๗ กอง
หน้า ๒๗๐

๒๖. ว่าด้วยพระพุทธบัญญัติห้ามผ้าคากรองเป็นต้น

[๓๗๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งนุ่งผ้าคากรอง ... รูปหนึ่งนุ่งผ้าเปลือกไม้กรอง ... รูปหนึ่งนุ่งผ้าผลไม้กรอง ... รูปหนึ่งนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยผมคน ... รูปหนึ่งนุ่งผ้ากัมพลทำด้วยขนสัตว์ ... รูปหนึ่งนุ่งผ้าทำด้วยปีกนกเค้า ... รูปหนึ่งนุ่งหนังเสือเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพรรณนาคุณแห่งความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย หนังเสือนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส

ความไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดอนุญาตหนังเสือแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้ครองหนังเสืออันเป็นธงชัยของเดียรถีย์เล่า การกระทำของเธอนั้นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงครองหนังเสืออันเป็นธงชัยของเดียรถีย์ รูปใดครอง ต้องอาบัติถุลลัจจัย”

สมัยต่อมา ภิกษุรูปหนึ่งนุ่งผ้าทำด้วยก้านดอกรัก ... รูปหนึ่งนุ่งผ้าทำด้วยเปลือกปอ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า “พระพุทธเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้า

หน้า ๒๗๑

ทรงพรรณนาคุณแห่งความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ผ้าทำด้วยเปลือกปอนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส ความไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ข้าพระองค์ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระกรุณาโปรดอนุญาตผ้าทำด้วยเปลือกปอแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงตำหนิว่า “ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่นไม่เหมาะ ... ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึงได้นุ่งผ้าทำด้วยเปลือกปอเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของปวงชนที่ยังไม่เลื่อมใส ... ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงนุ่งผ้าทำด้วยเปลือกปอ รูปใดนุ่ง ต้องอาบัติทุกกฏ”

๒๗. ว่าด้วยพระพุทธบัญญัติห้ามจีวรสีครามล้วนเป็นต้น

{๑๖๙} [๓๗๒] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ครองจีวรสีครามล้วน ... ครองจีวรสีเหลืองล้วน ... ครองจีวรสีแดงล้วน ... ครองจีวรสีบานเย็นล้วน ... ครองจีวรสีดำล้วน ... ครองจีวรสีแสดล้วน ... ครองจีวรสีชมพูล้วน... ครองจีวรที่ไม่ตัดชาย ... ครองจีวรมีชายยาว ... ครองจีวรมีชายเป็นลายดอกไม้ ... ครองจีวรมีชายเป็นแผ่น ... สวมเสื้อ ... สวมหมวก ... โพกผ้าโพก ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพระสมณเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้โพกผ้าโพกเหมือนพวกคฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเล่า” ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า

หน้า ๒๗๒

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงครองจีวรสีครามล้วน ไม่พึงครองจีวรสีเหลืองล้วน ไม่พึงครองจีวรสีแดงล้วน ไม่พึงครองจีวรสีบานเย็นล้วน ไม่พึงครองจีวรสีดำล้วน ไม่พึงครองจีวรสีแสดล้วน ไม่พึงครองจีวรสีชมพูล้วน ไม่พึงครองจีวรที่ไม่ตัดชาย ไม่พึงครองจีวรมีชายยาว ไม่พึงครองจีวรมีชายเป็นลายดอกไม้ ไม่พึงครองจีวรมีชายเป็นแผ่น ไม่พึงสวมเสื้อ ไม่พึงสวมหมวก ไม่พึงโพกผ้าโพก รูปใดโพก ต้องอาบัติทุกกฏ”

๒๘.ว่าด้วยจีวรที่ยังไม่เกิดขึ้นแก่ผู้จำพรรษา

{๑๗๐} [๓๗๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้ว เมื่อจีวรยังไม่ทันเกิดขึ้น หลีกไปเสียบ้าง สึกไปเสียบ้าง ถึงมรณภาพไปบ้าง ปฏิญาณเป็นสามเณรบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้บอกลาสิกขาบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ต้องอันติมวัตถุบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้วิกลจริตบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่านบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนาบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรฐานไม่เห็นอาบัติบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรฐานไม่ทำคืนอาบัติบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ถูกสงฆ์ยกวัตรฐานไม่ยอมสละทิฏฐิอันชั่วช้าบ้าง ปฏิญาณเป็นบัณเฑาะก์บ้าง ปฏิญาณเป็นคนลักเพศบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้เข้ารีตเดียรถีย์ บ้าง ปฏิญาณเป็นสัตว์ดิรัจฉานบ้าง ปฏิญาณเป็นผู้ฆ่า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อันติมวัตถุ วัตถุอันมีในที่สุด หมายถึงอาบัติปาราชิกซึ่งทำให้ภิกษุหรือภิกษุณีผู้ต้องมีโทษถึงที่สุด คือขาดจากภาวะเป็นภิกษุหรืิอภิกษุณีนั้นทันที
  2. ๒เป็นผู้ถูกสงฆ์ยกวัตร หมายถึงถูกสงฆ์ทำอุกเขปนียกรรม ซึ่งเป็นวิธีลงโทษที่สงฆ์ทำแก่ภิกษุผู้ดื้อรั้นไม่ยอมทำคืนอาบัติหรือไม่ยอมสละทิฏฐิอันชั่วช้าโดยประกาศยกภิกษุนั้นเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้สิทธิเสมอกับภิกษุทั้งหลาย (ดูอุกเขปนียกรรม ในกัมมขันธกะ วิ.จุล. (แปล) ๖/๔๖-๗๔)
  3. ๓ผู้เข้ารีตเดียรถีย์ หมายถึงคนที่บวชเป็นภิกษุแล้วเปลี่ยนไปนับถือลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนา (นัย วิ.อ. ๓/๘๘)

จบ เรื่องสมาทานติตถิยมีวัตรเปลือยกายเป็นต้น