พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ
เรื่องนางวิสาขา มิคารมาตา เล่ม ๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๓–๑๕๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ เรื่องนางวิสาขา มิคารมาตา (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๒๓๙–๒๔๗
ผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น ผ้าอุตตราสงค์สองชั้น ผ้าอันตรวาสกสองชั้น สำหรับผ้าที่เก็บไว้ค้างฤดู พึงทำอุตสาหะในผ้าบังสุกุลจนพอต้องการ หรือทำอุตสาหะในผ้าเท่าที่ตกตามร้านตลาด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าปะ การชุน รังดุม ลูกดุม การทำให้มั่น”
๑๘. เรื่องนางวิสาขา
{๑๕๓} [๓๔๙] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครพาราณสี ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้นครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมารดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งอยู่ ณ ที่
- ๑พึงทำอุตสาหะในผ้าบังสุกุลจนพอต้องการ หมายถึงทรงรับสั่งให้ภิกษุแสวงหาผ้าบังสุกุลอย่างไม่มีเขตกำหนด (วิ.อ. ๓/๒๑๘)
- ๒คำว่า มิคารมารดา หมายถึงนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ชื่อว่ามิคารมารดา เพราะเศรษฐีชื่อว่ามิคาระยกย่องในทางคุณธรรมให้อยู่ในฐานเป็นมารดาของตน (ม.มู.อ. ๒/๗๔, ขุ.อุ.อ. ๑๖๕, ขุ.สุ.อ. ๒/๓๓๔) ตามประวัติ นางวิสาขาเป็นมหาอุบาสิกาสำคัญในครั้งพุทธกาล เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐีและนางสุมนา เกิดที่เมืองภัททิยะในแคว้นอังคะ ได้บรรลุโสดาปัตติผล (เป็นพระโสดาบัน) ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ต่อมาได้ย้ายตามบิดามาอยู่ที่เมืองสาเกตในแคว้นโกศลแล้วได้สมรสกับนายปุณณวัฒน์ บุตรชายของมิคารเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี และย้ายไปอยู่ในตระกูลฝ่ายสามี นางสามารถกลับใจมิคารเศรษฐี บิดาของสามีซึ่งนับถือพวกนิครนถ์ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา มิคารเศรษฐีจึงนับถือนางมากถึงขนาดเรียกนางว่าเป็นแม่ ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้ชื่อใหม่ว่า มิคารมารดา (มารดาของมิคารเศรษฐี) นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย ได้ขายเครื่องประดับประจำตัวชื่อมหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่าสูงยิ่ง เพื่อนำเงินมาสร้างวัดถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ คือ มิคารมาตุปราสาท
สมควรข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงนางวิสาขามิคารมารดาผู้นั่ง แล้วให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ต่อจากนั้น นางวิสาขามิคารมารดาผู้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริงด้วยธรรมีกถาแล้ว ได้กราบทูลอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์จงทรงพระกรุณาโปรดรับนิมนต์ฉันภัตตาหารของหม่อมฉัน เพื่อเจริญบุญกุศลและปีติปราโมทย์ในวันพรุ่งนี้ด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า” พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาโดยดุษณีภาพครั้นนางทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับอาราธนาแล้วจึงลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับไป
ครั้นล่วงราตรีนั้นไป ฝนตั้งเค้าขึ้นในทวีปทั้งสี่ ตกลงมาห่าใหญ่ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝนตกในเชตวันอย่างใด ก็ตกในทวีปทั้งสี่อย่างนั้น พวกเธอจงสรงสนานกายเถิด เพราะนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ฝนห่าใหญ่ตั้งเค้าขึ้นในทวีปทั้งสี่”
ภิกษุเหล่านั้นรับสนองพระพุทธบัญชาว่า “อย่างนั้นก็ได้ พระพุทธเจ้าข้า” แล้วพากันเปลื้องผ้าสรงสนานกายกันอยู่
ครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมารดาสั่งให้ตกแต่งขาทนียโภชนียาหารอันประณีตแล้วสั่งทาสีว่า “ไปเถอะ แม่คุณ เจ้าจงไปอารามแล้วแจ้งภัตกาลว่า ‘ถึงเวลาแล้ว เจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”
- วัดบุพพาราม ณ พระนครสาวัตถี นางวิสาขามีบุตรหลานมากมายล้วนแต่มีสุขภาพดี แม้นางจะมีอายุยืนถึง๑๒๐ปี ก็ดูไม่แก่ และเป็นบุคคลที่ได้รับความนับถืออย่างกว้างขวางในสังคม ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะในบรรดาทายิกาทั้งหลาย (ดู เรื่องนางวิสาขาในอรรถกถาธรรมบท ภาค ๓ ขุ.ธ.อ. ๓)
- ๑ทวีปทั้งสี่ คือ (๑) ชมพูทวีป (๒) อปรโคยานทวีป (๓) อุตตรกุรุทวีป (๔) ปุพพวิเทหทวีป (องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๙๙๑)
ทาสีนั้นรับคำว่า “อย่างนั้นก็ได้ เจ้าค่ะ” แล้วไปอาราม ได้เห็นภิกษุทั้งหลายเปลื้องผ้าสรงสนานกายกันอยู่ เห็นแล้วก็เข้าใจผิดคิดว่าในอารามไม่มีภิกษุ มีแต่พวกอาชีวกสรงสนานกายกันอยู่ จึงกลับไปหานางวิสาขามิคารมารดาแล้วเรียนว่า “คุณนายขา ในอารามไม่มีภิกษุ มีแต่พวกอาชีวกสรงสนานกายกันอยู่ เจ้าค่ะ”นางวิสาขามิคารมารดาเป็นสตรีฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา รู้ได้ทันทีว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายคงเปลื้องผ้าสรงสนานกายกันอยู่เป็นแน่ นางคนนี้เขลาจึงสำคัญว่าในอารามไม่มีภิกษุ มีแต่พวกอาชีวกสรงสนานกายกันอยู่” จึงสั่งทาสีว่า ‘ไปเถอะ แม่คุณ เจ้าจงไปอาราม แล้วแจ้งภัตกาลว่า ‘ถึงเวลาแล้ว
เจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”ครั้นเวลาต่อมา ภิกษุเหล่านั้นทำตัวให้เย็นแล้ว มีกายสบาย ต่างถือจีวรเข้าไปสู่ที่พักกันตามเดิม จึงทาสีนั้นไปอารามแล้วไม่เห็นภิกษุทั้งหลาย จึงเข้าใจผิดคิดว่า “ในอารามไม่มีภิกษุ มีแต่อารามว่างเปล่า” จึงกลับไปหานางวิสาขามิคารมารดาแล้วเรียนว่า “ในอารามไม่มีภิกษุ อารามว่างเปล่า เจ้าค่ะ”นางวิสาขามิคารมารดาเป็นสตรีฉลาด เฉียบแหลม มีปัญญา รู้ได้ทันทีว่า “พระคุณเจ้าทั้งหลายคงทำตัวให้เย็นแล้ว มีกายสบาย ต่างถือจีวรเข้าไปสู่ที่พักตามเดิมเป็นแน่ นางคนนี้เขลาจึงสำคัญว่าในอารามไม่มีภิกษุ มีแต่อารามว่างเปล่า” จึงสั่งทาสีอีกว่า “ไปเถอะ แม่คุณ เจ้าจงไปอารามแล้วแจ้งภัตกาลว่า ถึงเวลาแล้ว เจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว”[๓๕๐] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเตรียมบาตรจีวร ถึงเวลาภัตตาหารแล้ว”
- ๑อาชีวก หมายถึงนักบวชนอกพระพุทธศาสนาพวกหนึ่ง ซึ่งไม่นิยมนุ่งห่มผ้า หรือเรียกว่า ชีเปลือย (วิ.อ. ๓/๘๘, องฺ.ปญฺจก.อ. ๙๔) เป็นสาวกของมักขลิโคศาล
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า “เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า”
ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองอันตรวาสก ทรงถือบาตรจีวรเสด็จอันตรธานไปในพระวิหารเชตวัน มาปรากฏพระองค์ที่ซุ้มประตูบ้านนางวิสาขามิคารมารดา เปรียบเหมือนบุรุษผู้แข็งแรงเหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้าฉะนั้น พระองค์ประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดถวาย พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์
นางวิสาขาทูลขอพร ๘ ประการ
ขณะนั้น นางวิสาขามิคารมารดากล่าวว่า “เจ้าข้าเอ๋ย น่าอัศจรรย์จริงหนอ ชาวเราเอ๋ย น่าประหลาดจริงหนอ ที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงมีอานุภาพมาก ซึ่งเมื่อห้วงนํ้าไหลนองไปแค่เข่าบ้าง แค่สะเอวบ้าง เท้าหรือจีวรของภิกษุแม้สักรูปหนึ่งก็มิได้เปียกนํ้าเลย” จึงร่าเริงเบิกบานใจ อังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขด้วยขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตน จนพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จทรงนำพระหัตถ์ออกจากบาตรห้ามภัตแล้ว จึงนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “หม่อมฉันทูลขอพร ๘ ประการต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าข้า”“พระตถาคตทั้งหลายมีพรที่ล่วงเลยไปแล้ว”
“หม่อมฉันทูลขอประทานพรที่สมควรและไม่มีโทษ พระพุทธเจ้าข้า”
“จงบอกมาเถิด วิสาขา”
“พระพุทธเจ้าข้า สำหรับพระภิกษุสงฆ์หม่อมฉันปรารถนาที่จะถวายผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบนํ้าฝน) ถวายอาคันตุกภัต (ภัตเพื่อภิกษุอาคันตุกะ) ถวายคมิกภัต (ภัตเพื่อภิกษุที่เตรียมจะเดินทาง) ถวายคิลานภัต (ภัตเพื่อภิกษุ
อาพาธ) ถวายคิลานุปัฏฐากภัต (ภัตเพื่อภิกษุพยาบาลภิกษุอาพาธ) ถวายคิลานเภสัช (ยาสำหรับภิกษุอาพาธ) ถวายข้าวยาคูประจำ และสำหรับภิกษุณีสงฆ์ หม่อมฉันปรารถนาที่จะถวายผ้าอุทกสาฎก (ผ้านุ่งอาบนํ้า) จนตลอดชีพ”
“วิสาขา ก็เธอเห็นอำนาจประโยชน์อะไร จึงขอพร ๘ ประการต่อตถาคต”
“พระพุทธเจ้าข้า วันนี้หม่อมฉันสั่งทาสีว่า “ไปเถอะ แม่คุณ เจ้าจงไปอาราม จงบอกภัตกาลว่า ‘ถึงเวลาแล้วเจ้าข้า ภัตตาหารเสร็จแล้ว’ และนางก็ไปอาราม ได้เห็นภิกษุทั้งหลายเปลื้องผ้าสรงสนานกายกันอยู่ ครั้นแล้วเข้าใจผิดคิดไปว่าในอารามไม่มีภิกษุ มีแต่พวกอาชีวกสรงสนานกายกันอยู่ จึงกลับมาหาหม่อมฉันแล้วรายงานหม่อมฉันว่า ‘คุณนายขา ในอารามไม่มีภิกษุ มีแต่พวกอาชีวกสรงสนานกายกันอยู่
วัตถุประสงค์ในการทูลขอพร ๘ ประการ
๑. พระพุทธเจ้าข้า ความเปลือยกายไม่งาม น่าเกลียดน่าชัง หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายผ้าอาบนํ้าฝนแด่พระสงฆ์จนตลอดชีพ
๒. ยังมีข้ออื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุอาคันตุกะไม่ชำนาญหนทาง ไม่รู้จักที่โคจร ย่อมเที่ยวบิณฑบาตลำบาก ท่านฉันอาคันตุกภัตของหม่อมฉัน พอชำนาญหนทาง รู้จักที่โคจร จักเที่ยวบิณฑบาตได้ไม่ลำบาก หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายอาคันตุกภัตแด่พระสงฆ์จนตลอดชีพ
- ๑อำนาจประโยชน์ (อัตถวสะ) เป็นสำนวนบาลีที่หมายถึงความสามารถทำหรือบันดาลให้เกิดประโยชน์ตามที่มุ่งหมาย เทียบโดยนัยกับคำว่า วัตถุประสงค์
๓. ยังมีข้ออื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้เตรียมจะเดินทางมัวแสวงหาภัตตาหารเพื่อตนอยู่ จักพลาดจากหมู่เกวียน หรือจักถึงสถานที่ที่ตนต้องการจะไปในเวลาวิกาล จักเดินทางลำบาก ท่านฉันคมิกภัตของหม่อมฉันแล้ว จักไม่พลาดจากหมู่เกวียน หรือจักไม่ถึงสถานที่ที่ตนต้องการจะไปในเวลาวิกาล จักเดินทางไม่ลำบาก หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายคมิกภัตแก่พระสงฆ์จนตลอดชีพ๔. ยังมีข้ออื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า เมื่อภิกษุอาพาธไม่ได้โภชนาหารที่เป็นสัปปายะ อาพาธก็จักกำเริบขึ้น หรือจักถึงมรณภาพได้ เมื่อท่านฉันคิลานภัตของหม่อมฉันแล้ว อาพาธจักไม่กำเริบขึ้น ทั้งจักไม่ถึงมรณภาพ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายคิลานภัตแก่พระสงฆ์จนตลอดชีพ
๕. ยังมีข้ออื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุผู้พยาบาลภิกษุอาพาธมัวแสวงหาภัตตาหารเพื่อตนอยู่ ก็จักนำภัตตาหารไปถวายภิกษุอาพาธจนสาย ตนเองจักอดอาหาร ท่านได้ฉันคิลานุปัฏฐากภัตของหม่อมฉันแล้ว จักนำภัตตาหารไปถวายภิกษุอาพาธได้ตามเวลา ตนเองก็จักไม่อดอาหาร หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายคิลานุปัฏฐากภัตแก่พระสงฆ์จนตลอดชีพ๖. ยังมีข้ออื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า เมื่อภิกษุอาพาธไม่ได้เภสัชที่เป็นสัปปายะ อาพาธจักกำเริบขึ้น หรือจักถึงมรณภาพได้ เมื่อท่านฉันคิลานเภสัชของหม่อมฉันแล้ว อาพาธจักไม่กำเริบขึ้น ทั้งจักไม่ถึงมรณภาพ หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายคิลานเภสัชแก่พระสงฆ์จนตลอดชีพ
๗. ยังมีข้ออื่นอีก พระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงเห็นอานิสงส์ ๑๐ ประการ จึงได้ทรงอนุญาตข้าวยาคูไว้ที่อันธกวินทชนบท หม่อมฉัน
เห็นอานิสงส์ตามที่พระองค์ตรัสนั้น จึงปรารถนาจะถวายข้าวยาคูประจำแก่พระสงฆ์จนตลอดชีพ
๘. อนึ่ง ภิกษุณีทั้งหลายเปลือยกายอาบนํ้าร่วมท่ากับหญิงแพศยา ณ แม่น้ำอจิรวดีนี้ หญิงแพศยาเหล่านั้นพากันเย้ยหยันภิกษุณีว่า ‘แม่เจ้าเอย พวกท่านกำลังสาว ประพฤติพรหมจรรย์จะได้ประโยชน์อะไร ควรบริโภคกามมิใช่หรือ เมื่อไรแก่เฒ่าแล้ว เมื่อนั้นค่อยประพฤติพรหมจรรย์ อย่างนี้จักเป็นอันพวกท่านยึดประโยชน์ทั้งสองไว้ได้’ ภิกษุณีเหล่านั้นถูกพวกหญิงแพศยาเย้ยหยันอยู่ ได้เก้อเขินแล้ว ความเปลือยกายของมาตุคาม (ผู้หญิง) ไม่งาม น่าเกลียด น่าชัง หม่อมฉันเห็นอำนาจประโยชน์นี้ จึงปรารถนาจะถวายผ้าอุทกสาฎกแก่ภิกษุณีสงฆ์จนตลอดชีพ”
อานิสงส์ในการทูลขอพร ๘ ประการ
[๓๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามต่อไปว่า “วิสาขา ก็เธอเห็นอานิสงส์อะไร จึงขอพร ๘ ประการต่อตถาคต”
นางวิสาขากราบทูลว่า “พระพุทธเจ้าข้า ภิกษุทั้งหลายในพระธรรมวินัยนี้จำพรรษาในทิศทั้งหลายแล้วจักมาพระนครสาวัตถีเพื่อเฝ้าพระองค์กัน เข้าเฝ้าแล้วจักทูลถามว่า ‘ภิกษุชื่อนี้ถึงมรณภาพ ท่านมีคติอย่างไร มีภพหน้าอย่างไร พระพุทธเจ้าข้า” พระองค์ก็จักทรงพยากรณ์ภิกษุนั้นในโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตตผล หม่อมฉันจักเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นแล้วเรียนถามว่า ‘พระคุณเจ้ารูปนั้นเคยมาพระนครสาวัตถีไหม เจ้าข้า’ ถ้าท่านเหล่านั้นตอบหม่อมฉันว่า ‘ภิกษุรูปนั้นเคยมาพระนครสาวัตถี’ หม่อมฉันก็จักถึงความตกลงใจในการมาของพระคุณเจ้ารูปนั้นว่า ‘พระคุณเจ้ารูปนั้นคงได้ใช้สอยผ้าวัสสิกสาฎก คงได้ฉันอาคันตุกภัต คมิกภัต คิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต คิลานเภสัช หรือข้าวยาคู
ประจำของเราเป็นแน่’ เมื่อหม่อมฉันระลึกถึงกุศลนั้นอยู่ ความปลาบปลื้มใจจักบังเกิดขึ้น เมื่อหม่อมฉันปลาบปลื้มใจ ความอิ่มเอิบใจก็จักบังเกิดขึ้น เมื่อมีใจอิ่มเอิบ กายก็จักสงบ เมื่อมีกายสงบ ก็จักเสวยสุข เมื่อมีความสุข จิตก็จักตั้งมั่น จักเป็นอันหม่อมฉันได้อบรมอินทรีย์ อบรมพละ อบรม โพชฌงค์นั้นแล้ว หม่อมฉันเห็นอานิสงส์นี้จึงทูลขอประทานพร ๘ ประการต่อพระองค์ พระพุทธเจ้าข้า”“ดีละ ดีละ วิสาขา ดีนักแล วิสาขา เธอเห็นอานิสงส์นี้จึงขอพร ๘ ประการต่อตถาคต เราอนุญาตพร ๘ ประการแก่เธอ”{๑๕๔} ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนานางวิสาขามิคารมารดาด้วยพระคาถาเหล่านี้ว่า
พระคาถาอนุโมทนา
สตรีใดให้ข้าวและน้ำ มีใจปลาบปลื้ม สมบูรณ์
ด้วยศีล เป็นสาวิกาของสุคต ครอบงำความตระหนี่
บริจาคทานอันเป็นเหตุแห่งสวรรค์ เป็นเครื่องบรรเทา
ความโศก นำมาซึ่งความสุข
สตรีนั้นอาศัยมรรคปฏิบัติอันปราศจากธุลี ไม่มี
กิเลสเครื่องยั่วใจ ย่อมได้พละและอายุที่เป็นทิพย์ สตรี
ผู้ประสงค์บุญนั้นย่อมเป็นคนมีสุข ไม่มีโรค ย่อม
ปลาบปลื้มใจในสวรรค์สิ้นกาลนาน
- ๑อบรมอินทรีย์ อบรมพละ หมายถึงทำอินทรียธรรม (ธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน) ๕ หรือ พลธรรม (ธรรมอันเป็นกำลัง) ๕ คือ (๑) สัทธา ความเชื่อ (๒) วิริยะ ความเพียร (๓) สติ ความระลึกได้ (๔) สมาธิ ความตั้งจิตมั่น (๕) ปัญญา ความรู้ทั่ว ให้เกิดมีหรือให้เจริญยิ่งขึ้น อบรมโพชฌงค์ หมายถึงทำธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ๗ คือ (๑) สติ (๒) ธัมมวิจยะ ความเฟ้นธรรม (๓) วิริยะ ความเพียร (๔) ปีติ ความอิ่มใจ (๕) ปัสสัทธิ ความสงบกายสงบใจ (๖) สมาธิ ความตั้งใจมั่น (๗) อุเบกขา ความวางเฉย ให้เกิดมีหรือให้เจริญยิ่งขึ้น
พระพุทธานุญาตผ้าวัสสิกสาฎกเป็นต้น
{๑๕๕} [๓๕๒] ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุโมทนานางวิสาขามิคารมารดาด้วยพระคาถาเหล่านี้แล้ว จึงเสด็จลุกจากที่ประทับเสด็จกลับ ครั้นแล้วทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วจึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าวัสสิกสาฎก อาคันตุกภัต คมิกภัต คิลานภัต คิลานุปัฏฐากภัต คิลานเภสัช ข้าวยาคูประจำ อนุญาตผ้าอุทกสาฎกสำหรับภิกษุณีสงฆ์”
จบ วิสาขาภาณวาร
๑๙. พระพุทธานุญาตผ้าปูนั่งเป็นต้น
{๑๕๖} [๓๕๓] ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายฉันโภชนะอันประณีตแล้ว นอนหลับลืมสติไม่รู้สึกตัว เมื่อพวกเธอนอนหลับลืมสติไม่รู้สึกตัว น้ำอสุจิเคลื่อนออกมาเพราะฝันไป เสนาสนะเปรอะเปื้อนน้ำอสุจิครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีท่านพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะเสด็จจาริกไปตามเสนาสนะ ได้ทอดพระเนตรเห็นเสนาสนะเปรอะเปื้อนนํ้าอสุจิ ครั้นแล้วรับสั่งถามท่านพระอานนท์ว่า “อานนท์ เสนาสนะนั่นเปรอะเปื้อนอะไร”
- ๑เสนาสนะ แยกเป็น ๒ คำ คือ เสนะ ที่นอน และ อาสนะ ที่นั่ง หมายถึงที่อยู่อาศัยของภิกษุ เช่น กุฏิ วิหาร และเครื่องใช้เกี่ยวกับสถานที่ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ แม้โคนไม้ เมื่อภิกษุใช้เป็นที่อยู่อาศัย ก็เรียกว่าเสนาสนะ
- ๒ปัจฉาสมณะ พระตามเสด็จอย่างใกล้ชิด หรือ พระผู้ติดตาม หมายถึงพระภิกษุที่ถือบาตรจีวร ตามเสด็จอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระพุทธเจ้า (ม.ม.อ. ๒๔๓)
จบ เรื่องนางวิสาขา มิคารมาตา