arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ

พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๘–๑๕๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๕ หน้า ๒๓๑–๒๓๙

หน้า ๒๓๑

ที่รองทำด้วยหญ้าถูกปลวกกิน ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตราวจีวร สายระเดียง”

ภิกษุทั้งหลายตากจีวรตอนกลาง นํ้าย้อมหยดออกทั้งสองชาย จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ผูกมุมจีวร”

มุมจีวรเปื่อย ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตด้ายผูกมุมจีวร”

นํ้าย้อมหยดออกชายเดียว ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ย้อมจีวรพลิกกลับไปกลับมา แต่เมื่อหยดนํ้ายังไม่สะเด็ด อย่าหลีกไป”สมัยต่อมา จีวรเป็นผ้าเนื้อแข็ง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จุ่มลงในนํ้า”

สมัยต่อมา จีวรเป็นผ้ากระด้าง ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทุบด้วยฝ่ามือ”

พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด

{๑๔๘} ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ใช้จีวรที่ไม่ได้ตัด ใช้จีวรที่ย้อมนํ้าฝาดมีสีเหมือนงาช้าง ชาวบ้านพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา

หน้า ๒๓๒

ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงใช้จีวรที่ไม่ตัด รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ”

๑๕. พระพุทธานุญาตจีวรที่ตัด

{๑๔๙} [๓๔๕] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางทักขิณาคิรีชนบท พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นนาของชาวมคธซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นกระทงนาสี่เหลี่ยมจตุรัส พูนคันนายาวทั้งด้านยาวทั้งด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่าง ๆ ด้วยคันนาสั้น ๆ พูนคันนาเชื่อมกันดังทางสี่แยกตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัดกันไป ครั้นแล้วรับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า “อานนท์ เธอเห็นนาของชาวมคธซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นกระทงนาสี่เหลี่ยมจตุรัส พูนคันนายาวทั้งด้านยาวทั้งด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่าง ๆ ด้วยคันนาสั้น ๆ พูนคันนาเชื่อมกันดังทางสี่แยกตามที่ซึ่งคันนากับคันนาผ่านตัดกันไปหรือไม่”“เห็นตามพระพุทธดำรัส พระพุทธเจ้าข้า”

“เธออาจจัดจีวรของภิกษุทั้งหลายให้มีรูปอย่างนั้นได้หรือไม่”

“อาจ พระพุทธเจ้าข้า”

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ทักขิณาคิรีชนบทตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จกลับมาพระนครราชคฤห์อีก ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์แต่งจีวรสำหรับภิกษุหลายรูปเสร็จแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า “ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงทอดพระเนตรจีวรที่ข้าพระองค์แต่งเสร็จแล้วเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

หน้า ๒๓๓

ตรัสสรรเสริญพระอานนท์

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์เป็นบัณฑิต อานนท์มีปัญญามาก ที่รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งถ้อยคำที่เรากล่าวย่อได้โดยพิสดาร จึงได้ทำผ้าชื่อกุสิบ้าง ทำผ้าชื่ออัฑฒกุสิบ้าง ทำผ้าชื่อมณฑลบ้าง ทำผ้าชื่ออัฑฒมณฑลบ้าง ทำผ้าชื่อวิวัฏฏะบ้าง ทำผ้าชื่ออนุวิวัฏฏะบ้าง ทำผ้าชื่อคีเวยยกะบ้าง ทำผ้าชื่อชังเฆยยกะบ้าง และทำผ้าชื่อพาหันตะบ้าง จีวรที่ทำอย่างนี้จักเป็นผ้าที่ตัดแล้ว เศร้าหมองด้วยศัสตรา สมควรแก่สมณะ และพวกศัตรูไม่ต้องการดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิที่ตัดแล้ว ผ้าอุตตราสงค์ที่ตัดแล้ว ผ้าอันตรวาสกที่ตัดแล้ว”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ทั้งหมดนี้คือผ้าที่เป็นส่วนประกอบของจีวรที่ตัดเป็น ๕ ขัณฑ์ มี ๙ ส่วน คือ
  2. ๑กุสิ คือส่วนของผ้าที่มีลักษณะเป็นเส้นคั่นยาวอยู่ติดขอบจีวรทั้งด้านยาวและด้านกว้าง
  3. ๒. อัฑฒกุสิ คือส่วนของผ้าที่เป็นเส้นคั่นสั้น ๆ อยู่เป็นตอน ๆ ในระหว่างกุสิ
  4. ๓. มณฑล คือส่วนของผ้าที่เป็นวงกว้างอยู่ในแต่ละขัณฑ์ (ตอน/ส่วน) แห่งจีวร ๕ ขัณฑ์
  5. ๔. อัฑฒมณฑล คือส่วนของผ้าที่เป็นวงเล็ก ๆ
  6. ๕. วิวัฏฏะ คือส่วนของผ้าที่อยู่ตรงกลางของจีวรซึ่งเย็บมณฑลและอัฑฒมณฑลเข้าด้วยกัน
  7. ๖. อนุวิวัฏฏะ คือส่วนของผ้าสองส่วนที่อยู่สองด้านของจีวร
  8. ๗. คีเวยยกะ คือส่วนของผ้าที่เอาด้ายเย็บอย่างดีทาบเข้ามาทีหลังเพื่อทำให้ยึดแน่นอยู่บริเวณจีวรที่พันรอบคอ
  9. ๘. ชังเฆยยกะ คือส่วนของผ้าที่เอาด้ายเย็บอย่างดีทาบเข้ามาทีหลัง อยู่บริเวณจีวรส่วนที่คลุมแข้ง
  10. ๙. พาหันตะ คือส่วนของผ้าที่เป็นชายอยู่สองด้านของจีวร ซึ่งเมื่อภิกษุห่มจีวรได้ขนาดพอดี จะม้วนมาพาดอยู่ที่แขน มีด้านหน้าอยู่นอก (นัย วิ.อ. ๓/๒๑๗)
หน้า ๒๓๔

๑๖. พระพุทธานุญาตไตรจีวร

พระพุทธดำริที่จะทรงอนุญาตไตรจีวรณ โคตมกเจดีย์

{๑๕๐} [๓๔๖] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครราชคฤห์ ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครเวสาลี พระองค์เสด็จดำเนินทางไกลระหว่างพระนครราชคฤห์กับพระนครเวสาลีต่อกัน ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุหลายรูปหอบผ้าพะรุงพะรัง บ้างก็ทูนห่อผ้าที่พับดังฟูกขึ้นบนศีรษะ บ้างก็แบกขึ้นบ่า บ้างก็กระเดียดไว้ที่สะเอว เดินมาอยู่ ครั้นแล้วได้ทรงดำริว่า “ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านี้เวียนมาเพื่อความมักมากในจีวรเร็วนัก ถ้ากระไร เราพึงกั้นเขตตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย” ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปโดยลำดับได้ถึงพระนครเวสาลีแล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่

ณ โคตมกเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลีนั้นก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองผ้าจีวรผืนเดียว ประทับนั่งอยู่กลางแจ้งตอนกลางคืน ขณะนํ้าค้างตกในราตรีเหมันตฤดูกำลังหนาว ตั้งอยู่ระหว่างเดือน ๓ กับเดือน ๔ ต่อกัน ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงห่มจีวรผืนที่ ๒ ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงห่มจีวรผืนที่ ๓

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ไตรจีวร ผ้า ๓ ผืน หมายถึงผ้าที่ทรงอนุญาตให้ภิกษุมีไว้ใช้ประจำตัว คือ (๑) อันตรวาสก ผ้านุ่งหรือเรียกสามัญในภาษาไทยว่า สบง (๒) อุตตราสงค์ ผ้าห่มหรือเรียกว่าจีวร (๓) สังฆาฏิ ผ้าทาบหรือผ้าพาดซ้อนทับจีวร (วิ.อ. ๒ /๑๓๙)
  2. ๒โคตมกเจดีย์ วิหารที่เขาสร้างไว้ ณ เจดียสถานของโคตมกยักษ์ อยู่ทางทิศใต้ของพระนครเวสาลี เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับหลายครั้ง และเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ทรงทำนิมิตโอภาสแก่พระอานนท์เพื่อให้กราบทูลพระองค์ให้ดำรงพระชนม์อยู่ ก่อนจะทรงปลงพระชนมายุสังขารเสด็จดับขันธปรินิพพาน (ดู มหาปรินิพพานสูตร ที.ม. (แปล) ๑๐/๑๖๗)
หน้า ๒๓๕

ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว ขณะรุ่งอรุณแห่งราตรีอันเป็นเบื้องต้นแห่งความสดชื่น ความหนาวจึงได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงห่มจีวรผืนที่ ๔ ความหนาวไม่ได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงขณะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า “กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ที่เป็นคนมักหนาว กลัวต่อความหนาว อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยไตรจีวรคือผ้า ๓ ผืน ถ้ากระไร เราจะพึงกั้นเขตตั้งกฎ ในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย เราพึงอนุญาตไตรจีวร”

พระพุทธานุญาตไตรจีวร

ครั้งนั้น พระผ้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเดินทางไกลระหว่างพระนครราชคฤห์กับพระนครเวสาลี ได้เห็นภิกษุหลายรูปในธรรมวินัยนี้หอบผ้าพะรุงพะรัง บ้างก็ทูนห่อผ้าที่พับดังฟูกขึ้นบนศีรษะ บ้างก็แบกขึ้นบ่า บ้างก็กระเดียดไว้ที่สะเอวเดินมาอยู่ ครั้นแล้วเราได้ดำริว่า ‘ภิกษุโมฆบุรุษเหล่านี้เวียนมาเพื่อความมักมากในจีวรเร็วนัก ถ้ากระไร เราพึงกั้นเขตตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราครองผ้าผืนเดียวนั่งอยู่กลางแจ้ง ณ ที่นี้ตอนกลางคืน ขณะน้ำค้างตกในราตรีเหมันตฤดู กำลังหนาว ตั้งอยู่ระหว่างเดือน ๓ กับระหว่างเดือน ๔ ต่อกัน ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อปฐมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่สอง ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อมัชฌิมยามผ่านไปแล้ว ความหนาวจึงได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่สาม ความหนาวมิได้มีแก่เรา เมื่อปัจฉิมยามผ่านไปแล้ว ขณะรุ่งอรุณแห่งราตรีอันเป็นเบื้องต้นแห่งความสดชื่น ความหนาวจึงได้มีแก่เรา เราจึงห่มจีวรผืนที่ ๔ ความหนาวมิได้มีแก่เรา

หน้า ๒๓๖

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้ดำริว่า ‘กุลบุตรในธรรมวินัยนี้ที่เป็นคนมักหนาว กลัวต่อความหนาว อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยไตรจีวรคือผ้า ๓ ผืน ถ้ากระไร เราจะพึงกั้นเขตตั้งกฎในเรื่องผ้าแก่ภิกษุทั้งหลาย เราพึงอนุญาตไตรจีวร’

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตไตรจีวร คือ ผ้าสังฆาฏิสองชั้น ผ้าอุตตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว”

๑๗. ว่าด้วยอติเรกจีวร

พระพุทธบัญญัติห้ามทรงอติเรกจีวร

{๑๕๑} [๓๔๗] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกภิกษุฉัพพัคคีย์ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไตรจีวรแล้ว จึงครองไตรจีวรเข้าบ้านสำรับหนึ่ง อยู่ในอาวาสสำรับหนึ่ง สรงนํ้าอีกสำรับหนึ่ง บรรดาภิกษุผู้มักน้อย... ต่างพากันเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า “ไฉนพวกภิกษุฉัพพัคคีย์จึงได้ทรงอติเรกจีวรเล่า” จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงทรงอติเรกจีวร รูปใดทรง พึงปรับอาบัติตามธรรม”

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อติเรกจีวร จีวรส่วนเกินจากไตรจีวร หมายถึงผ้าที่เขาถวายภิกษุนอกจากผ้าที่อธิษฐานเป็นไตรจีวร (วิ.อ. ๒/๑๔๒)
  2. ๒พึงปรับอาบัติตามธรรม ในที่นี้หมายถึงปรับอาบัติปาจิตตีย์ (นิสสัคคิยปาจิตตีย์) ตามความแห่งปฐมกฐินสิกขาบทที่ ๑ จีวรวรรค นิสสัคคิยกัณฑ์ (ดู วิ.มหาวิ. (แปล) ๒/๔๕๙-๔๗๐/๑-๑๑)
หน้า ๒๓๗

พระพุทธานุญาตให้ทรงอติเรกจีวรไม่เกิน ๑๐ วัน

สมัยต่อมา มีอติเรกจีวรที่เกิดขึ้นแก่ท่านพระอานนท์ และท่านประสงค์จะถวายจีวรนั้นแก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านพระสารีบุตรอยู่ถึงเมืองสาเกต ท่านพระอานนท์จึงมีความปริวิตกว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าภิกษุไม่พึงทรงอติเรกจีวร ก็อติเรกจีวรนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา และเราก็ประสงค์จะถวายจีวรผืนนี้แก่ท่านพระสารีบุตร แต่ท่านอยู่ถึงเมืองสาเกต เราจะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอ” ครั้นแล้วท่านพระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า “ดูก่อนอานนท์ ยังอีกนานเท่าไรสารีบุตรจึงจะกลับมา”

ท่านพระอานนท์กราบทูลว่า “ท่านจะกลับมาในวันที่ ๙ หรือวันที่ ๑๐ พระพุทธเจ้าข้า”

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทรงอติเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็นอย่างยิ่ง”

พระพุทธานุญาตให้วิกัปอติเรกจีวร

สมัยต่อมา มีอติเรกจีวรเกิดขึ้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ขณะนั้นภิกษุทั้งหลายได้มีความสงสัยว่า “พวกเราจะพึงปฏิบัติในอติเรกจีวรอย่างไรหนอ” จึง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า วิกัป หมายถึงการทำให้เป็นของสองเจ้าของ คือ ขอให้ภิกษุสามเณรอื่นร่วมเป็นเจ้าของจีวรหรือบาตรนั้น ๆ ด้วย ซึ่งมีผลทำให้ไม่ต้องอาบัติเพราะเก็บอติเรกจีวรหรืออติเรกบาตรไว้เกินกำหนด มี ๒ ลักษณะ (๑) สัมมุขาวิกัป วิกัปต่อหน้า คือการนำผ้าอติเรกจีวรเข้าไปหาภิกษุที่ตนต้องการจะวิกัปด้วยแล้วกล่าวคำวิกัปต่อหน้า (๒) ปรัมมุขาวิกัป วิกัปลับหลัง คือการเอาอติเรกจีวรไปฝากให้ภิกษุรูปอื่นช่วยวิกัปกับภิกษุอีกรูปหนึ่ง (นัย วิ.อ. ๒/๑๕๒-๓)
หน้า ๒๓๘

กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุญาตว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้วิกัปอติเรกจีวร”

พระพุทธานุญาตผ้าปะเป็นต้น

{๑๕๒} [๓๔๘] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครเวสาลี ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครพาราณสี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครพาราณสีแล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสีนั้น

สมัยนั้น ผ้าอันตรวาสกของภิกษุรูปหนึ่งขาดทะลุ และท่านได้มีความสงสัยว่า “พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไตรจีวร คือ ผ้าสังฆาฏิสองชั้น ผ้าอุตตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว ก็ผ้าอันตรวาสกของเราผืนนี้ขาดทะลุ ถ้ากระไร เราพึงทาบผ้าปะ โดยรอบจักเป็นสองชั้น ตรงกลางจักเป็นชั้นเดียว” จึงภิกษุนั้นได้ทาบผ้าปะแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปตามเสนาสนะ ได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุนั้นกำลังทาบผ้าปะอยู่ ครั้นแล้วเสด็จเข้าไปใกล้ภิกษุนั้น ได้ตรัสถามว่า “เธอกำลังทำอะไร ภิกษุ”“กำลังทาบผ้าปะ พระพุทธเจ้าข้า”

“ดีละ ดีละ ภิกษุ ดีนักแล ภิกษุ ที่เธอทาบผ้าปะ”

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าสังฆาฏิสองชั้น ผ้าอุตตราสงค์ชั้นเดียว ผ้าอันตรวาสกชั้นเดียว สำหรับผ้าใหม่และผ้ามีกัปปะใหม่ อนุญาต

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ผ้ามีกัปปะใหม่ คือผ้าที่ซักเพียงครั้งเดียว หรือผ้าเทียมผ้าใหม่ (วิ.อ. ๓/๒๑๘)
หน้า ๒๓๙

ผ้าสังฆาฏิสี่ชั้น ผ้าอุตตราสงค์สองชั้น ผ้าอันตรวาสกสองชั้น สำหรับผ้าที่เก็บไว้ค้างฤดู พึงทำอุตสาหะในผ้าบังสุกุลจนพอต้องการ หรือทำอุตสาหะในผ้าเท่าที่ตกตามร้านตลาด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตผ้าปะ การชุน รังดุม ลูกดุม การทำให้มั่น”

๑๘. เรื่องนางวิสาขา

{๑๕๓} [๓๔๙] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่พระนครพาราณสี ตามพระพุทธาภิรมย์แล้วเสด็จจาริกไปทางพระนครสาวัตถี เสด็จจาริกไปโดยลำดับ ได้ถึงพระนครสาวัตถีแล้ว นัยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถีนั้นครั้งนั้น นางวิสาขามิคารมารดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งอยู่ ณ ที่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงทำอุตสาหะในผ้าบังสุกุลจนพอต้องการ หมายถึงทรงรับสั่งให้ภิกษุแสวงหาผ้าบังสุกุลอย่างไม่มีเขตกำหนด (วิ.อ. ๓/๒๑๘)
  2. ๒คำว่า มิคารมารดา หมายถึงนางวิสาขามหาอุบาสิกาได้ชื่อว่ามิคารมารดา เพราะเศรษฐีชื่อว่ามิคาระยกย่องในทางคุณธรรมให้อยู่ในฐานเป็นมารดาของตน (ม.มู.อ. ๒/๗๔, ขุ.อุ.อ. ๑๖๕, ขุ.สุ.อ. ๒/๓๓๔) ตามประวัติ นางวิสาขาเป็นมหาอุบาสิกาสำคัญในครั้งพุทธกาล เป็นธิดาของธนัญชัยเศรษฐีและนางสุมนา เกิดที่เมืองภัททิยะในแคว้นอังคะ ได้บรรลุโสดาปัตติผล (เป็นพระโสดาบัน) ตั้งแต่อายุ ๗ ขวบ ต่อมาได้ย้ายตามบิดามาอยู่ที่เมืองสาเกตในแคว้นโกศลแล้วได้สมรสกับนายปุณณวัฒน์ บุตรชายของมิคารเศรษฐีแห่งเมืองสาวัตถี และย้ายไปอยู่ในตระกูลฝ่ายสามี นางสามารถกลับใจมิคารเศรษฐี บิดาของสามีซึ่งนับถือพวกนิครนถ์ให้หันมานับถือพระพุทธศาสนา มิคารเศรษฐีจึงนับถือนางมากถึงขนาดเรียกนางว่าเป็นแม่ ด้วยเหตุนี้ นางจึงได้ชื่อใหม่ว่า มิคารมารดา (มารดาของมิคารเศรษฐี) นางวิสาขาได้อุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์อย่างมากมาย ได้ขายเครื่องประดับประจำตัวชื่อมหาลดาปสาธน์ ซึ่งมีค่าสูงยิ่ง เพื่อนำเงินมาสร้างวัดถวายแด่พระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ คือ มิคารมาตุปราสาท

จบ พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด