arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จีวรขันธกะ

ถวายจีวรเป็นของสงฆ์ เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๒/๑๘ ในจีวรขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๒๒๒. สํฆิกจีวรุปฺปาทกถา

๒๒๒. สังฆิกจีวรุปปาทกถา

ว่าด้วยการให้จีวรเกิดขึ้นแก่สงฆ์

เรื่องภิกษุรูปเดียวจำพรรษา

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จีวรขันธกะ ถวายจีวรเป็นของสงฆ์ (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

บาลี (มหาจุฬาฯ) เล่ม ๕ หน้า ๑๖๒–๑๖๔ · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒) เล่ม ๕ หน้า ๒๓๔–๒๓๖

บาลี (มหาจุฬาฯ)

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ เอโก วสฺสํ วสิ. ตตฺถ มนุสฺสา “สํฆสฺส เทมา”ติ จีวรานิ อทํสุ. อถ โข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ “ภควตา ปญฺญตฺตํ ‘จตุวคฺโค ปจฺฉิโม สํโฆ’ติ, อหญฺจมฺหิ เอกโก, อิเม จ มนุสฺสา ‘สํฆสฺส เทมา’ติ จีวรานิ อทํสุ, ยนฺนูนาหํ อิมานิ สํฆิกานิ จีวรานิ สาวตฺถึ หเรยฺยนฺ”ติ. อถ โข โส ภิกฺขุ ตานิ จีวรานิ อาทาย สาวตฺถึ คนฺตฺวา ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสิ. ตุยฺเหว ภิกฺขุ ตานิ จีวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายาติ. อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอโก วสฺสํ วสติ, ตตฺถ มนุสฺสา “สํฆสฺส เทมา”ติ จีวรานิ เทนฺติ, อนุชานามิ ภิกฺขเว ตสฺเสว ตานิ จีวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายาติ.

เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร ภิกฺขุ อุตุกาลํ เอโก วสิ. ตตฺถ มนุสฺสา “สํฆสฺส เทมา”ติ จีวรานิ อทํสุ. อถ โข ตสฺส ภิกฺขุโน เอตทโหสิ “ภควตา ปญฺญตฺตํ ‘จตุวคฺโค ปจฺฉิโม สํโฆ’ติ, อหญฺจมฺหิ เอกโก, อิเม จ มนุสฺสา ‘สํฆสฺส เทมา’ติ จีวรานิ อทํสุ, ยนฺนูนาหํ อิมานิ สํฆิกานิ จีวรานิ สาวตฺถึ หเรยฺยนฺ”ติ. อถ โข โส ภิกฺขุ ตานิ จีวรานิ อาทาย สาวตฺถึ คนฺตฺวา ภิกฺขูนํ เอตมตฺถํ อาโรเจสิ. ภิกฺขู ภควโต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ. อนุชานามิ ภิกฺขเว สมฺมุขีภูเตน สํเฆน ภาเชตุํ, อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ อุตุกาลํ เอโก วสติ, ตตฺถ มนุสฺสา “สํฆสฺส เทมา”ติ จีวรานิ เทนฺติ. อนุชานามิ ภิกฺขเว เตน ภิกฺขุนา ตานิ จีวรานิ อธิฏฺฐาตุํ “มยฺหิมานิ จีวรานี”ติ. ตสฺส เจ ภิกฺขเว ภิกฺขุโน ตํ จีวรํ อนธิฏฺฐิเต อญฺโญ ภิกฺขุ อาคจฺฉติ, สมโก ทาตพฺโพ ภาโค. เตหิ เจ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ตํ จีวรํ ภาชิยมาเน อปาติเต กุเส อญฺโญ ภิกฺขุ อาคจฺฉติ, สมโก ทาตพฺโพ ภาโค. เตหิ เจ ภิกฺขเว ภิกฺขูหิ ตํ จีวรํ ภาชิยมาเน ปาติเต กุเส อญฺโญ ภิกฺขุ อาคจฺฉติ, นากามา ทาตพฺโพ ภาโคติ.

เตน โข ปน สมเยน เทฺว ภาติกา เถรา อายสฺมา จ อิสิทาโส อายสฺมา จ อิสิภตฺโต (๑) สาวตฺถิยํ วสฺสํวุตฺถา อญฺญตรํ คามกาวาสํ อคมํสุ. มนุสฺสา “จิรสฺสาปิ เถรา อาคตา”ติ สจีวรานิ ภตฺตานิ อทํสุ. อาวาสิกา ภิกฺขู เถเร ปุจฺฉึสุ “อิมานิ ภนฺเต สํฆิกานิ จีวรานิ เถเร อาคมฺม อุปฺปนฺนานิ, สาทิยิสฺสนฺติ เถรา ภาคนฺ”ติ. เถรา เอวมาหํสุ “ยถา โข มยํ อาวุโส ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานาม, ตุมฺหากํเยว ตานิ จีวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายา”ติ.

เตน โข ปน สมเยน ตโย ภิกฺขู ราชคเห วสฺสํ วสนฺติ. ตตฺถ มนุสฺสา “สํฆสฺส เทมา”ติ จีวรานิ เทนฺติ. อถ โข เตสํ ภิกฺขูนํ เอตทโหสิ “ภควตา ปญฺญตฺตํ ‘จตุวคฺโค ปจฺฉิโม สํโฆ’ติ, มยญฺจมฺหา ตโย ชนา, อิเม จ มนุสฺสา ‘สํฆสฺส เทมา’ติ จีวรานิ เทนฺติ, กถํ นุ โข อมฺเหหิ ปฏิปชฺชิตพฺพนฺ”ติ. เตน โข ปน สมเยน สมฺพหุลา เถรา อายสฺมา จ นิลวาสี อายสฺมา จ สาณวาสี อายสฺมา จ โคปโก (๒) อายสฺมา จ ภคุ อายสฺมา ผลิกสนฺทาโน (๓) ปาตลิปุตฺเต (๔) วิหรนฺติ กุกฺกุฏาราเม. อถ โข เต ภิกฺขู ปาตลิปุตฺตํ คนฺตฺวา เถเร ปุจฺฉึสุ. เถรา เอวมาหํสุ “ยถา โข มยํ อาวุโส ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานาม, ตุมฺหากํเยว ตานิ จีวรานิ ยาว กฐินสฺส อุพฺภารายา”ติ.

เชิงอรรถ (บาลี (มหาจุฬาฯ))
  1. ๑ฉ.ม. อิสิภโฏ
  2. ๒ฉ.ม. โคตโก
  3. ๓ฉ.ม. ผฬิกสนฺตาโน
  4. ๔ก. ปาตลิปุฏฺเฏ
ไทย (มหาจุฬาฯ ๒)

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอยู่จำพรรษาผู้เดียว คนทั้งหลายในถิ่นนั้นได้ ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า “พวกเราขอถวายแก่สงฆ์”

ต่อมา ภิกษุนั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ‘ภิกษุมี ๔ รูปเป็นอย่างน้อย ชื่อว่าสงฆ์’ แต่เรามีผู้เดียว และคนเหล่านี้ได้ถวาย จีวรด้วยกล่าวว่า ‘พวกเราขอถวายแก่สงฆ์’ อย่ากระนั้นเลย เราพึงนำจีวรของสงฆ์ เหล่านี้ไปกรุงสาวัตถี” แล้วได้นำจีวรเหล่านั้นไปยังกรุงสาวัตถี ได้กราบทูลเรื่องนี้ให้ พระผู้มีพระภาคทรงทราบพระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ภิกษุ จีวรเหล่านั้นเป็นของเธอผู้เดียวจนถึงคราว เดาะกฐิน ภิกษุทั้งหลาย แต่ในกรณีนี้มีภิกษุจำพรรษารูปเดียว คนทั้งหลายในถิ่น นั้นได้ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า ‘พวกเราขอถวายแก่สงฆ์’ ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต จีวรเหล่านั้นแก่เธอรูปเดียวจนถึงคราวเดาะกฐิน”

เรื่องภิกษุอยู่รูปเดียวตลอดฤดูกาล

สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งอยู่รูปเดียวตลอดฤดูกาล คนทั้งหลายในถิ่นนั้นได้ ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า “พวกเราขอถวายแก่สงฆ์”

ลำดับนั้น ภิกษุนั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ‘ภิกษุมี ๔ รูปเป็นอย่างน้อย ชื่อว่าสงฆ์’ แต่เรามีผู้เดียว และคนเหล่านี้ได้ถวาย จีวรด้วยกล่าวว่า ‘พวกเราขอถวายแก่สงฆ์’ อย่ากระนั้นเลย เราพึงนำจีวรของสงฆ์ เหล่านี้ไปกรุงสาวัตถี” แล้วได้นำจีวรเหล่านั้นไปยังกรุงสาวัตถี แล้วบอกเรื่องนั้นแก่ ภิกษุทั้งหลายภิกษุทั้งหลายจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคให้ทรงทราบ

พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สงฆ์พร้อมใจกันแจกกัน

ภิกษุทั้งหลาย แต่ในกรณีนี้ภิกษุอยู่รูปเดียวตลอดฤดูกาล คนทั้งหลายในถิ่น นั้นได้ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า ‘พวกเราขอถวายแก่สงฆ์’

ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุนั้นอธิษฐานจีวรเหล่านั้นว่า ‘จีวรเหล่านี้เป็น ของเรา’

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุนั้นยังไม่ได้อธิษฐานจีวรนั้น มีภิกษุรูปอื่นมาก็พึง ให้ส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังแบ่งจีวรนั้น แต่ยังไม่ได้จับสลาก มีภิกษุรูปอื่นมาก็พึงให้ส่วนแบ่งเท่า ๆ กัน

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุเหล่านั้นกำลังแบ่งจีวรนั้น และจับสลากเสร็จ แล้วมีภิกษุรูปอื่นมา ภิกษุเหล่านั้นไม่ต้องการก็ไม่ต้องให้ส่วนแบ่ง”

เรื่องพระเถระสองพี่น้อง

สมัยนั้น มีพระเถระสองพี่น้อง คือ ท่านพระอิสิทาสและท่านพระอิสิภัต จำ พรรษาอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้เดินทางไปอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง

คนทั้งหลายกล่าวว่า “นาน ๆ พระเถระทั้งหลายจะมา” จึงได้ถวายภัตตาหาร พร้อมด้วยจีวร

ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ประจำในอาวาสถามพระเถระทั้งสองว่า “ท่านขอรับ จีวร ของสงฆ์เหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยพระเถระ พระเถระจะยินดีส่วนแบ่งไหม”

พระเถระทั้งสองกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเรารู้ทั่วถึงธรรมตามที่ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว จีวรเหล่านั้นเป็นของพวกท่านเท่านั้นจนถึงคราว เดาะกฐิน”

เรื่องภิกษุ ๓ รูปจำพรรษาในกรุงราชคฤห์

สมัยนั้น ภิกษุ ๓ รูปจำพรรษาอยู่ในกรุงราชคฤห์ คนทั้งหลายในถิ่นนั้น ได้ถวายจีวรโดยกล่าวว่า “พวกเราขอถวายแก่สงฆ์”

ต่อมา ภิกษุเหล่านั้นได้ปรึกษากันดังนี้ว่า “พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้ว่า ‘ภิกษุมี ๔ รูปเป็นอย่างน้อย ชื่อว่าสงฆ์’ แต่พวกเรามีอยู่ ๓ รูป และคนเหล่านี้ ได้ถวายจีวรด้วยกล่าวว่า ‘พวกเราขอถวายแก่สงฆ์’ พวกเราจะปฏิบัติอย่างไรหนอ”สมัยนั้น พระเถระหลายรูป คือ ท่านพระนีลวาสี ท่านพระสาณวาสี ท่าน พระโคปกะ ท่านพระภคุ และท่านพระผลิกสันทานะอยู่ในกุกกุฏาราม เขตกรุง ปาตลีบุตร

ภิกษุ ๓ รูปนั้นได้เดินทางไปกรุงปาตลีบุตรแล้วสอบถามพระเถระทั้งหลาย

พระเถระทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลาย พวกเรารู้ทั่วถึงธรรมตามที่ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงแล้ว จีวรเหล่านั้นเป็นของพวกท่านเท่านั้นจนถึงคราว เดาะกฐิน”

เชิงอรรถ (ไทย (มหาจุฬาฯ ๒))
  1. ๑ฤดูกาล ในที่นี้ หมายถึงฤดูกาลอื่นนอกจากฤดูฝน (วิ.อ. ๓/๓๖๓/๒๒๐)

จบ ถวายจีวรเป็นของสงฆ์