arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค · จัมเปยยขันธกะ

พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น เล่ม ๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๙๙–๒๐๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๘ ในจัมเปยยขันธกะมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระวินัยปิฎก มหาวรรค จัมเปยยขันธกะ พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น (ฉบับหลวง เล่ม ๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๕)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๗ หน้า ๔๐๓–๔๑๑

หน้า ๔๐๓

พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น

[๑๙๙] ครั้งนั้น ท่านพระอุบาลีเข้าไปในพุทธสำนัก ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันกลับทำในที่ลับหลัง การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า ?

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรมไม่เป็นวินัย.

อุ. สงฆ์พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถาม แต่ทำโดยไม่สอบถาม. . . ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยมิได้ปฏิญาณ. . . ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย. . . ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย. . .

ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยกากรรม . . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม. . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม . . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม. . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม. . . ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม. . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. . .

อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต . . . ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาน ให้อุปสมบทกุลบุตร การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า

ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัยกรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า แต่สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันกลับทำเสียในที่ลับหลังอย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้สงฆ์ย่อมมีโทษ.

หน้า ๔๐๔

อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถาม แต่ทำโดยไม่สอบถาม. . .ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยมิได้ปฏิญาณ . . . ให้อมูฬห-วินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . . ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม. . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม. . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม. . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม. . . ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม. . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม . . . อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต . . . ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสมบทกุลบุตรอย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้สงฆ์ย่อมมีโทษ.

[๒๐๐] อุ. กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำในที่พร้อมหน้า การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรมเป็นวินัยหรือหนอพระพุทธเจ้าข้า ?

ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย.

อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำกรรมที่ควรสอบถามแล้วทำโดยการสอบถาม . . . ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยการปฏิญาณ . . . ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย. . . ให้อมูฬหวินัย แก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย. . . ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม . . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม . . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม. . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม . . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม . . .

หน้า ๔๐๕

ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส. . . ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต . . . อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน. . .

อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า ?

ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัย กรรมที่ควรทำในที่พร้อมหน้า สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำในที่พร้อมหน้า อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.

อุบาลี สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำกรรมที่ควรสอบถามแล้วทำโดยสอบถาม. . . ทำกรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ โดยการปฏิญาณ. . . ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย. . . ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย . . .ทำตัสสปาปิย-สิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม. . . ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม . . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม . . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม . . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม . . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส . . . ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. . .

ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต. . . อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน. . . อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยและการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.

[๒๐๑] อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬิหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . . ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ครองอมูฬหวินัย การกระทำนั้น ชื่อว่า กรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า ?

หน้า ๔๐๖

ภ. อุบายลี ถารกระทำนั้นชื่อว่า กรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย.

อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬห-วินัย . . . ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกาธรรม . . . ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม. . . ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุควรตัชชนียกรรม. . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม. . . ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม . . .

ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม . . .ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม . . .

ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ปฎิสารณียกรรม. . . ทำปฎิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม . . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม . . . ทำอุกเขป-นียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส. . . ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติ . . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม . . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม . . . ชักภิกษุผู้ควรมานัตเข้าหาอาบัติเดิม . . . อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต . . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน. . . ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสม-บทกุลบุตร. . . อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยหรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า ?

ภ. อุบาลี การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย อุบาลีสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . . ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัยและการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุ ผู้ควรอมูฬหวินัย. . .ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำตัชชนียกรรมแก่

หน้า ๔๐๗

ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม. . . ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม. . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม . . . ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม. . . ทำนิยส-กรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม. . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม. . . ทำอุก-เขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม . . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม . . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม. . . ทำอุก-เขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส . . . ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติ . . .

ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม . . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม . . . ชักภิกษุผู้ควรมานัตเข้าหาอาบัติเดิม . . . อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต . . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอัพภาน. . . ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานอุป-สมบทกุลบุตร. . . อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แลอุบาลีชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

[๒๐๒] อุ. สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย. . . ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า ?

ภ. อุบาลี การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย.

อุ สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย . . .

ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม . . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม . . .

ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม. . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฎิสารณียกรรม. . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม

. . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส . . . ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชัก

หน้า ๔๐๘

เข้าหาอาบัติเดิม. . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต. . . อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน. . . อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท การกระทำนั้นชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย หรือหนอ พระพุทธเจ้าข้า ?

ภ. อุบาลี การกระทำนั้น ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย อุบาลีสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . . ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล อุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัยและการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย . . .

ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม . . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม . . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม . . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม . . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม . . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรปริวาส . . . ชักเข้าหาอาบัติเดิมซึ่งภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรมานัต . . . อัพภานภิกษุผู้ควรอัพภาน. . . อุปสมบทกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แลอุบาลี ชื่อว่ากรรมเป็นธรรม เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมไม่มีโทษ.

[๒๐๓] ครั้งนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับ สั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัยอย่างนี้แลภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมม่โทษ.

หน้า ๔๐๙

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . .

ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . ท่านิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . .

ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย. . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย. . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย. . . ชักภิกษุผู้ควรสติวินัยเข้าหาอาบัติเดิม . . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย . . . อัพภานภิกษุผู้ควรสติวินัย . . . ให้ภิกษุผู้ควรสติวินัยให้อุปสมบทกุลบุตร อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัยและการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬห-วินัยอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย . . .

ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย . . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย. . . ทำอุกเขปนีย-กรรมแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย. . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย. . .

ชักภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยเข้าหาอาบัติเดิม . . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย. . . อัพภานภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย . . . ให้ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัยให้อุปสมบท-กุลบุตร. . . ใหัสติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลายชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิย-สิกากรรม . . . ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำปัพพา-ชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้

หน้า ๔๑๐

ควรตัสสปาปิยสิกากรรม . . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม. . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม. . . ให้สติวินัยแก่ภิกษุผู้ควรตัสสปาปิยสิกากรรม. . . ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรจตัสสปาปิยสิกากรรมอย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ.

สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ทำนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม . . .

ทำปัพพาชนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม . . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม. . . ทำอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุควรปฏิสารณียกรรม. . . ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควรอุกเขปนียกรรม . . . ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม. . . ให้มานัตแก่ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม. . . อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต. . .

ให้ภิกษุผู้ควรอัพภานให้อุปสมบทกุลบุตร. . . ให้สติวินัยแก่กุลบุตรผู้ควรอุป-สมบท. . . ให้อมูฬหวินัยแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท. . . ทำตัสสปาปิยสิกากรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท. . . ทำตัชชนียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท. . .

ทำนิยสกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท. . . ทำปัพพาชนียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท. . . ทำปฏิสารณียกรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท . . . ทำอุกเขปนีย-กรรมแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท. . . ให้ปริวาสแก่กุลบุตรผู้ควรอุปสมบท. . .

ชักกุลบุตรผู้ควรอุปสมบทเข้าหาอาบัติเติม. . . ให้มานัตแก่กุลบุตรผู้ควรอุป-สมบท. . . อัพภานกุลบุตรผู้ควรอุปสมบท อย่างนี้แล ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากรรมไม่เป็นธรรม ไม่เป็นวินัย และการกระทำอย่างนี้ สงฆ์ย่อมมีโทษ

อุบาลีปุจฉาภาณวาร ที่ ๒ จบ

หน้า ๔๑๑

ตัชชนียกรรม

[๒๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ในเรื่องนั้นถ้าภิกษุทั้งหลายได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ก่อความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ทำความอื้อฉาวก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุนั้น ภิกษุรูปนั้น ไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ไปปรึกษาตกลงกัน อย่างนี้ ว่าอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนีย-กรรม

เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอดังนี้ แล้วได้พร้อมเพรียงกันโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้น ไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้นภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่าอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์พร้อมเพรียงกันโดยไม่เป็นธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้นอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรค โดยธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละพวกเราจะลงตัชชนีกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้เป็นวรรคโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น ภิกษุรูปนั้นไปจากอาวาสนั้นสู่อาวาสแม้อื่น แม้ในอาวาสนั้น ภิกษุทั้งหลายก็ได้ปรึกษาตกลงกันอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลายภิกษุรูปนี้แล ถูกสงฆ์เป็นวรรคโดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรม เอาละ พวกเราจะลงตัชชนียกรรมแก่เธอ ดังนี้ แล้วได้พร้อมเพรียงกัน โดยเทียมธรรมลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุรูปนั้น.

จบ พระอุบาลีทูลถามปัพพาชนียกรรมเป็นต้น