พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๔
ลักษณกถา เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๙๕๖–๙๖๘ (Royal Thai)7/10 in วรรคที่ ๔4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๔ ลักษณกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 459–463
(๓๙) ๗. ลักขณกถา
ว่าด้วยลักษณะของพระโพธิสัตว์
{๙๕๖} [๔๐๐] สกวาทีถามว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?
ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะบางส่วน เป็นพระโพธิสัตว์บางส่วนหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๕๗} ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะ ๑ ใน ๓ ส่วน เป็นพระโพธิสัตว์ ๑ ใน ๓ ส่วนหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๕๘} ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะกึ่งหนึ่ง เป็นพระโพธิสัตว์กึ่งหนึ่งหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๕๙} ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอุตตราปถกะ ซึ่งมีความเห็นว่าเฉพาะพระโพธิสัตว์เท่านั้น จึงจะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษ ๓๒ ประการ เพราะศึกษาลักขณสูตรที่ว่า “ซึ่งเป็นเหตุให้พระมหาบุรุษผู้มีพร้อมมูลแล้วย่อมมีคติเป็น ๒ อย่างเท่านั้น” โดยไม่แยบคาย (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๖) ซึ่งที่จริง ตามหลักของสกวาที พระเจ้าจักรพรรดิก็สมบูรณ์ด้วยลักษณะมหาบุรุษนั้นเช่นกัน
ป. ถูกแล้ว
ส. จักกวัตติสัตว์เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะ จักกวัตติสัตว์ก็เป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๐} ส. จักกวัตติสัตว์เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะ จักกวัตติสัตว์ก็เป็นพระโพธิสัตว์หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การแสดงธรรมของพระโพธิสัตว์เป็นเช่นใด บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การแสดงธรรมของจักกวัตติสัตว์ก็เป็นเช่นนั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๑} [๔๐๑] ส. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ พวกเทวดารับก่อน พวกมนุษย์รับภายหลัง ฉันใด เมื่อจักกวัตติสัตว์ประสูติ พวกเทวดารับก่อนพวกมนุษย์รับภายหลัง ฉันนั้นเหมือนกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๒} ส. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ เทพบุตร ๔ องค์รับแล้ววางไว้เบื้องหน้าพระมารดา กราบทูลว่า “ข้าแต่พระเทวี ทรงดีพระทัยเถิด พระโอรสผู้มีศักดิ์ใหญ่ของพระองค์ประสูติแล้ว” ฉันใด เมื่อจักกวัตติสัตว์ประสูติเทพบุตร ๔ องค์รับแล้ววางไว้เบื้องหน้าพระมารดา กราบทูลว่า “ข้าแต่พระเทวี ทรงดีพระทัยเถิด พระโอรสผู้มีศักดิ์ใหญ่ของพระองค์ประสูติแล้ว” ฉันนั้นเหมือนกันหรือ ?
- ๑จักกวัตติสัตว์ หมายถึงบุคคลผู้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ในที่นี้แปลรักษารูปบาลี จกฺกวตฺติสตฺโค เพื่อเข้าคู่กับคำว่า โพธิสตฺโต พระโพธิสัตว์
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๓} ส. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ ธารนํ้าทั้ง ๒ คือ ธารนํ้าเย็น ๑ ธารน้ำร้อน ๑ ปรากฏจากอากาศสำหรับเป็นน้ำสรงของพระโพธิสัตว์และพระมารดา ฉันใด เมื่อจักกวัตติสัตว์ประสูติ ธารน้ำทั้ง ๒ คือ ธารน้ำเย็น ๑ ธารน้ำร้อน ๑ ก็ปรากฏจากอากาศสำหรับเป็นน้ำสรงของจักกวัตติสัตว์และพระมารดา ฉันนั้นเหมือนกันหรือ
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๔} ส. พระโพธิสัตว์พอประสูติแล้วเดี๋ยวนั้นก็ทรงยืนได้ด้วยพระบาททั้งสองอันเสมอ ผันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร ทรงดำเนินได้ ๗ ก้าว มีพระกลดขาวกั้นตามไป ทรงแลดูทิศทั้งปวง และทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า ‘เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก’ ดังนี้ ฉันใด จักกวัตติสัตว์ พอประสูติแล้วเดี๋ยวนั้น ก็ทรงยืนได้ด้วยพระบาททั้งสองอันเสมอ ผินพระพักตร์ไปทางทิศอุดร ทรงดำเนินไปได้ ๗ ก้าว มีพระกลดขาวกั้นตามไป ทรงแลดูทิศทั้งปวง และทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า ‘เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก’ ดังนี้ ฉันนั้นเหมือนกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๕} ส. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ ย่อมปรากฏแสงสว่างใหญ่ โอภาสใหญ่ แผ่นดินไหวใหญ่ ฉันใด เมื่อจักกวัตติสัตว์ประสูติ ก็ย่อมปรากฏแสงสว่างใหญ่ โอภาสใหญ่ แผ่นดินไหวใหญ่ ฉันนั้นเหมือนกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๖} ส. พระกายตามปกติของพระโพธิสัตว์ฉายพระรัศมีออกไปวาหนึ่งโดยรอบ ฉันใด พระกายตามปกติของจักกวัตติสัตว์ก็ฉายพระรัศมีออกไปวาหนึ่งโดยรอบ ฉันนั้นเหมือนกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๗} ส. พระโพธิสัตว์ทรงเห็นมหาสุบิน ฉันใด จักกวัตติสัตว์ก็ทรงเห็นมหาสุบิน ฉันนั้นเหมือนกันหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๖๘} [๔๐๒] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษมี ๓๒ ประการเหล่านี้ ซึ่งเป็นเหตุให้พระมหาบุรุษผู้มีพร้อมมูลแล้วย่อมมีคติเป็น ๒ อย่างเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นพระราชาโดยธรรม เป็นใหญ่ในแผ่นดินซึ่งมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีราชอาณาจักรมั่นคง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้วเป็นที่ ๗ มีพระราชบุตรมากกว่าพันองค์ ซึ่งล้วนกล้าหาญ มีรูปร่างองอาจ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้ พระองค์ทรงชำนะโดยธรรม มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดินนี้อันมีสาครเป็นขอบเขต แต่ถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้ประกอบด้วยลักษณะก็ต้องเป็นพระโพธิสัตว์
จบ ลักขณกถา
- ๑พึงดูเทียบใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๑๙๙/๑๗๒-๑๗๓
(๔๐) ๘. นิยาโมกกันติกถา
ว่าด้วยการหยั่งลงสู่นิยามของพระโพธิสัตว์
{๙๖๙} [๔๐๓] สกวาทีถามว่า พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่นิยาม ประพฤติพรหมจรรย์แล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะหรือ ?
ส. พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๙๗๐} ส. พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นสาวกแล้วจึงเป็นพระพุทธเจ้าหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น...
{๙๗๑} ส. เป็นสาวกแล้วจึงเป็นพระพุทธเจ้าหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการฟังตามหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑คำว่า นิยาม และคำว่า พรหมจรรย์ ในที่นี้หมายถึงอริยมรรค ดังนั้น คำว่า หยั่งลงสู่นิยามประพฤติพรหมจรรย์ ในที่นี้จึงหมายถึงบรรลุอริยมรรค (อภิ.ปญฺจ.อ ๒๐๖)
- ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะซึ่งมีความเห็นว่าพระโพธิสัตว์สามารถบรลุอริยมรรคได้ในศาสนาของพระพุทธเจ้าในอดีต โดยถือการบวชของโชติปาลมาณผู้เป็นพระโพธิสัตว์ ว่าเคยบรรลุอริยมรรคในศาสนาของพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นกรณีตัวอย่าง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๐๖)
End of ลักษณกถา