arnon.worldSign in

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๒

วจีเภทกถา เล่ม ๓๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๕๗๕–๖๒๑ (Royal Thai)5/11 in วรรคที่ ๒4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ วจีเภทกถา (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 37, pp. 315–328

Page 315

ป. ถูกแล้ว

ส. ผู้อื่นพึงแนะนำโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผลหรือ อรหัตตผลแก่พระอรหันต์หรือป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

จบ ปรวิตารณกถา

(๑๔) ๕. วจีเภทกถา

ว่าด้วยเรื่องการเปล่งวาจาขณะบรรลุมรรคผล

{๕๗๕} [๓๒๖] สกวาทีถามว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในภพทั้งปวงมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๗๖} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในกาลทั้งปวงมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๗๗} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนกายปุพพเสลิยะเป็นต้น ซึ่งมีความเห็นว่า ในขณะที่บุคคลผู้เข้าปฐมฌานเป็นต้นจะบรรลุมรรคผล ย่อมมีการเปล่งวาจาว่าทุกข์เป็นต้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๘๓)
Page 316

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานทั้งปวงมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๗๘} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจามีอยู่ในสมาบัติทั้งปวงหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๗๙} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การไหวกายของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๘๐} ส. การไหวกายไม่มีแก่ผู้เข้าฌานหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าฌานหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๘๑} ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ การเปล่งวาจาก็มีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ การไหวกายก็มีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๘๒} ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การไหวกายไม่มีหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การเปล่งวาจาไม่มีหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Page 317

{๕๘๓} [๓๒๗] ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ย่อมเปล่งวาจาว่าสมุทัยหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๘๔} ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ย่อมเปล่งวาจาว่านิโรธหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๘๕} ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ย่อมเปล่งวาจาว่ามรรคหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๘๖} ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ก็ไม่เปล่งวาจาว่าสมุทัยหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์หรือ ?

ป. ไม่ควรกลาวอย่างนั้น ...

{๕๘๗} ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ก็ไม่เปล่งวาจาว่านิโรธหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๘๘} ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ก็ไม่เปล่งวาจาว่ามรรคหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Page 318

ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๘๙} [๓๒๘] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ญาณมีอะไรเป็นโคจร ?

ป. ญาณมีสัจจะเป็นโคจร ?

ส. โสตวิญญาณมีสัจจะเป็นโคจรหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๙๐} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. โสตวิญญาณมีอะไรเป็นโคจร ?

ป. โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร

ส. ญาณมีเสียงเป็นโคจรหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๙๑} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจรหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ญาณ ในที่นี้หมายถึงญาณในอริยสัจ ๔ (จตุสัจจญาณ) ซึ่งเป็นโลกุตตระ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๘๔)
Page 319

{๕๙๒} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจรหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การประชุมแห่งผัสสะ ๒ แห่งเวทนา ๒ แห่งสัญญา ๒ แห่งเจตนา ๒ แห่งจิต ๒ มีได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๙๓} [๓๒๙] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๙๔} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ... ของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ... วิญญานัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ ... เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๙๕} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าการเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”

Page 320

{๕๙๖} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ... ไม่มีแก่ผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ ... เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าการเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ท่านไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”{๕๙๗} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยสมาบัติมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๙๘} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌาน ที่เป็นโลกิยะมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๕๙๙} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Page 321

ส. หากว่าการเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”{๖๐๐} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมณานที่เป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าการเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”{๖๐๑} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าการเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าจตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”{๖๐๒} [๓๓๐] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๐๓} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๐๔} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะหรือ ?

Page 322

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๐๕} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะหรือป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระหรือ

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๐๖} [๓๓๑] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๐๗} ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าตติยฌาน ... จตุตถฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๐๘} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Page 323

{๖๐๙} ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าตติยฌาน ... จตุตถฌานที่เป็นโลกุตตระหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๑๐} [๓๓๒] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตกวิจารว่าเป็นวจีสังขาร (สภาพปรุงแต่งวาจา) และวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตกวิจารว่าเป็นวจีสังขาร และวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”{๖๑๑} ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตกวิจารว่าเป็นวจีสังขาร และวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. วิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้นั้นจีงมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

Page 324

{๖๑๒} ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตกวิจารว่าเป็นวจีสังขาร และวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. วิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ... ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์นั้นก็มีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๑๓} ป. ไม่ควรกล่าวว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีวิตกเป็นสมุฏฐานและวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่”{๖๑๔} ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีวิตกเป็นสมุฏฐานและวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Page 325

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีสัญญาเป็นสมุฏฐาน และสัญญาของผู้เข้าทุติยฌานก็มีอยู่ วิตกวิจารของผู้เข้าทุติยฌานนั้นจึงมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๑๕} ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีวิตกเป็นสมุฏฐานและวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีสัญญาเป็นสมุฏฐาน และสัญญาของผู้เข้าตติยฌาน ... จตุตถฌาน ... อากาสานัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติก็มีอยู่ วิตกวิจารของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้นจึงยังมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๑๖} [๓๓๓] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. คำว่า “เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. หากว่าคำว่า “เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง ท่านก็ไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่”

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๖๓/๒๙๙
Page 326

{๖๑๗} ส. คำว่า “เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้นก็มีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. คำว่า “เมื่อภิกษุเข้าทุติยฌาน วิตกวิจารย่อมดับไป” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง ถึงกระนั้น วิตกวิจารของผู้นั้นก็มีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๑๘} ส. คำว่า “เมื่อภิกษุเข้าปฐมฌาน วาจาย่อมดับ” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้นก็มีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. คำว่า “เมื่อภิกษุเข้าตติยฌาน ปีติย่อมดับไป ... เมื่อเข้าจตุตถฌาน ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมดับไป ... เมื่อเข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ รูปสัญญาย่อมดับไป ... เมื่อเข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากาสานัญจายตนสัญญาย่อมดับไป ... เมื่อเข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสัญญาย่อมดับไป...เมื่อเข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสัญญาย่อมดับไป เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับไป” ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง ถึงกระนั้น สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นก็มีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๑๙} ป. ท่านไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นปฏิปักษ์ของปฐมฌาน มิใช่หรือ ?

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๖๓/๒๙๙
  2. ๒พึงดูเทียบใน องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๗๒/๑๘๐ (ข้อ ๕ แห่งปฏิปักษ์ ๑๐ ประการ)
Page 327

ส. ถูกแล้ว

ป. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นปฏิปักษ์ของปฐมฌาน ด้วยเหตุนั้น ท่านก็ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานยังมีอยู่”

{๖๒๐} ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นปฏิปักษ์ของปฐมฌาน ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานจึงมีอยู่หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตกวิจารว่าเป็นปฏิปักษ์ของทุติยฌาน ... ตรัสปีติว่าเป็นปฏิปักษ์ของตติยฌาน ... ตรัสลมอัสสาสะปัสสาสะว่าเป็นปฏิปักษ์ของจตุตถฌาน ... ตรัสรูปสัญญาว่าเป็นปฏิปักษ์ของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ... ตรัสอากาสานัญจายตนสัญญาว่าเป็นปฏิปักษ์ของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... ตรัสวิญญาณัญจายตนสัญญาว่าเป็นปฏิปักษ์ของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ... ตรัสอากิญจัญญายตนสัญญาว่า เป็นปฏิปักษ์ของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ... ตรัสสัญญาและเวทนาว่าเป็นปฏิปักษ์ของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นจึงมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๒๑} ป. ท่านไม่ควรยอมรับว่า “การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ดูก่อนอานนท์ สาวกชื่ออภิภูของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลก ได้ประกาศกะหมื่นโลกธาตุด้วยเสียงว่า

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน องฺ.ทสก. (แปล) ๒๔/๗๒/๑๘๐ (ข้อ ๖,๗,๘,๙ แห่งปฏิปักษ์ ๑๐ ประการ)
Page 328

‘ท่านทั้งหลายจงเริ่มต้น จงก้าวไปข้างหน้า จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาแห่งมัจจุเสียเหมือนช้างกำจัดเรือนไม้อ้อฉะนั้นผู้ใดเป็นผู้ไม่ประมาทในพระธรรมวินัยนี้อยู่ ผู้นั้นจักละลงสารคือการเวียนว่ายตายเกิดแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ได้”

ดังนี้ มีพระสูตรอยู่จริง มิใช่หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. ถ้าอย่างนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานจึงมีอยู่

จบ วจีเภทกถา

(๑๕) ๖. ทุกขาหารกถา

ว่าด้วยเรื่องการเกิดญาณรู้แจ้งทุกข์

{๖๒๒} [๓๓๔] สกวาทีถามว่า การกล่าวว่าทุกข์เป็นองค์ของมรรค นับเนื่องในมรรคหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. ทุกคนผู้กล่าวคำว่า ทุกข์ ชื่อว่าเจริญมรรคได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๖๒๓} ส. ทุกคนผู้กล่าวคำว่า ทุกข์ ชื่อว่าเจริญมรรคได้หรือ ?

ป. ถูกแล้ว

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พึงดูเทียบใน สํ.ส. (แปล) ๑๕/๑๘๕/๒๖๔
  2. ๒ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะ ซึ่งมีความเห็นว่า ผู้ที่กล่าวว่า ทุกข์ ทุกข์ นั่นหมายถึงผู้มีทุกขาหารญาณ คือผู้เจริญมรรคจนรู้แจ้งทุกข์ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๘๔)

End of วจีเภทกถา