พระอภิธรรมปิฎก · กัลยาณวรรค
ญาตกานุโยค เล่ม ๓๗
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๖๖–๑๗๖ (Royal Thai)3/13 in กัลยาณวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
_______
๑๕- ๑๘. ญาตกานุโยคาทิ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ กัลยาณวรรค ญาตกานุโยค (Royal Thai Volume 37 · Mahachula Volume 37 · Mahamakut Volume 80 · Chaloem Phrakiat Volume 37)
บาลี (มหาจุฬาฯ), vol. 37, pp. 58–62 · ไทย (มหาจุฬาฯ ๒), vol. 37, pp. 87–95
*น วตฺตพฺพํ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ? อามนฺตา. นนุ มาตา อตฺถีติ? อามนฺตา. หญฺจิ มาตา อตฺถิ, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ.
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. มารดามีอยู่มิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากมารดามีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคล ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”
- 1มี ๔ ตอน คือ (๑) ญาตกานุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงญาติ (๒) ชาติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงการเกิด (๓) ปฏิปัตติอนุโยคะ ว่ าด้วยการซักถามถึงข้อปฏิบัติ (๔) อุปปัตติอนุโยคะ ว่าด้วยการซักถามถึงการอุบัติ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๑๙๗/๑๕๖)
*น วตฺตพฺพํ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ? อามนฺตา. นนุ ปิตา อตฺถิ ฯเปฯ ภาตา อตฺถิ ฯเปฯ ภคินี อตฺถิ ฯเปฯ ขตฺติโย อตฺถิ ฯเปฯ พฺราหฺมโณ อตฺถิ ฯเปฯ เวสฺโส อตฺถิ ฯเปฯ สุทฺโท อตฺถิ ฯเปฯ คหฏฺโฐ อตฺถิ ฯเปฯ ปพฺพชิโต อตฺถิ ฯเปฯ เทโว อตฺถิ ฯเปฯ มนุสฺโส อตฺถีติ? อามนฺตา. หญฺจิ มนุสฺโส อตฺถิ, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ.
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. บิดามีอยู่ ฯลฯ พี่ชายน้องชายมีอยู่ ฯลฯ พี่สาวน้องสาวมีอยู่ ฯลฯ กษัตริย์มีอยู่ ฯลฯ พราหมณ์มีอยู่ ฯลฯ แพศย์มีอยู่ ฯลฯ ศูทรมีอยู่ ฯลฯ คฤหัสถ์มีอยู่ ฯลฯ บรรพชิตมีอยู่ ฯลฯ เทวดามีอยู่ ฯลฯ มนุษย์มีอยู่มิใช่หรือสก. ใช่
ปร. หากมนุษย์มีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคล ได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”
*มาตา อตฺถีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ น มาตา หุตฺวา มาตา โหตีติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ น ปุคฺคโล หุตฺวา ปุคฺคโล โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อตฺถิ โกจิ น ปิตา หุตฺวา ฯเปฯ น ภาตา หุตฺวา ฯเปฯ น ภคินี หุตฺวา ฯเปฯ น ขตฺติโย หุตฺวา ฯเปฯ น พฺราหฺมโณ หุตฺวา ฯเปฯ น เวสฺโส หุตฺวา ฯเปฯ น สุทฺโท หุตฺวา ฯเปฯ น คหฏฺโฐ หุตฺวา ฯเปฯ น ปพฺพชิโต หุตฺวา ฯเปฯ น เทโว หุตฺวา ฯเปฯ น มนุสฺโส หุตฺวา มนุสฺโส โหตีติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ น ปุคฺคโล หุตฺวา ปุคฺคโล โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “มารดามีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่ง รู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นมารดาแล้วมาเป็นมารดามีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบุคคลแล้วมาเป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบิดา ฯลฯ ไม่เคยเป็นพี่ชายน้องชาย ฯลฯ ไม่เคยเป็นพี่สาวน้องสาว ฯลฯ ไม่เคยเป็นกษัตริย์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นพราหมณ์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นแพศย์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นศูทร ฯลฯ ไม่เคยเป็นคฤหัสถ์ ฯลฯ ไม่เคย เป็นบรรพชิต ฯลฯ ไม่เคยเป็นเทวดา ฯลฯ ไม่เคยเป็นมนุษย์แล้วมาเป็นมนุษย์มี อยู่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบุคคลแล้วมาเป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*มาตา อตฺถีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ มาตา หุตฺวา น มาตา โหตีติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ ปุคฺคโล หุตฺวา น ปุคฺคโล โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
อตฺถิ โกจิ ปิตา หุตฺวา ฯเปฯ ภาตา หุตฺวา ฯเปฯ ภคินี หุตฺวา ฯเปฯ ขตฺติโย หุตฺวา ฯเปฯ พฺราหฺมโณ หุตฺวา ฯเปฯ เวสฺโส หุตฺวา ฯเปฯ สุทฺโท หุตฺวา ฯเปฯ คหฏฺโฐ หุตฺวา ฯเปฯ ปพฺพชิโต หุตฺวา ฯเปฯ เทโว หุตฺวา ฯเปฯ มนุสฺโส หุตฺวา น มนุสฺโส โหตีติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ ปุคฺคโล หุตฺวา น ปุคฺคโล โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “มารดามีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้ บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนเคยเป็นมารดาแล้วไม่เป็นมารดามีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบิดา ฯลฯ เคยเป็นพี่ชายน้องชาย ฯลฯ เคยเป็น พี่สาวน้องสาว ฯลฯ เคยเป็นกษัตริย์ ฯลฯ เคยเป็นพราหมณ์ ฯลฯ เคยเป็นแพศย์ ฯลฯ เคยเป็นศูทร ฯลฯ เคยเป็นคฤหัสถ์ ฯลฯ เคยเป็นบรรพชิต ฯลฯ เคยเป็น เทวดา ฯลฯ เคยเป็นมนุษย์แล้วไม่เป็นมนุษย์มีอยู่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ญาตกานุโยคาทิ จบ
_______ ๑๙. ปฏิเวธานุโยค *น วตฺตพฺพํ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ? อามนฺตา. นนุ โสตาปนฺโน อตฺถีติ? อามนฺตา. หญฺจิ โสตาปนฺโน อตฺถิ, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ.
๑๙. ปฏิเวธานุโยคะ
ว่าด้วยการซักถามถึงผู้บรรลุธรรม (พระอริยะ)
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. บุคคลผู้เป็นพระโสดาบันมีอยู่มิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากบุคคลผู้เป็นพระโสดาบันมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”
*น วตฺตพฺพํ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ? อามนฺตา. นนุ สกทาคามี อตฺถิ ฯเปฯ อนาคามี อตฺถิ ฯเปฯ อรหา อตฺถิ ฯเปฯ อุภโตภาควิมุตฺโต อตฺถิ ฯเปฯ ปญฺญาวิมุตฺโต อตฺถิ ฯเปฯ กายสกฺขิ อตฺถิ ฯเปฯ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต อตฺถิ ฯเปฯ สทฺธาวิมุตฺโต อตฺถิ ฯเปฯ ธมฺมานุสารี อตฺถิ ฯเปฯ สทฺธานุสารี อตฺถีติ? อามนฺตา. หญฺจิ สทฺธานุสารี อตฺถิ, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ.
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. บุคคลผู้เป็นพระสกทาคามีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นพระอนาคามีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นพระอรหันต์มีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นอุภโตภาควิมุตมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นปัญญาวิมุตมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นกายสักขีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นสัทธาวิมุตมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นธัมมานุสารีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี มีอยู่ มิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากบุคคลผู้เป็นสัทธานุสารีมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”
- 1คำแปลและความหมายของคำเหล่านี้ ดูใน อภิ.ปุ. (แปล) ๓๖/๒๔-๓๐/๑๕๓-๑๕๔
*โสตาปนฺโน อตฺถีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ- ปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ น โสตาปนฺโน หุตฺวา โสตาปนฺโน โหตีติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ น ปุคฺคโล หุตฺวา ปุคฺคโล โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นพระโสดาบันมีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นพระโสดาบันแล้วมาเป็นพระโสดาบันมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบุคคลแล้วมาเป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*อตฺถิ โกจิ น สกทาคามี หุตฺวา ฯเปฯ น อนาคามี หุตฺวา ฯเปฯ น อรหา หุตฺวา ฯเปฯ น อุภโตภาควิมุตฺโต หุตฺวา ฯเปฯ น ปญฺญาวิมุตฺโต หุตฺวา ฯเปฯ น กายสกฺขิ หุตฺวา ฯเปฯ น ทิฏฺฐิปฺปตฺโต หุตฺวา ฯเปฯ น สทฺธาวิมุตฺโต หุตฺวา ฯเปฯ น ธมฺมานุสารี หุตฺวา ฯเปฯ น สทฺธานุสารี หุตฺวา สทฺธานุสารี โหตีติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ น ปุคฺคโล หุตฺวา ปุคฺคโล โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นพระสกทาคามี ฯลฯ ไม่เคยเป็นพระ อนาคามี ฯลฯ ไม่เคยเป็นพระอรหันต์ ฯลฯ ไม่เคยเป็นอุภโตภาควิมุต ฯลฯ ไม่เคยเป็นปัญญาวิมุต ฯลฯ ไม่เคยเป็นกายสักขี ฯลฯ ไม่เคยเป็นทิฏฐิปัตตะ ฯลฯ ไม่เคยเป็นสัทธาวิมุต ฯลฯ ไม่เคยเป็นธัมมานุสารี ฯลฯ ไม่เคยเป็นสัทธานุสารี แล้วเป็นสัทธานุสารีมีอยู่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนไม่เคยเป็นบุคคลแล้วมาเป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*โสตาปนฺโน อตฺถีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐ- ปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ โสตาปนฺโน หุตฺวา น โสตาปนฺโน โหตีติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ ปุคฺคโล หุตฺวา น ปุคฺคโล โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
อตฺถิ โกจิ สกทาคามี หุตฺวา ฯเปฯ อนาคามี หุตฺวา น อนาคามี โหตีติ? อามนฺตา. อตฺถิ โกจิ ปุคฺคโล หุตฺวา น ปุคฺคโล โหตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “บุคคลผู้เป็นพระโสดาบันมีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนเคยเป็นพระโสดาบันแล้วไม่เป็นพระโสดาบันมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลบางคนเคยเป็นพระสกทาคามี ฯลฯ เคยเป็นพระอนาคามีแล้ว ไม่เป็นพระอนาคามีมีอยู่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลบางคนเคยเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคลมีอยู่ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฏิเวธานุโยคะ จบ
_______ ๒๐. สงฺฆานุโยค *น วตฺตพฺพํ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ? อามนฺตา. นนุ จตฺตาโร ปุริสยุคา อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา อตฺถีติ? อามนฺตา. หญฺจิ จตฺตาโร ปุริสยุคา อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา อตฺถิ, เตน วต เร วตฺตพฺเพ “ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนา”ติ.
๒๐. สังฆานุโยคะ
ว่าด้วยการซักถามถึงสงฆ์
ปร. ท่านไม่ยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหม
สก. ใช่
ปร. อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล มีอยู่มิใช่หรือ
สก. ใช่
ปร. หากอริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคลมีอยู่ ดังนั้น ท่านจึงควรยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์”
*จตฺตาโร ปุริสยุคา อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา อตฺถีติ กตฺวา เตน จ การเณน ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. จตฺตาโร ปุริสยุคา อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา พุทฺธปาตุภาวา ปาตุภวนฺตีติ? อามนฺตา. ปุคฺคโล พุทฺธปาตุภาวา ปาตุภวตีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ปุคฺคโล พุทฺธปาตุภาวา ปาตุภวตีติ? อามนฺตา. พุทฺธสฺส ภควโต ปรินิพฺพุเต อุจฺฉินฺโน ปุคฺคโล นตฺถิ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. เพราะท่านเข้าใจว่า “อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคล มีอยู่” จึงยอมรับว่า “ข้าพเจ้าหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์” ใช่ไหมปร. ใช่
สก. อริยบุคคล ๔ คู่ คือ ๘ บุคคลปรากฏได้ เพราะพระพุทธเจ้า ปรากฏใช่ไหมปร. ใช่
สก. บุคคลปรากฏได้ เพราะพระพุทธเจ้าปรากฏใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลปรากฏได้ เพราะพระพุทธเจ้าปรากฏใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. เมื่อพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว บุคคลก็ขาดสูญไป บุคคลไม่มีอยู่ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สังฆานุโยคะ จบ
_______ ๒๑. สจฺจิกฏฺฐสภาคานุโยค *ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺจิกฏฺฐปรมฎฺเฐนาติ? อามนฺตา. ปุคฺคโล สงฺขโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุคฺคโล อสงฺขโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปุคฺคโล เนวสงฺขโต นาสงฺขโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ.
๒๑. สัจฉิกัตถสภาคานุโยคะ
ว่าด้วยการซักถามถึงสภาวะแห่งสัจฉิกัฏฐะ
สก. ท่านหยั่งรู้บุคคลได้โดยสัจฉิกัฏฐปรมัตถ์ใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง(สังขตะ)ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง(อสังขตะ)ใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*ปุคฺคโล เนวสงฺขโต นาสงฺขโตติ? อามนฺตา. สงฺขตญฺจ อสงฺขตญฺจ ฐเปตฺวา อตฺถญฺญา ตติยา โกฏีติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ก็มิใช่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. นอกจากสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งและไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ยังมีส่วนที่ ๓ อีกใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*สงฺขตญฺจ อสงฺขตญฺจ ฐเปตฺวา อตฺถญฺญา ตติยา โกฏีติ? อามนฺตา. นนุ วุตฺตํ ภควตา “เทฺวมา ภิกฺขเว ธาตุโย. กตมา เทฺว? สงฺขตา จ ธาตุ อสงฺขตา จ ธาตุ. อิมา โข ภิกฺขเว เทฺว ธาตุโย”ติ. (๑) อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ? อามนฺตา. เตน หิ น วตฺตพฺพํ “สงฺขตญฺจ อสงฺขตญฺจ ฐเปตฺวา อตฺถญฺญา ตติยา โกฏี”ติ.
- 1ที. ปา. ๑๑/๓๕๒/๒๔๓
สก. นอกจากสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งและไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ยังมีส่วน ที่ ๓ อีกใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ธาตุ ๒ ประการนี้ ธาตุ ๒ ประการ อะไรบ้าง คือ (๑) ธาตุที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (๒) ธาตุที่ไม่ถูก ปัจจัยปรุงแต่ง นี้คือ ธาตุ ๒ ประการ” มีอยู่จริงมิใช่หรือปร. ใช่
สก. ดังนั้น ท่านจึงไม่ควรยอมรับว่า “นอกจากสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งและ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ยังมีส่วนที่ ๓ อีก”
- 1ดูเทียบ ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๒/๓๗๑
*ปุคฺคโล เนวสงฺขโต นาสงฺขโตติ? อามนฺตา. อญฺญํ สงฺขตํ, อญฺญํ อสงฺขตํ, อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ก็มิใช่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง สิ่งที่ไม่ถูกปัจจัย และบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหมปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*ขนฺธา สงฺขตา, นิพฺพานํ อสงฺขตํ, ปุคฺคโล เนว สงฺขโต นาสงฺขโตติ? อามนฺตา. อญฺเญ ขนฺธา, อญฺญํ นิพฺพานํ, อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. ขันธ์เป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานเป็นสภาวะที่ไม่ถูก ปัจจัยปรุงแต่ง บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิ ใช่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. ขันธ์ นิพพานและบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*รูปํ สงฺขตํ, นิพฺพานํ อสงฺขตํ, ปุคฺคโล เนวสงฺขโต นาสงฺขโตติ? อามนฺตา. อญฺญํ รูปํ, อญฺญํ นิพฺพานํ, อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เวทนา ฯเปฯ สญฺญา ฯเปฯ สงฺขารา ฯเปฯ วิญฺญาณํ สงฺขตํ, นิพฺพานํ อสงฺขตํ, ปุคฺคโล เนวสงฺขโต นาสงฺขโตติ? อามนฺตา. อญฺญํ วิญฺญาณํ, อญฺญํ นิพฺพานํ, อญฺโญ ปุคฺคโลติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. รูปเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานเป็นสภาวะที่ไม่ถูก ปัจจัยปรุงแต่ง บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ ใช่ไหมปร. ใช่
สก. รูป นิพพาน และบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นสภาวะที่ถูก ปัจจัยปรุงแต่ง นิพพานเป็นสภาวะที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัย ปรุงแต่งก็มิใช่ ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งก็มิใช่ใช่ไหมปร. ใช่
สก. วิญญาณ นิพพาน และบุคคลเป็นคนละอย่างกันใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
*ปุคฺคลสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ, วโย ปญฺญายติ, ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ? อามนฺตา. ปุคฺคโล สงฺขโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วุตฺตํ ภควตา “ตีณิมานิ ภิกฺขเว สงฺขตสฺส สงฺขตลกฺขณานิ. สงฺขตานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ (๑) อุปฺปาโท ปญฺญายติ, วโย ปญฺญายติ, ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตี”ติ,๑ ปุคฺคลสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ, วโย ปญฺญายติ, ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ, เตน หิ ปุคฺคโล สงฺขโตติ.
- 1- ๒ องฺ. ติก. ๒๐/๔๓/๑๔๖ กตมานิ ตีณิ
สก. บุคคลมีความเกิดขึ้นปรากฏ มีความดับสลายปรากฏ เมื่อดำรงอยู่ มีความแปรผันปรากฏใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลเป็นสภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย สังขตลักษณะ แห่งสังขตธรรม ๓ ประการนี้ คือ (๑) ความเกิดขึ้นปรากฏ (๒) ความดับ สลายปรากฏ (๓) เมื่อดำรงอยู่ ความแปรผันปรากฏ” บุคคลมีความเกิดขึ้นปรากฏ มีความดับสลายปรากฏ เมื่อดำรงอยู่มีความแปรผันปรากฏ ดังนั้น บุคคลจึงเป็น สภาวะที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
- 1ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๔๗/๒๐๘-๒๐๙
*ปุคฺคลสฺส น อุปฺปาโท ปญฺญายติ, น วโย ปญฺญายติ, น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตีติ? อามนฺตา. ปุคฺคโล อสงฺขโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ วุตฺตํ ภควตา “ตีณิมานิ ภิกฺขเว อสงฺขตสฺส อสงฺขตลกฺขณานิ. อสงฺขตานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ น อุปฺปาโท ปญฺญายติ, น วโย ปญฺญายติ, น ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายตี”ติ,๑ ปุคฺคลสฺส น อุปฺปาโท ปญฺญายติ, น วโย ปญฺญายติ, น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ, เตน หิ ปุคฺคโล อสงฺขโตติ.
สก. บุคคลไม่มีความเกิดขึ้นปรากฏ ไม่มีความดับสลายปรากฏ เมื่อ ดำรงอยู่ ไม่มีความแปรผันปรากฏใช่ไหม
ปร. ใช่
สก. บุคคลไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่งใช่ไหม
ปร. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สก. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย อสังขตลักษณะ แห่งอสังขตธรรม ๓ ประการนี้ คือ (๑) ความเกิดขึ้นไม่ปรากฏ (๒) ความดับ สลายไม่ปรากฏ (๓) เมื่อดำรงอยู่ ความแปรผันไม่ปรากฏ” บุคคลไม่มีความเกิด ขึ้นปรากฏ ไม่มีความดับสลายปรากฏ เมื่อดำรงอยู่ ไม่มีความแปรผันปรากฏ ดังนั้น บุคคลจึงเป็นสภาวะที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
- 1ดูเทียบ องฺ.ติก. (แปล) ๒๐/๔๘/๒๐๙
*ปรินิพฺพุโต ปุคฺคโล อตฺถตฺถมฺหิ, นตฺถตฺถมฺหีติ, อตฺถตฺถมฺหีติ. ปรินิพฺพุโต ปุคฺคโล สสฺสโตติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นตฺถตฺถมฺหีติ. ปรินิพฺพุโต ปุคฺคโล อุจฺฉินฺโนติ? น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สก. บุคคลปรินิพพานแล้วมีอยู่ในนิพพานหรือไม่มีอยู่ในนิพพาน
สก. บุคคลปรินิพพานแล้วเป็นผู้เที่ยงใช่ไหม
สก. บุคคลปรินิพพานแล้วมีอยู่ในนิพพานหรือไม่มีอยู่ในนิพพาน
ปร. ไม่มีอยู่ในนิพพาน
สก. บุคคลปรินิพพานแล้วเป็นผู้ขาดสูญใช่ไหม
- 1เพราะมีความเห็นว่า นิพพานเป็นสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งบุคคลหลังจากปรินิพานแล้วจะไปอยู่ในที่นั้น (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๖/๑๕๗)
- 2เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นสัสสตทิฏฐิจึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๖/๑๕๗)
- 3เพราะฝ่ายปรวาทีกลัวจะเป็นอุจเฉททิฏฐิจึงตอบปฏิเสธ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๖/๑๕๗)
End of ญาตกานุโยค