อุรควรรค
Text layerBuddha’s wordsItems 86–97 (Royal Thai)1/4 in เปตวัตถุ4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
เปตวัตถุ
๑. เขตตูปมาเปตวัตถุ
ว่าด้วยพระอรหันต์เปรียบเหมือนนา
พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ความว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค เขตตูปมาเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๑ เขตฺตูปมา อรหนฺโต ทายกา กสฺสกูปมา
พีชูปมํ เทยฺยธมฺมํ เอตฺโต ๑ นิพฺพตฺตเต ผลํ
เอตํ พีชํ ๒ กสิเขตฺตํ เปตานํ ทายกสฺส จ
ตํ เปตา ปริภุญฺชนฺติ ทาตา ปุญฺเญน วฑฺฒติ
อิเธว กุสลํ กตฺวา เปเต จ ปฏิปูชิย
สคฺคญฺจ กมติ ฐานํ กมฺมํ กตฺวาน ภทฺทกนฺติ ฯ
เขตฺตูปมาเปตวตฺถุ ปฐมํ ฯ
พระอรหันต์ทั้งหลายเปรียบด้วยนา ทายกทั้งหลายเปรียบด้วยชาวนาไทยธรรมเปรียบด้วยพืช ผลทานย่อมเกิดแต่การบริจาคไทยธรรมของทายกและปฏิคคาหกผู้รับ พืชที่บุคคลหว่านลงในนานั้น ย่อมเกิดผลแก่เปรตทั้งหลายและทายกเปรตทั้งหลายย่อมบริโภคผลนั้น ทายกย่อมเจริญด้วยบุญ ทายกทำกุศลในโลกนี้แล้ว อุทิศให้เปรตทั้งหลาย ครั้นทำกรรม
ดีแล้วย่อมไปสวรรค์.
จบ เขตตูปมาวัตถุที่ ๑.
๒. สูกรเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตปากหมู
ท่านพระนารทะถามเปรตตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค สูกรเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๒ กาโย เต สพฺพโส วณฺโณ สพฺพา โอภาสเต ทิสา
มุขํ เต สูกรสฺเสว กึ กมฺมมกรา ๓ ปุเรติ ๔ ฯ
กาเยน สญฺญโต อาสึ วาจายาสึ อสญฺญโต
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ยถา ปสฺสสิ นารท
ตนฺตฺยาหํ นารท พฺรูมิ สามํ ทิฏฺฐมิทนฺตยา
มากาสิ มุขสา ปาปํ มา โข สูกรมุโข อหูติ ฯ
สูกรเปตวตฺถุ ทุติยํ ฯ
๑ ยุ. โอโฆ ฯ ๒ ยุ. โอฆพีชํ ฯ ๓ ม. ยุ. กมฺมมการี ฯ ๔ ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ
กายของท่านมีสีเหมือนทองคำทั่วทั้งกาย รัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ แต่ปากของท่านเหมือนปากสุกร เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรม
อะไรไว้?
เปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่พระนารทะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้สำรวมกาย แต่ไม่ได้สำรวมวาจาเพราะเหตุนั้นรัศมีกายของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นกับที่ท่านเห็นอยู่นั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน สรีระของข้าพเจ้าท่านเห็นเองแล้ว ขอ
ท่านอย่าทำบาปด้วยปาก อย่าให้ปากสุกรเกิดมีแก่ท่าน.
จบ สูกรเปตวัตถุ.
๓. ปูตีมุขเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตปากเน่า
ท่านพระนารทะถามเปรตตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค ปูตีมุขเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๓ ทิพฺพํ สุภํ ธาเรสิ วณฺณธาตุํ
เวหายสํ ติฏฺฐสิ อนฺตลิกฺเข
มุขญฺจ เต กิมิโย ปูติคนฺธํ
ขาทนฺติ กึ กมฺมมกาสิ ปุพฺเพติ ๑ ฯ
สมโณ อหํ ปาโป ๒ ทุกฺขวาโจ
ตปสฺสิรูโป มุขสา อสญฺญโต
ลทฺธา จ เม ตปสา วณฺณธาตุ
มุขญฺจ เม เปสุนิเยน ปูติ ฯ
ตยิทํ ตยา นารท สามํ ทิฏฺฐํ
อนุกมฺปกา เย กุสลา วเทยฺยุํ
มา เปสุนํ มา จ มุสา อภาณิ
ยกฺโข ตุวํ โหหิสิ กามกามีติ ฯ
ปูติมุขเปตฺวตฺถุ ตติยํ ฯ
ท่านมีผิวพรรณงามดังทิพย์ ยืนอยู่ในอากาศ แต่ปากของท่านมีกลิ่นเหม็น หมู่หนอนพากันมาไชชอนอยู่ เมื่อก่อนท่านทำกรรมอะไรไว้?
เปรตนั้นตอบว่า
เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นสมณะลามก มีวาจาชั่ว สำรวมกายเป็นปกติ ไม่สำรวมปาก ผิวพรรณดังทองข้าพเจ้าได้แล้ว เพราะพรหมจรรย์นั้น แต่ปากของข้าพเจ้าเหม็นเน่าเพราะกล่าววาจาส่อเสียด ข้าแต่ท่านพระนารทะรูปของข้าพเจ้านี้ท่านเห็นเองแล้ว ท่านผู้ฉลาดอนุเคราะห์กล่าวไว้ว่าท่านอย่าพูดส่อเสียดและอย่าพูดมุสา ถ้าท่านละคำส่อเสียดและคำมุสาแล้ว สำรวมด้วยวาจา ท่านจักเป็นเทพเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าใคร่.
จบ ปูติมุขเปตวัตถุที่ ๓.
๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ
ว่าด้วยการทำบุญอุทิศให้เปรต
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๔ ยงฺกิญฺจารมฺมณํ กตฺวา ทชฺชา ทานมมจฺฉรี
ปุพฺเพ เปเตว ๓ อารพฺภ อถ วา วตฺถุเทวตา
จตฺตาโร ว ๔ มหาราเช โลกปาเล ยสสฺสิโน ๕
กุเวรํ ธตรฏฺฐญฺจ วิรูปกฺขํ ๖ วิรูฬฺหกํ
เต เจว ๑ ปูชิตา โหนฺติ ทายกา จ อนิปฺผลา ฯ
น หิ รุณฺณํ วา โสโก วา ยาวญฺญา ปริเทวนา
น ตํ เปตสฺส อตฺถาย เอวํ ติฏฺฐนฺติ ญาตโย ๒ ฯ
อยญฺจ โข ทกฺขิณา ทินฺนา สงฺฆมฺหิ สุปฺปติฏฺฐิตา
ทีฆรตฺตํ หิตายสฺส ฐานโส อุปกปฺปตีติ ฯ
ปิฏฺฐธีตลิกเปตวตฺถุ จตุตฺถํ ฯ
๑ ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. ปาโปติ ทุฏฺฐวาโจ ฯ สี. ปาโป ทุฏฺฐวาโจ ฯ
๓ ม. เปเต จ ฯ ๔ ม. ยุ. จ ฯ ๕ ยุ. ยสสฺสิเน ฯ ๖ ยุ. วิรูปกฺขญฺจ ฯ
บุคคลผู้ไม่ตะหนี่ ควรทำเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คือปรารภถึงบุรพเปตชนเทวดาผู้สิงอยู่ในเรือน หรือท้าวมหาราชทั้ง ๔ ผู้รักษาโลก ผู้มียศ คือท้าวธตรัฐ ๑ ท้าววิรุฬหก ๑ ท้าววิรูปักษ์ ๑ ท้าวกุเวร ๑ ให้เป็นอารมณ์และพึงให้ทาน ท่านเหล่านั้นเป็นผู้อันบุคคลได้บูชาแล้ว และทายกก็ไม่ไร้ผล ความร้องไห้ ความเศร้าโศก หรือความร่ำไห้อย่างอื่น ไม่ควรทำเลย เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ญาติทั้งหลายคงตั้งอยู่ตามธรรมดาของตนๆ อันทักษิณาทานนี้ที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ให้แล้ว ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่บุรพเปต
ชนโดยทันที สิ้นกาลนาน.
จบ ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ ๔.
๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตญาติพระเจ้าพิมพิสาร
พระผู้มีพระภาคตรัสกะพระเจ้าพิมพิสารว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค ติโรกุฑฑเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๕ ติโรกุฑฺเฑสุ ๓ ติฏฺฐนฺติ สนฺธิสิงฺฆาฏเกสุ จ
ทฺวารพาหาสุ ติฏฺฐนฺติ อาคนฺตฺวาน สกํ ฆรํ ฯ
ปหูเต อนฺนปานมฺหิ ขชฺชโภชฺเช อุปฏฺฐิเต
น เตสํ โกจิ สรติ สตฺตานํ กมฺมปจฺจยา ฯ
เอวํ ททนฺติ ญาตีนํ เย โหนฺติ อนุกมฺปกา
สุจึ ปณีตํ กาเลน กปฺปิยํ ปานโภชนํ
อิทํ โว ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ
เต จ ตตฺถ สมาคนฺตฺวา ญาติเปตา สมาคตา
ปหูเต อนฺนปานมฺหิ สกฺกจฺจํ อนุโมทเร
จิรํ ชีวนฺตุ โน ญาตี เยสํ เหตุ ลภามเส
อมฺหากญฺจ กตา ปูชา ทายกา จ อนิปฺผลา ฯ
น หิ ตตฺถ กสิ อตฺถิ โครกฺเขตฺถ น วิชฺชติ
วณิชฺชา ตาทิสี นตฺถิ หิรญฺเญน กยากยํ ฯ
อิโต ทินฺเนน ยาเปนฺติ เปตา กาลกตา ตหึ
อุนฺนเม ๑ อุทกํ วุฏฺฐํ ยถา นินฺนํ ปวตฺตติ
เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ฯ
ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ
เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ ฯ
อทาสิ เม อกาสิ เม ญาติมิตฺตา สขา จ เม
เปตานํ ทกฺขิณํ ทชฺชา ปุพฺเพ กตมนุสฺสรํ
น หิ รุณฺณํ วา โสโก วา ยาวญฺญา ปริเทวนา
น ตํ เปตสฺส ๒ อตฺถาย เอวํ ติฏฺฐนฺติ ญาตโย ฯ
อยญฺจ โข ทกฺขิณา ทินฺนา สงฺฆมฺหิ สุปฺปติฏฺฐิตา
ทีฆรตฺตํ หิตายสฺส ฐานโส อุปกปฺปติ ฯ
โส ญาติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต
เปตาน ปูชา จ กตา อุฬารา
พลญฺจ ภิกฺขูนมนุปฺปทินฺนํ
ตุเมฺหหิ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกนฺติ ฯ
ติโรกุฑฺฑเปตวตฺถุ ปญฺจมํ ฯ
๑ ยุ. ตเมว ฯ ๒ ม. ญาตกา ฯ ๓ ม. ติโรกุฏฺเฏสุ ฯ
เปรตทั้งหลายพากันมาสู่เรือนของตนแล้ว ยืนอยู่ภายนอกฝาที่ตรอกกำแพง และทาง ๓ แพร่ง และยืนอยู่ที่ใกล้บานประตู เมื่อข้าว น้ำของกิน ของบริโภคเป็นอันมากเขาเข้าไปตั้งไว้แล้ว แต่ญาติไรๆ ของสัตว์เหล่านั้นระลึกไม่ได้ เพราะกรรมเป็นปัจจัย เหล่าชนผู้อนุเคราะห์ย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาด ประณีตสมควรแก่ญาติทั้งหลายตามกาลดุจทานที่มหาบพิตรทรงถวายแล้วฉะนั้น ด้วยเจตนาอุทิศว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จผลแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายของเราจงเป็นสุขเถิด ส่วนเปรตผู้เป็นญาติเหล่านั้น พากันมาชุมในที่นั้น เมื่อข้าวและน้ำมีอยู่บริบูรณ์ ย่อมอนุโมทนาโดยเคารพว่า
เราได้สมบัติเพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติของเราเหล่านั้น จงมีชีวิตอยู่ยืนนานการบูชาเป็นอันพวกญาติได้ทำแล้วแก่เราทั้งหลาย และญาติทั้งหลายผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล เพราะในเปรตวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม ไม่มีการค้าขายเช่นนั้น ไม่มีการซื้อการขายด้วยเงิน เปรตทั้งหลายผู้ไปในปิตติวิสัย ย่อมเยียวยาอัตภาพด้วยทานที่ญาติหรือมิตรให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ น้ำฝนอันตกลงในที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานอันญาติหรือมิตรให้แล้วในมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตทั้งหลายฉันนั้นเหมือนกัน ห้วงน้ำใหญ่เต็มแล้ว ย่อมยังสาครให้เต็มเปี่ยมฉันใด ทานอันญาติหรือมิตรให้แล้ว แต่มนุษยโลกนี้
ย่อมสำเร็จผลแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน กุลบุตรเมื่อระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำแล้วในกาลก่อนว่า ญาติมิตรและสหายได้ให้สิ่งของแก่เรา ได้ช่วยทำกิจของเรา ดังนี้ พึงให้ทักษิณาแก่เปรตทั้งหลาย ความเศร้าโศกหรือความร่ำไรอย่างอื่น ไม่ควรทำเลย เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้นไม่เป็นประโยชน์แก่เปรตทั้งหลาย ญาติทั้งหลายย่อมดำรงอยู่โดยปกติธรรมดา อันทักษิณานี้แลที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ ให้แล้ว ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่เปรตนั้นโดยพลัน สิ้นกาลนาน ญาติธรรมมหาพิตรได้แสดงให้ปรากฏแล้ว การบูชาอันยิ่งเพื่อเปรตทั้งหลาย มหาพิตรทรงทำแล้ว และกำลังกายมหาบพิตรได้เพิ่มให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญมี
ประมาณไม่น้อยมหาบพิตรได้ทรงขวนขวายแล้ว.
จบ ติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕.
๖. ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตกินลูกคราวละ ๕ คน
พระสังฆเถระถามว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๖ นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ทุคฺคนฺธา ปูติ วายสิ
มกฺขิกาหิ ปริกิณฺณา กา นุ ตฺวํ อิธ ติฏฺฐสีติ ฯ
อหํ ภทนฺเต เปตีมฺหิ ทุคฺคตา ยมโลกิกา
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา ๑
กาเลน ปญฺจ ปุตฺตานิ สายํ ปญฺจ ปุนาปเร
วิชายิตฺวาน ขาทามิ เตปิ น โหนฺติ เม อลํ ฯ
ปริฑยฺหติ ธูมายติ ขุทาย หทยํ มม
ปานียํ น ลเภ ปาตุํ ปสฺส มํ พฺยสนํ คตนฺติ ฯ
กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ
กิสฺส กมฺมวิปาเกน ปุตฺตมํสานิ ขาทสีติ ฯ
สปตี เม คพฺภินี อาสิ ตสฺสา ปาปํ อเจตยึ
สาหํ ปทุฏฺฐมนสา อกรึ คพฺภปาตนํ ฯ
ตสฺสา เทฺวมาสิโก คพฺโภ โลหิตญฺเญว ปคฺฆริ
ตทสฺสา มาตา กุปิตา มยฺหํ ญาตี สมานยิ
สปถญฺจ มํ อกาเรสิ ปริภาสาปยิ จ มํ ฯ
สาหํ โฆรญฺจ สปถํ มุสาวาทํ อภาสิยํ ๒
ปุตฺตมํสานิ ขาทามิ สเจตํ ปกตํ ๓ มยา ฯ
ตสฺส กมฺมวิปาเกน มุสาวาทสฺส จูภยํ
ปุตฺตมํสานิ ขาทามิ ปุพฺพโลหิตมกฺขิตาติ ๔ ฯ
ปญฺจปุตฺตขาทิกเปตวตฺถุ ๕ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ มงฺคลตฺถทีปนิยา อุนฺนเตติ ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. เปตานมตฺถาย ฯ
ท่านเปลือยกาย มีผิวพรรณเลวทราม มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวันพากันตอมเกลื่อนกล่น ท่านเป็นใครหนอมายืนอยู่ในที่นี้?
หญิงเปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ถึงทุคติ เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมอันลามกจึงต้องจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เวลาเช้าคลอดบุตร ๕ คนเวลาเย็นอีก ๕ ตน แล้วกินลูกเหล่านั้นหมด ถึงบุตร ๑๐ คนเหล่านั้นก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิวของดิฉัน หัวใจของดิฉันเร่าร้อนอยู่เป็นนิจเพราะความหิวดิฉันไม่ได้ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ขอท่านจงดูดิฉันผู้ถึงความ
พินาศเช่นนี้เถิด.
พระเถระถามว่า
เมื่อก่อน ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือท่านกินเนื้อ
บุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร?
หญิงเปรตนั้นตอบว่า
เมื่อก่อน หญิงร่วมสามีของดิฉันคนหนึ่งมีครรภ์ ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีใจประทุษร้าย ได้ทำให้ครรภ์ตกไป เขามีครรภ์ ๒ เดือนเท่านั้น ไหลออกเป็นโลหิต ครั้งนั้น มารดาของเขาโกรธ เชิญพวกญาติของดิฉันมาประชุมซักถาม ให้ดิฉันทำการสบถและขู่เข็ญให้กลัว ดิฉันได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่างแรงว่า ถ้าดิฉันทำชั่วอย่างนี้ ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตรเถิด ฉันมีกายอันเปื้อนด้วยหนองและโลหิต กินเนื้อบุตรทั้งหลายเพราะวิบากแห่งกรรม คือ การทำให้ครรภ์ตกและการพูดมุสาทั้งสองนั้น
จบ ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุที่ ๖.
๗. สัตตปุตตขาทิกเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตกินลูกคราวละ ๗ ตน
พระเถระถามหญิงเปรตตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค สัตตปุตตขาทิกเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๗ นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ทุคฺคนฺธา ปูติ วายติ
มกฺขิกาหิ ปริกิณฺณา กา นุ ตฺวํ อิธ ติฏฺฐสีติ ฯ
อหํ ภทนฺเต เปตีมฺหิ ทุคฺคตา ยมโลกิกา
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกมิโต คตา
กาเลน สตฺต ปุตฺตานิ สายํ สตฺต ปุนาปเร
วิชายิตฺวาน ขาทามิ เตปิ น โหนฺติ เม อลํ ฯ
ปริฑยฺหติ ธูมายติ ขุทาย หทยํ มม
นิพฺพุตึ นาธิคจฺฉามิ อคฺคิทฑฺเฒว ๑ อาตเปติ ฯ
กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ
กิสฺส กมฺมวิปาเกน ปุตฺตมํสานิ ขาทสีติ ฯ
อหุ มยฺหํ ทุเว ปุตฺตา อุโภ สมฺปตฺตโยพฺพนา
สาหํ ปุตฺตพลูเปตา สามิกํ อติมญฺญิสฺสํ ๒ ฯ
ตโต เม สามิโก กุทฺโธ สปติมญฺญมานยิ ๓
สา จ คพฺภํ อลภิตฺถ ตสฺสา ปาปํ อเจตยึ
สาหํ ปทุฏฺฐมนสา อกรึ คพฺภปาตนํ ฯ
ตสฺสา เตมาสิโก คพฺโภ ปุพฺพโลหิตโก ๔ ปติ
ตทสฺสา มาตา กุปิตา มยฺหํ ญาตี สมานยิ
สปถญฺจ มํ อกาเรสิ ปริภาสาปยิ จ มํ ฯ
สาหํ โฆรญฺจ สปถํ มุสาวาทญฺจ ๕ ภาสิสฺสํ
ปุตฺตมํสานิ ขาทามิ สเจตํ ปกตํ มยา ฯ
ตสฺส กมฺมวิปาเกน มุสาวาทสฺส จูภยํ
ปุตฺตมํสานิ ขาทามิ ปุพฺพโลหิตมกฺขิตาติ ฯ
สตฺตปุตฺตขาทิกเปตวตฺถุ สตฺตมํ ฯ
๑ ยุ. คตาติ ฯ ๒ ยุ. อภาสิสฺสํ ฯ ๓ ยุ. สปถญฺจ กตํ ฯ ๔ ยุ. ...กาติ ฯ
๕ ม. ปญฺจปุตฺตขาทเปติวตฺถุ ฯ
๑ ม. อคฺคิทฑฺฒาว ฯ ๒ ยุ. อติมญฺญสึ ฯ ๓ ม. สปตฺตึ มยฺหมานยิ ฯ
๔ สี. ยุ. ปูติโลหิตโก ฯ ๕ ม. มุสาวาทํ อภาสิสํ ฯ
ท่านเปลือยกายมีผิวพรรณเลวทราม มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวัน
พากันตอมเกลื่อนกล่น ท่านเป็นใครหนอมายืนอยู่ที่นี้?
หญิงเปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ถึงทุคติ เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมอันลามกจึงต้องจากโลกนั้นไปสู่เปตโลก เวลาเช้าคลอดบุตร ๗ ตนเวลาเย็นอีก ๗ ตน แล้วกินบุตรเหล่านั้นหมด ถึงบุตร ๑๔ คนนั้นก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิวของดิฉันได้ หัวใจของดิฉันย่อมเร่าร้อนอยู่เป็นนิจเพราะความหิว ดิฉันเป็นดุจถูกเผาด้วยไฟในที่อันร้อนยิ่ง ไม่ได้
ประสบความเย็นเลย.
พระเถระถามว่า
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือท่านกินเนื้อบุตรเพราะ
วิบากแห่งกรรมอะไร?
หญิงเปรตนั้นตอบว่า
เมื่อก่อนดิฉันมีบุตร ๒ คน บุตร ๒ คนนั้นกำลังหนุ่มแน่น ดิฉันเป็นผู้เข้าถึงกำลังคือบุตร (ถือตัวว่ามีบุตร) จึงได้ดูหมิ่นสามีของตน ภายหลังสามีของดิฉันโกรธ จึงได้หาภรรยามาใหม่ ก็ภรรยาใหม่นั้นมีครรภ์ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีใจประทุษร้าย ได้ทำให้ครรภ์ตกไป ภรรยาใหม่มีครรภ์ ๓ เดือนเท่านั้น ตกเป็นโลหิตเน่า มารดาของเขาโกรธแล้วเชิญพวกญาติของดิฉันมาประชุมซักถาม ให้ดิฉันทำการสบถและขู่เข็ญดิฉันให้กลัว ดิฉันได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่างแรงว่า ถ้าดิฉันทำชั่วอย่างนี้ ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตรเถิด ดิฉันมีกายเปื้อนหนองและโลหิตกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรม คือ การทำครรภ์ให้ตกไป
และมุสาวาททั้งสองนั้น.
จบ สัตตปุตตขาทิกเปตวัตถุที่ ๗.
๘. โคณเปตวัตถุ
ว่าด้วยลูกสอนพ่อ
กุฎุมพีผู้เป็นบิดาถามสุชาตกุมารว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค โคณเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๘ กินฺนุ อุมฺมตฺตรูโปว ลายิตฺวา หริตํ ติณํ
ขาท ขาทาติ ลปสิ คตสตฺตํ ชรคฺควํ ฯ
น หิ อนฺเนน ปาเนน มโต โคโณ สมุฏฺฐเห
ตฺวํปิ ๑ พาโล จ ทุมฺเมโธ ยถา อญฺโญ ๒ จ ทุมฺมตีติ ฯ
อิเม ปาทา อิทํ สีสํ อยํ กาโย สวาลธิ
เนตฺตา ตเถว ติฏฺฐนฺติ อยํ โคโณ สมุฏฺฐเห
นยฺยกสฺส หตฺถปาทา กาโย สีสญฺจ ทิสฺสติ
รุทํ มตฺติกถูปสฺมึ นนุ ตฺวญฺเญว ทุมฺมตีติ ฯ
อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ
วารินา วิย โอสิญฺจํ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ฯ
อพฺพูฬฺหํ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสฺสิตํ
โย เม โสกปเรตสฺส ปิตุโสกํ อปานุทิ
สฺวาหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมึ ๔ สีติภูโตสฺมิ นิพฺพุโต
น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณว ฯ
เอวํ กโรนฺติ สปฺปญฺญา เย โหนฺติ อนุกมฺปกา
นิวตฺตยนฺติ ๕ โสกมฺหา สุชาโต ปิตรํ ยถาติ ฯ
โคณเปตวตฺถุ อฏฺฐมํ ฯ
๑ ยุ. ตฺวํสิ ฯ ๒ ม. ตญฺโญว ฯ ยุ. ตญฺเญว ฯ ๓ ม. อพฺพหี ฯ
๔ ม. อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ ฯ ๕ ยุ. วินิวตฺตยนฺติ ฯ
เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ จึงเกี่ยวหญ้าอันเขียวสดแล้วบังคับโคแก่อันเป็นสัตว์ตายแล้วว่า จงกิน จงกิน อันโคตายแล้วย่อมไม่ลุกขึ้นกินหญ้าและน้ำมิใช่หรือ เจ้าเป็นทั้งคนพาลทั้งมีปัญญาทรามเหมือนคนอื่น ที่มี
ปัญญาทรามฉะนั้น?
สุชาตกุมารตอบว่า
โคตัวนี้ยังมีเท้าทั้ง ๔ มีศีรษะ มีตัวพร้อมทั้งหาง นัยน์ตาก็มีอยู่ตามเดิมข้าพเจ้าคิดว่าโคตัวนี้พึงลุกขึ้นกินหญ้าสักวันหนึ่ง ส่วนมือ เท้า กายและศีรษะของปู่ไม่ปรากฏ แต่คุณพ่อมาร้องไห้ถึงกระดูกของปู่ที่บรรจุไว้
ในสถูปดิน ไม่เป็นคนโง่หรือ.
กุฎุมพีได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวสรรเสริญสุชาตกุมารว่า
เจ้าดับความกระวนกระวายทั้งปวงของเรา ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หาย เหมือนบุคคลดับไฟอันลาดด้วยน้ำมัน ด้วยน้ำฉะนั้น ได้ถอนขึ้นแล้วหนอซึ่งลูกศรคือความโศก อันเสียบแล้วที่หทัยของบิดา บิดาผู้มีลูกศรอันเจ้าถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้เย็นสงบแล้ว ดูกรมาณพ ต่อไปนี้บิดาจะไม่เศร้าโศกจะไม่ร้องไห้ เพราะฟังคำของเจ้า ชนเหล่าใดที่มีปัญญามีความอนุเคราะห์ต่อมารดาบิดา ชนเหล่านั้นย่อมทำอย่างนี้ ย่อมยังมารดาบิดา
ให้หายจากความเศร้าโศก ฉะนั้น.
จบ โคณเปตวัตถุที่ ๘.
๙. มหาเปสการเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตกินมูตรคูถ
ภิกษุรูปหนึ่งถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค มหาเปสการเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๙ คูถญฺจ มุตฺตํ รุธิรญฺจ ๑ ปุพฺพํ
ปริภุญฺชติ กิสฺส อยํ วิปาโก
อยํ นุ กึ กมฺมมกาสิ นารี
ยา สพฺพทา โลหิตปุพฺพภกฺขา
นวานิ วตฺถานิ สุภานิ เจวื
มุทูนิ สุทฺธานิ จ โลมสานิ
ทินฺนานิ มิสฺสา กิฏกา ภวนฺติ
อยํ นุ กึ กมฺมมกาสิ นารีติ ฯ
ภริยา มเมสา อหุ ภทนฺเต
อทายิกา มจฺฉรินี กทริยา
สา มํ ททนฺตํ สมณพฺราหฺมณานํ
อกฺโกสติ ปริภาสติ จ
คูถญฺจ มุตฺตํ รุธิรญฺจ ๑ ปุพฺพํ
ปริภุญฺช ตฺวํ อสุจึ สพฺพกาลํ ฯ
เอตํ เต ปรโลกสฺมึ โหตุ
วตฺถา จ เต กิฏกา ๒ ภวนฺตุ
เอตาทิสํ ทุจฺจริตํ จริตฺวา
อิธาคตา จิรรตฺตาย ขาทตีติ ฯ
มหาเปสการเปตวตฺถุ นวมํ ฯ
๑ ม. รุหิรญฺจ ฯ ๒ ม. กิฏกสมา ฯ
หญิงเปรตนี้กินคูถ มูตร โลหิต และหนอง นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไรหญิงเปรตนี้ เมื่อก่อนได้ทำกรรมอะไรไว้ จึงมีเลือดและหนองเป็นภักษาเป็นนิจ ผ้าทั้งหลายอันใหม่และงาม อ่อนนุ่ม บริสุทธิ์ มีขนอ่อนอันท่านให้แล้วแก่หญิงเปรตนี้ ย่อมกลายเป็นเหล็กไป เมื่อก่อนหญิง
เปรตนี้ได้ทำกรรมอะไรไว้หนอ?
เทพบุตรนั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อน หญิงเปรตนี้เป็นภรรยาของข้าพเจ้า มีความตระหนี่เหนียวแน่น ไม่ให้ทาน นางได้ด่าและบริภาษข้าพเจ้าผู้กำลังให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า จงกินคูถ มูตร เลือด และหนองอันไม่สะอาดตลอดกาลทุกเมื่อ คูถ มูตร เลือด และหนอง จงเป็นอาหารของท่านในปรโลก แผ่นเหล็กจงเป็นผ้าของท่าน นางมาเกิดในที่นี้กินแต่คูถและมูตรเป็นต้นตลอดกาลนาน เพราะประพฤติชั่วเช่นนี้.
จบ มหาเปสการเปตวัตถุที่ ๙.
๑๐. ขลาตยเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตเปลือย
หัวหน้าพ่อค้าถามหญิงเปรตตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค ขลาตยเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๑๐ กา นุ อนฺโตวิมานสฺมึ ติฏฺฐนฺตี นูปนิกฺขมิ
อุปนิกฺขมสฺสุ ภทฺเท ปสฺสามิ ๑ ตํ มหิทฺธิกนฺติ ๒ ฯ
อฏฺฏิยามิ หรายามิ นคฺคา นิกฺขมิตุํ พหิ
เกเสหมฺหิ ปฏิจฺฉนฺนา ปุญฺญํ เม อปฺปกํ กตนฺติ ฯ
หนฺทุตฺตรียํ ทามิ ๓ เต อิมํ ทุสฺสํ นิวาสย
อิมํ ทุสฺสํ นิวาเสตฺวา พหิ ๔ นิกฺขม โสภเณ
อุปนิกฺขมสฺสุ ภทฺเท ปสฺสามิ ตํ มหิทฺธิกนฺติ ๒ ฯ
หตฺเถน หตฺเถ เต ทินฺนํ น มยฺหํ อุปกปฺปติ
เอเสตฺถุปาสโก สทฺโธ สมฺมา สมฺพุทฺธสาวโก
เอตํ อจฺฉาทยิตฺวาน มม ทกฺขิณมาทิส
ตถาหํ ๕ สุขิตา เหสฺสํ สพฺพกามสมิทฺธินีติ ฯ
ตญฺจ เต นหาปยิตฺวาน วิลิมฺปิตฺวาน วาณิชา
วตฺเถหจฺฉาทยิตฺวาน ตสฺสา ทกฺขิณมาทิสุํ
สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ วิปาโก อุปปชฺชถ ๖
โภชนจฺฉาทนปานียํ ทกฺขิณาย อิทํ ผลํ
ตโต สุทฺธา สุจิวสนา กาสิกุตฺตมธารินี
หสนฺตี วิมานา นิกฺขมิ ทกฺขิณาย อิทํ ผลนฺติ ฯ
สุจิตฺตรูปํ รุจิรํ วิมานํ เต จ ภาสติ ๗
เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลนฺติ ฯ
ภิกฺขุโน จรมานสฺส โทณินิมฺมุชฺชนี ๑ อหํ
อทาสึ อุชุภูตสฺส วิปฺปสนฺเนน เจตสา
ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส วิปากํ ทีฆมนฺตรํ
อนุโภมิ วิมานสฺมึ ตญฺจ ทานิ ปริตฺตกํ ฯ
อุทฺธํ จตูหิ มาเสหิ กาลกิริยา ภวิสฺสติ
เอกนฺตํ กฏุกํ โฆรํ นิรยูปปติสฺสหํ ๒
จตุกฺกณฺณํ จตุทฺวารํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ
อโยปาการปริยนฺตํ อยสา ปฏิกุชฺชิตํ ฯ
ตสฺส อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตฺตา
สมนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา ติฏฺฐติ สพฺพทา
ตตฺถาหํ ทีฆมทฺธานํ ทุกฺขํ เวทิสฺสํ ๓ เวทนํ_
ผลญฺจ ปาปกมฺมสฺส ตสฺมา โสจามิทํ ๔ ภูตนฺติ ฯ
ขลาติยเปตวตฺถุ ๕ ทสมํ ฯ
๑ ม. ปสฺสาม ฯ ๒ ม. มหิฏฺฐิตนฺติ ฯ ๓ ม. ททามิ ฯ ๔ ม. เอหิ ฯ ๕ ยุ. ตทาหํ ฯ
๖ ม. อุทปชฺชถ ฯ ๗ ม. ปภาสติ ฯ
ท่านเป็นใครหนออยู่ภายในวิมานนี้ ไม่ออกจากวิมานเลย ดูกรนางผู้เจริญ
เชิญท่านออกมาเถิด ข้าพเจ้าจะขอดูท่านผู้มีฤทธิ์?
นางเวมานิกเปรตฟังคำถามดังนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า
ดิฉันเป็นหญิงเปลือยกาย มีแต่ผมปิดบังไว้ กระดากอายที่จะออกภายนอก
ดิฉันได้ทำบุญไว้น้อยนัก.
พ่อค้ากล่าวว่า
ดูกรนางผู้มีรูปงาม เอาเถอะ ข้าพเจ้าจะให้ผ้าเนื้อดีแก่ท่าน เชิญท่านนุ่งผ้านี้ แล้วจงออกมาภายนอก เชิญออกมาภายนอกวิมานเถิด ข้าพเจ้า
จะขอดูผู้มีฤทธิ์มาก.
นางเวนิกเปรตตอบว่า
ผ้านั้นถึงท่านจะให้ที่มือของดิฉันเอง ก็ไม่สำเร็จแก่ดิฉัน ถ้าในหมู่ชนนี้มีอุบาสกผู้มีศรัทธา เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอท่านจงให้อุบาสกนั้นนุ่งห่มผ้าที่ท่านจะให้ดิฉันแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ดิฉัน เมื่อท่านทำอย่างนั้น ดิฉันจึงจะได้นุ่งห่มผ้านี้ตามปรารถนา ถึงซึ่งความสุข.
พ่อค้าทั้งหลายได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงให้อุบาสกนั้นอาบน้ำ ลูบไล้แล้วให้นุ่งห่มผ้า แล้วอุทิศส่วนกุศลให้นางเวมานิกเปรตนั้น พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น ได้กล่าว
คาถา ๓ คาถา ความว่า
ก็พ่อค้าเหล่านั้นยังอุบาสกนั้นให้อาบน้ำ ลูบไล้ด้วยของหอมแล้วให้นุ่งห่มผ้า แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้นางเวมานิกเปรตนั้น ในทันตาเห็นนั้นเอง วิบากย่อมบังเกิดขึ้นแก่นางเวมานิกเปรตนั้น โภชนะ เครื่องนุ่งห่มและน้ำดื่ม ย่อมบังเกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ลำดับนั้น นางมีสรีระบริสุทธิ์ นุ่งห่มผ้าสะอาด งามดีกว่าแคว้นกาสี เดินยิ้มออกมาจาก
วิมานประกาศว่า นี้เป็นผลแห่งทักษิณา.
พ่อค้าเหล่านั้นถามว่า
วิมานของท่านงดงาม มีรูปภาพวิจิตรดี สว่างไสว ดูกรนางเทพธิดาพวกข้าพเจ้าถามแล้วขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้นตอบว่า
เมื่อดิฉันเป็นมนุษย์อยู่นั้น มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายแป้งคั่วอันเจือด้วยน้ำมัน แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต มีจิตซื่อตรง ดิฉันเสวยวิบากแห่งกุศลกรรมนั้นในวิมานนี้สิ้นกาลนาน ก็ผลบุญนั้น เดี๋ยวนี้ยังเหลือนิดหน่อย พ้น ๔ เดือนไปแล้ว ดิฉันจักจุติจากวิมานนี้ จักไปตกนรกอันเร่าร้อนสาหัส มี ๔ เหลี่ยม มี ๔ ประตู จำแนกเป็นห้องๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นนรกนั้นล้วนเป็นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ ดิฉันจักต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นตลอดกาลนาน ก็การเสวยทุกข์เช่นนี้เป็นผลแห่งกรรมชั่ว เพราะฉะนั้น ดิฉัน
จึงเศร้าโศกที่จะไปเกิดในนรกนั้น.
จบ ขลาตยเปตวัตถุที่ ๑๐.
๑๑. นาคเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตกินน้ำเลือดน้ำหนอง
สามเณรถามว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค นาคเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๑๑ ปุรโต จ ๖ เสเตน ปเลติ หตฺถินา
มชฺเฌ ปน อสฺสตรีรเถน
ปจฺฉา จ กญฺญา สิวิกายํ นิยฺยาติ
โอภาสยนฺตี ทส สพฺพโต ทิสา ฯ
ตุเมฺห ปน มุคฺครหตฺถปาณิโน
รุทมฺมุขา ภินฺนปภินฺนคตฺตา
มนุสฺสภูตา กิมกตฺถ ปาปํ
เยนญฺญมญฺญสฺส ปิวาถ โลหิตํ (อิติ) ฯ
ปุรโต ว โย คจฺฉติ กุญฺชเรน
เสเตน นาเคน จตุกฺกเมน
อมฺหากํ ปุตฺโต อหุ โส ปเชฏฺฐโก ๑
ทานานิ ทตฺวาน สุขึ ๒ ปโมทติ ฯ
โย โส มชฺเฌ อสฺสตรีรเถน
จตุพฺภิ ยุตฺเตน สุวคฺคิเตน
อมฺหากํ ปุตฺโต อหุ มชฺฌิโม โส
อมจฺฉรี ทานปติ ๓ วิโรจติ ฯ
ยา สา [๔] ปจฺฉา สิวิกาย นิยฺยาติ
นารี ๕ สปญฺญา มิคมนฺทโลจนา
อมฺหากํ ธีตา อหุ สา กนิฏฺฐา ๖
ภาคฑฺฒภาเคน สุขี ปโมทติ ฯ
เอเต จ ทานานิ อทํสุ ปุพฺเพ
ปสนฺนจิตฺตา สมณพฺราหฺมณานํ
มยํ ปน มจฺฉริโน อหุมฺหา ๗
ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ
เอเต จ ทตฺวา ปริจารยนฺติ
มยญฺจ สุสฺสาม นโฬว ทิตฺโตติ ๑ ฯ
กึ ตุมฺหากํ โภชนํ กึ สยนํ
กถญฺจ ยาเปถ สุปาปธมฺมิโน
ปหูตโภเคสุ อนปฺปเกสุ
สุขํ วิราคาย ๒ ทุกฺขชฺช ปตฺตา ๓ ฯ
อญฺญมญฺญํ วธิตฺวาน ปิวาม ปุพฺพโลหิตํ
พหุํ ปิตฺวา น ทาตา โหม นจฺฉาทิมฺหมฺหเส ๔ มยํ ฯ
อิจฺเจว มจฺจา ปริเทวยนฺติ
อทายิกา ๕ เปจฺจ ยมสฺส ฐายิโน
เย เต วิริจฺจา ๖ อธิคมฺม โภเค
น ภุญฺชเร นาปิ กโรนฺติ ปุญฺญํ ฯ
เต ขุปฺปิปาสุปคตา ปรตฺถ
ปจฺฉา จิรํ ฌายิเร ๗ ฑยฺหมานา
กมฺมานิ กตฺวาน ทุกฺขุทฺรยานิ ๘
อนุโภนฺติ ทุกฺขํ กฏุกปฺผลานิ ฯ
อิตฺตรํ หิ ธนธญฺญํ อิตฺตรํ อิธ ชีวิตํ
อิตฺตรํ อิตฺตรโต ญตฺวา ทีปํ กยิราถ ปณฺฑิโต ฯ
เย เต เอวํ ปชานนฺติ นรา ธมฺมสฺส โกวิทา
เต ทาเน นปฺปมชฺชนฺติ สุตฺวา อรหตํ วโจติ ฯ
นาคเปตวตฺถุ เอกาทสมํ ฯ
๑ ม. โทณินิมฺมชฺชนึ ฯ ยุ. โทณินิมฺมิญฺชนํ ฯ ๒ ม. นิรยํ ปปติสฺสหํ ฯ
๓ ม. เวทิสฺส ฯ ๔ ม. โสจามหํ ภุสนฺติ ฯ ๕ ม. ขลฺลาฏิยเปติวตฺกุ ฯ
๖ ม. ยุ. ว ฯ
๑ ม. เชฏฺฐโปโส ฯ ยุ. เชฏฺฐโก ฯ ๒ ม. สุขี ฯ ๓ ม. ทานวตี ฯ
๔ ม. จ ฯ ๕ ยุ. ทารี ฯ ๖ ม. กนิฏฺฐิกา ฯ ๗ ม. อหุมฺห ฯ
๑ ม. ฉินฺโนติ ฯ ๒. ม. วิราธาย ฯ ๓ ม. ปตฺตาติ ฯ ๔ ม. นจฺฉาทิมฺหเส ฯ
๕ ม. อทายกา ฯ ๖ สี. วิทิตฺวา ฯ ม. วิทิจฺจ ฯ ยุ. วิวิจฺจา ฯ ๗ ม. ฌายเร ฯ
๘ ม. ทุขุทฺรานิ ฯ ยุ. ทุกฺขนฺทฺริยานิ ฯ
คนหนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้า คนหนึ่งขี่รถเทียมด้วยม้าอัสดรไปท่ามกลางนางสาวน้อยขึ้นวอไปข้างหลัง เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่วทศทิศ ส่วนท่านทั้งหลายมือถือฆ้อนเดินร้องไห้ มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา มีตัวเป็นแผลแตกพัง ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบาปอะไรไว้ ท่านทั้งหลายดื่มกิน
โลหิตของกันและกัน เพราะกรรมอะไร?
เปรตทั้งสองได้ฟังสามเณรถามจึงตอบว่า
ผู้ใดขี่ช้างเผือกชาติกุญชรมี ๔ เท้าไปข้างหน้า คนนั้นเป็นบุตรหัวปีของข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อเป็นมนุษย์เขาได้ถวายทานแก่สงฆ์ จึงได้รับความสุขบันเทิงใจ ผู้ใดขี่รถเทียมด้วยม้าอัสดร ๔ ม้า แล่นเรียบไปท่ามกลางผู้นั้นเป็นบุตรคนกลางของข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อเขาเป็นมนุษย์เป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดีรุ่งโรจน์อยู่ นารีที่มีปัญญา ดวงตากลมงามรุ่งเรืองดุจตาเนื้อ ขึ้นวอมาข้างหลัง ผู้นั้นเป็นธิดาคนสุดท้ายของข้าพเจ้าทั้งสอง นางมีความสุขเบิกบานใจ เพราะส่วนแห่งทานกึ่งส่วน เมื่อก่อนเขาทั้งสามมีจิตเลื่อมใส ได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองเป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เขาทั้งสามนี้ถวายทานแล้ว บำรุงบำเรอด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ส่วนข้าพเจ้า
ทั้งสองซูบซีดอยู่ ดุจไม้อ้ออันไฟไหม้ ฉะนั้น.
สามเณรถามว่า
อะไรเป็นโภชนะของท่าน อะไรเป็นที่นอนของท่าน และท่านมีบาปธรรมอย่างยิ่ง ยังอัตภาพให้เป็นไปอย่างไร เมื่อโภคะเป็นอันมากมีอยู่ไม่น้อย
ท่านหน่ายสุข ได้เสวยทุกข์ในวันนี้?
เปรตทั้งสองตอบว่า
ข้าพเจ้าทั้งสองดีซึ่งกันและกัน แล้วกินหนองและเลือดของกันและกันได้ดื่มหนองและเลือดเป็นอันมาก ก็ยังไม่หายอยาก มีความหิวอยู่เป็นนิจ สัตว์ทั้งหลายไม่ให้ทาน ละไปแล้ว เกิดในยมโลก ย่อมร่ำไรอยู่เหมือนข้าพเจ้าทั้งสองฉะนั้น สัตว์เหล่าใด ได้ประสบโภคะต่างๆ แล้วไม่ใช้สอยเอง ทั้งไม่ทำบุญ สัตว์เหล่านั้นจักต้องหิวกระหายในปรโลกภายหลังถูกความหิวแผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ครั้นทำกรรมทั้งหลายมีผลเผ็ดร้อน มีทุกข์เป็นกำไรแล้ว ย่อมได้เสวยทุกข์ ก็บัณฑิตทั้งหลายรู้ทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นอย่างหนึ่ง รู้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในมนุษย์โลกนี้เป็นอย่างหนึ่ง รู้ทรัพย์และข้าวเปลือกและชีวิตมนุษย์เป็นอีกอย่างหนึ่ง จากสิ่งนอกนี้แล้ว พึงทำที่พึ่งของตน ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรม ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว มารู้ชัดอย่างนี้ ชนเหล่า
นั้นย่อมไม่ประมาทในทาน.
จบ นาคเปตวัตถุที่ ๑๑.
๑๒. อุรคเปตวัตถุ
ว่าด้วยการไม่ร้องไห้ถึงผู้ตาย
พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะบอกเหตุแห่งการไม่เศร้าโศก จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา
ความว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุรควรรค อุรคเปตวัตถุ (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 49 · Chaloem Phrakiat Volume 26)
๑๒ อุรโคว ตจํ ชิณฺณํ หิตฺวา คจฺฉติ สนฺตนน
เอวํ สรีเร นิพฺโภเค เปเต กาลกเต สติ
ฑยฺหมาโน น ชานาติ ญาตีนํ ปริเทวิตํ
ตสฺมา เอตํ น โสจามิ ๑ คโต โส ตสฺส ยา คติ ๒
อนพฺภิโต ตโต อาคา นานุญฺญาโต อิโต คโต
ยถาคโต ตถา คโต ตตฺถ กา ปริเทวนา
ฑยฺหมาโน น ชานาติ ญาตีนํ ปริเทวิตํ
ตสฺมา เอตํ น โรทามิ คโต โส ตสฺส ยา คติ ๒ ฯ
สเจ โรเท กิสา อสฺสํ ตตฺถ เม กึ ผลํ สิยา
ญาติมิตฺตสุหชฺชานํ ๓ ภิยฺโย โน อรตี สิยา
ฑยฺหมาโน น ชานาติ ญาตีนํ ปริเทวิตํ
ตสฺมา เอตํ น โรทามิ คโต โส ตสฺส ยา คติ ๒ ฯ
ยถาปิ ทารโก จนฺทํ คจฺฉนฺตํ อนุโรทติ
เอวํ สมฺปทเมเวตํ โย เปตํ อนุโสจติ
ฑยฺหมาโน น ชานาติ ญาตีนํ ปริเทวิตํ
ตสฺมา เอตํ น โรทามิ คโต โส ตสฺส ยา คติ ๒ ฯ
ยถาปิ พฺรเหฺม อุทกุมฺโภ ภินฺโน อปฺปฏิสนฺธิโย
เอวํ สมฺปทเมเวตํ โย เปตํ อนุโสจติ
ฑยฺหมาโน น ชานาติ ญาตีนํ ปริเทวิตํ
ตสฺมา เอตํ น โรทามิ คโต โส ตสฺส ยา คตีติ ฯ
อุรคเปตวตฺถุ ทฺวาทสมํ ฯ
อุทฺทานํ ๑
เขตฺตูปมา ๒ วณฺณา ทุเว ธีตลีกํ ติโรกุฑฺฑํ
ปุตฺตขาทิกา โคณคูถํ ปาสาทํ นาโครค ทฺวาทสา
เต วตฺถูนิ วคฺเค ปฐเม อุทฺทานํ ๓ ฯ
อุรควคฺโค ปฐโม ฯ
๑ ม. น โรทามิ ฯ ๒ ยุ. คตีติ ฯ ๓ ยุ. ญาติมิตฺตา ... ฯ
บุตรของเรา ละสรีระอันคร่ำคร่าของตนไป เหมือนงูลอกคราบฉะนั้นเมื่อสรีระแห่งบุตรของเรา ใช้สอยไม่ได้ ละไปแล้ว มีกาละอันกระทำแล้วอย่างนี้ บุตรของเราเมื่อญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติของเขามี
อย่างไร เขาได้ไปสู่คตินั้น.
นางพราหมณีกล่าวว่า
บุตรของดิฉัน ดิฉันไม่ได้เชิญมา มาแล้วจากปรโลก ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้ไป ก็ไปแล้วจากมนุษยโลกนี้ เขามาอย่างไร เขาก็ไปอย่างนั้นทำไมจะต้องไปร่ำไรในการไปจากโลกนี้ของเขาเล่า บุตรของดิฉันเมื่อพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของหมู่ญาติ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงบุตรนั้น คติของเขามีอย่างไร เขาได้ไปสู่คตินั้นแล้ว.
น้องสาวกล่าวว่า
ถ้าดิฉันร้องไห้ ก็จะเป็นผู้ซูบผอม ผลอะไรจะพึงมีแก่ดิฉัน ในการร้องไห้นั้น ความไม่สบายใจก็จะพึงมีแก่ญาติและมิตรสหายทั้งหลายโดยยิ่ง พี่ชายของดิฉันอันญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงพี่ชายของดิฉันนั้น คติ
ของเขามีอย่างไร เขาได้ไปสู่คตินั้นแล้ว.
ส่วนภรรยาของเขากล่าวว่า
ผู้ใดเศร้าโศกถึงคนที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนทารกร้องไห้ถึงพระจันทร์ อันลอยอยู่ในอากาศฉะนั้น สามีของดิฉันอันญาติเผาอยู่ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้
ถึงเขา คติของเขามีอย่างไร เขาได้ไปแล้วสู่คตินั้น.
ส่วนนางทาสีกล่าวว่า
ข้าแต่ท่านผู้เป็นว่านเครือแห่งพรหม หม้อน้ำอันแตกแล้วพึงประสานให้ติดอีกไม่ได้ ฉันใด ผู้ใดเศร้าโศกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบเหมือนฉันนั้น นายของดิฉันอันพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงท่าน คติของ
ท่านมีอย่างไร ท่านได้ไปสู่คตินั้นแล้ว.
จบ อุรคเปตวัตถุที่ ๑๒.
________________________
รวมเรื่องในอุรควรรค คือ
๑. เขตตูปมาเปตวัตถุ ๒. สูกรเปตวัตถุ
๓. ปูติมุขเปตวัตถุ ๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ
๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ ๖. ปัญจปุตตขาทิกเปตวัตถุ
๗. สัตตปุตตขาทิกเปตวัตถุ ๘. โคณเปตวัตถุ
๙. มหาเปสการเปตวัตถุ ๑๐. ขลาตยเปตวัตถุ
๑๑. นาคเปตวัตถุ ๑๒. อุรคเปตวัตถุ.
จบ อุรควรรคที่ ๑.
End of อุรควรรค