arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ธรรมบท

๑๓. โลกวรรค เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๒๓ (Royal Thai)13/26 in ธรรมบท4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

ธมฺมปทคาถาย เตรสโม โลกวคฺโค

คาถาธรรมบท โลกวรรคที่ ๑๓

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท โลกวรรค (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 42 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๑๓ หีนํ ธมฺมํ น เสเวยฺย ปมาเทน น สํวเส

มิจฺฉาทิฏฺฐึ น เสเวยฺย น สิยา โลกวฑฺฒโน ฯ

อุตฺติฏฺเฐ นปฺปมชฺเชยฺย ธมฺมํ สุจริตํ จเร

ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ

ธมฺมํ จเร สุจริตํ น นํ ทุจฺจริตํ จเร

ธมฺมจารี สุขํ เสติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ ฯ

ยถา ปุพฺพุฬกํ ปสฺเส ยถา ปสฺเส มรีจิกํ

เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ ฯ

เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ จิตฺตํ ราชรถูปมํ

ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ ฯ

โย จ ปุพฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจฺฉา โส นปฺปมชฺชติ

โส ๑ อิมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ฯ

ยสฺส ปาปํ กตํ กมฺมํ กุสเลน ปิถียติ ๒

โส อิมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ฯ

อนฺธภูโต อยํ โลโก ตนุเกตฺถ วิปสฺสติ

สกุนฺโต ๓ ชาลมุตฺโตว อปฺโป สคฺคาย คจฺฉติ ฯ

หํสา ๔ อาทิจฺจปเถ ยนฺติ อากาเส ยนฺติ อิทฺธิยา

นียนฺติ ธีรา โลกมฺหา เชตฺวา มารํ สวาหนํ ฯ

เอกํ ธมฺมํ อตีตสฺส มุสาวาทิสฺส ชนฺตุโน

วิติณฺณปรโลกสฺส นตฺถิ ปาปํ อการิยํ ฯ

น เว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ

พาลา หเว นปฺปสํสนฺติ ทานํ

ธีโร จ ทานํ อนุโมทมาโน

เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ ฯ

ปฐวฺยา เอกรชฺเชน สคฺคสฺส คมเนน วา

สพฺพโลกาธิปจฺเจน โสตาปตฺติผลํ วรํ ฯ

โลกวคฺโค เตรสโม ฯ

๑ ม. อตฺตฆาตาย ฯ ๒ ม. หิ ฯ

๑ โป. ม. โสมํ ฯ ๒ ปหียตีติปิ ฯ ๓ ม. สกุโณ ฯ ๔ ม. ยุ. หํสาทิจฺจปเถ

ยนฺติ ฯ

Royal Thai

บุคคลไม่พึงเสพธรรมอันเลว ไม่พึงอยู่ร่วมกับความประมาทไม่พึงเสพมิจฉาทิฐิ ไม่พึงเป็นคนรกโลก ภิกษุไม่พึงประมาทในบิณฑะที่ลุกพึงขึ้นยืนรับ พึงประพฤติธรรมให้สุจริต ผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้า พึงประพฤติธรรมให้สุจริต ไม่พึงประพฤติให้ทุจริต ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และในโลกหน้ามัจจุราชย่อมไม่เห็นบุคคลผู้พิจารณาเห็นโลก ดุจบุคคลเห็นฟองน้ำเห็นพยับแดด ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันวิจิตรเปรียบด้วยราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู่ [แต่] พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่ ก็ผู้ใดประมาทแล้วในกาลก่อน ในภายหลังผู้นั้นย่อมไม่ประมาท เขาย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว

เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น ผู้ใดทำกรรมอันลามกผู้นั้นย่อมปิด [ละ] เสียได้ด้วยกุศล บุคคลนั้นย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากเมฆ ฉะนั้น โลกนี้มืดมน ในโลกนี้น้อยคนที่จะเห็นแจ้ง สัตว์ไปสวรรค์ได้น้อยดุจนกพ้นจากข่าย ฝูงหงส์ย่อมไปในทางพระอาทิตย์ ท่านผู้เจริญอิทธิบาทดีแล้ว ย่อมไปในอากาศด้วยฤทธิ์ นักปราชญ์ทั้งหลายชนะมารพร้อมทั้งพาหนะได้แล้วย่อมออกไปจากโลก คนล่วงธรรมอย่างเอกเสียแล้ว เป็นคนมักพูดเท็จข้ามโลกหน้าเสียแล้ว ไม่พึงทำบาป ย่อมไม่มี คนตระหนี่ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย คนพาลย่อมไม่สรรเสริญทานโดยแท้ส่วนนักปราชญ์อนุโมทนาทาน เพราะการอนุโมทนาทานนั่นเอง ท่านย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นพระราชาเอกในแผ่นดิน กว่าความไปสู่สวรรค์ และกว่าความเป็นอธิบดีในโลกทั้งปวง ฯ

จบโลกวรรคที่ ๑๓

End of ๑๓. โลกวรรค