arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · ธรรมบท

๒๔. ตัณหาวรรค เล่ม ๒๕

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๔ (Royal Thai)24/26 in ธรรมบท4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

ธมฺมปทคาถาย จตุวีสติโม ตณฺหาวคฺโค

คาถาธรรมบท ตัณหาวรรคที่ ๒๔

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท ตัณหาวรรค (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 43 · Chaloem Phrakiat Volume 25)

Pali (Siam Rath)

๒๔ มนุชสฺส ปมตฺตจาริโน

ตณฺหา วฑฺฒติ มาลุวา วิย

โส ปลวตี ๑ หุราหุรํ

ผลมิจฺฉํว วนสฺมึ วานโร ฯ

ยํ เอสา สหตี ชมฺมี ตณฺหา โลเก วิสตฺติกา

โสกา ตสฺส ปวฑฺฒนฺติ อภิวฑฺฒํว พีรณํ ฯ

โย เจ ตํ สหตี ชมฺมึ ตณฺหํ โลเก ทุรจฺจยํ

โสกา ตมฺหา ปปตนฺติ อุทพินฺทุว โปกฺขรา ฯ

ตํ โว วทามิ ภทฺทํ โว ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา

ตณฺหาย มูลํ ขณถ อุสีรตฺโถว พีรณํ ฯ

มา โว นฬํ ว โสโตว มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ ฯ

ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทเฬฺห

ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ

เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต

นิพฺพตฺตติ ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ ฯ

ยสฺส ฉตฺตึสตีโสตา มนาปสฺสวนา ภุสา

มหา ๒ วหนฺติ ทุทฺทิฏฺฐึ สงฺกปฺปา ราคนิสฺสิตา ฯ

สวนฺติ สพฺพธี โสตา ลตา อุพฺภิชฺช ติฏฺฐติ

ตญฺจ ทิสฺวา ลตํ ชาตํ มูลํ ปญฺญาย ฉินฺทถ ฯ

สริตานิ สิเนหิตานิ จ

โสมนสฺสานิ ภวนฺติ ชนฺตุโน

เต สาตสิตา สุเขสิโน

เต เว ชาติชรูปคา นรา ฯ

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา

ปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโต ๑

สญฺโญชนสงฺคสตฺตา ๒

ทุกฺขมุเปนฺติ ปุนปฺปุนํ จิราย ฯ

ตสิณาย ปุรกฺขตา ปชา

ปริสปฺปนฺติ สโสว พาธิโต ๓

ตสฺมา ตสิณํ วิโนทเย

ภิกฺขุ อากงฺขํ ๔ วิราคมตฺตโน ฯ

โย นิพฺพนโฐ วนาธิมุตฺโต

วนมุตฺโต วนเมว ธาวติ

ตํ ปุคฺคลเมว ปสฺสถ

มุตฺโต พนฺธนเมว ธาวติ ฯ

น ตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา

ยทายสํ ทารุชํ ปพฺพชญฺจ

สารตฺตรตฺตา มณิกุณฺฑเลสุ

ปุตฺเตสุ ทาเรสุ จ ยา อเปกฺขา ฯ

เอตํ ทฬฺหํ พนฺธนมาหุ ธีรา

โอหารินํ สิถิลํ ทุปฺปมุญฺจํ

เอตํปิ เฉตฺวาน ปริพฺพชนฺติ

อนเปกฺขิโน กามสุขํ ปหาย ฯ

เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ

สยํ กตํ มกฺกฏโกว ชาลํ

เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา

อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหาย ฯ

มุญฺจ ปุเร มุญฺจ ปจฺฉโต

มชฺเฌ มุญฺจ ภวสฺส ปารคู

สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานโส

น ปุน ชาติชรํ อุเปหิสิ ฯ

วิตกฺกมถิตสฺส ชนฺตุโน

ติพฺพราคสฺส สุภานุปสฺสิโน

ภิยฺโย ตณฺหา ปวฑฺฒติ

เอส โข ทฬฺหํ กโรติ พนฺธนํ ฯ

วิตกฺกูปสเม จ โย รโต

อสุภํ ภาวยตี สทา สโต

เอส โข วฺยนฺติกาหติ

เอสจฺเฉจฺฉติ ๑ มารพนฺธนํ ฯ

นิฏฺฐํ คโต อสนฺตาสี วีตตโณฺห อนงฺคโณ

อจฺฉินฺทิ ภวสลฺลานิ อนฺติโมยํ สมุสฺสโย ฯ

วีตตโณฺห อนาทาโน นิรุตฺติปทโกวิโท

อกฺขรานํ สนฺนิปาตํ ชญฺญา ปุพฺพปรานิ จ

ส เว อนฺติมสารีโร มหาปญฺโญ มหาปุริโสติ วุจฺจติ ฯ

สพฺพาภิภู สพฺพวิทูหมสฺมิ

สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนูปลิตฺโต

สพฺพญฺชโห ตณฺหกฺขเย วิมุตฺโต

สยํ อภิญฺญาย กมุทฺทิเสยฺยํ ฯ

สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ

สพฺพํ รสํ ธมฺมรโส ชินาติ

สพฺพํ รตึ ธมฺมรตี ชินาติ

ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ ฯ

หนนฺติ โภคา ทุมฺเมธํ โน ๑ เจ ปารคเวสิโน

โภคตณฺหาย ทุมฺเมโธ หนฺติ อญฺเญว อตฺตนํ ฯ

ติณโทสานิ เขตฺตานิ ราคโทสา อยํ ปชา

ตสฺมา หิ วีตราเคสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

ติณโทสานิ เขตฺตานิ โทสโทสา อยํ ปชา

ตสฺมา หิ วีตโทเสสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

ติณโทสานิ เขตฺตานิ โมหโทสา อยํ ปชา

ตสฺมา หิ วีตโมเหสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

ติณโทสานิ เขตฺตานิ อิจฺฉาโทสา อยํ ปชา

ตสฺมา หิ วิคติจฺเฉสุ ทินฺนํ โหติ มหปฺผลํ ฯ

ตณฺหาวคฺโค จตุวีสติโม ฯ

๑ ปริปฺลวตีติปิ ฯ ๒ ยุ. วาหาวหนฺติ ฯ

๑-๓ ม. พนุธิโต. ฯ ๒ ม. ยุ. สญฺโญชนสงฺคสตฺตกา ฯ ๔ ยุ. อากงฺขี ฯ

๑ เอสจฺฉินฺทตีติปิ ฯ ๒ โน จ อิติปิ ฯ

Royal Thai

ตัณหาย่อมเจริญแก่มนุษย์ผู้ประพฤติประมาท ดุจเคลือเถาย่านทรายฉะนั้น บุคคลนั้นย่อมเร่ร่อนไปสู่ภพน้อยใหญ่ ดังวานรปรารถนาผลไม้เร่ร่อนไปในป่า ฉะนั้น ตัณหานี้ลามกซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ในโลกย่อมครอบงำบุคคลใดความโศกทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น ดุจหญ้าคมบางอันฝนตกเชยแล้วงอกงามอยู่ในป่า ฉะนั้น บุคคลใดแลย่อมครอบงำตัณหาอันลามก ล่วงไปได้โดยยากในโลกความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะท่านทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้ท่านทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหาเสีย ดุจบุรุษต้องการแฝกขุดแฝกฉะนั้นมารอย่าระรานท่านทั้งหลายบ่อยๆ ดุจกระแสน้ำระรานไม้อ้อฉะนั้น

ต้นไม้ เมื่อรากหาอันตรายมิได้ มั่นคงอยู่ แม้ถูกตัดแล้วก็กลับงอกขึ้นได้ ฉันใด ทุกข์นี้ เมื่อบุคคลยังถอนเชื้อตัณหาขึ้นไม่ได้แล้ว ย่อมเกิดขึ้นบ่อยๆ แม้ฉันนั้นความดำริทั้งหลายที่อาศัยราคะเป็นของใหญ่ ย่อมนำบุคคลผู้มีตัณหาดังกระแส ๓๖ อันไหลไปในอารมณ์ซึ่งทำให้ใจเอิบอาบ เป็นของกล้า ไปสู่ทิฐิชั่ว กระแสตัณหาย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหาดังเครือเถาเกิดขึ้นแล้วย่อมตั้งอยู่ ก็ท่านทั้งหลายเห็นตัณหาดังเครือเถานั้นอันเกิดแล้ว จงตัดรากเสียด้วยปัญญา โสมนัสที่ซ่านไปแล้วและที่เป็นไปกับด้วยความเยื่อใย ย่อมมีแก่สัตว์ สัตว์เหล่านั้นอาศัยความสำราญ แสวงหาสุข นรชนเหล่านั้นแลเป็นผู้เข้าถึงชาติและชรา

หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ข้องแล้วด้วยสังโยชน์และธรรมเป็นเครื่องข้อง ย่อมเข้าถึงทุกข์บ่อยๆสิ้นกาลนาน หมู่สัตว์ถูกตัณหาอันทำความสะดุ้งห้อมล้อมแล้ว ย่อมกระสับกระส่าย ดุจกระต่ายติดแร้วกระสับกระส่ายอยู่ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุเมื่อหวังวิราคะธรรมแก่ตนพึงบรรเทาตัณหาที่ทำความสะดุ้งเสีย ท่านทั้งหลายจงเห็นบุคคลผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังหมู่ไม้ในป่า มีใจน้อมไปแล้วในความเพียรดุจป่า พ้นแล้วจากตัณหาเพียงดังป่า ยังแล่นเข้าหาป่านั่นแล บุคคลนี้พ้นแล้วจากเครื่องผูกยังแล่นเข้าหาเครื่องผูก

นักปราชญ์ทั้งหลายหากล่าวเครื่องผูกซึ่งเกิดแต่เหล็ก เกิดแต่ไม้ และเกิดแต่หญ้าปล้องว่ามั่นไม่ สัตว์ผู้กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลายและความห่วงใยในบุตรและภริยา นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวเครื่องผูกอันหน่วงลง อันหย่อน อันบุคคลเปลื้องได้โดยยาก นั้นว่ามั่น นักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยละกามสุขแล้วย่อมเว้นรอบ สัตว์เหล่าใดถูกราคะย้อมแล้ว สัตว์เหล่านั้นย่อมแล่นไปตามกระแสตัณหา ดุจแมลงมุมแล่นไปตามใยที่ตนทำเอง ฉะนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายตัดเครื่องผูกแม้นั้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย ย่อมละทุกข์ทั้งปวงไป ท่านจงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอดีตเสีย

จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นอนาคตเสีย จงปล่อยความอาลัยในขันธ์ที่เป็นปัจจุบันเสีย จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ มีใจพ้นวิเศษแล้วในสังขตธรรมทั้งปวง จักไม่เข้าถึงชาติและชราอีก ตัณหาย่อมเจริญยิ่งแก่ผู้ที่ถูกวิตกย่ำยี ผู้มีราคะกล้า มีปกติเห็นอารมณ์ว่างาม ผู้นั้นแลย่อมทำเครื่องผูกให้มั่น ส่วนผู้ใดยินดีแล้วในฌานเป็นที่สงบวิตก มีสติทุกเมื่อ เจริญอสุภะอยู่ ผู้นั้นแลจักทำตัณหาให้สิ้นไป ผู้นั้นจะตัดเครื่องผูกแห่งมารได้ ภิกษุผู้ถึงความสำเร็จแล้ว ไม่มีความสะดุ้ง ปราศจากตัณหาไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ตัดลูกศรอันยังสัตว์ให้ไปสู่ภพได้แล้ว อัตภาพของภิกษุนี้มีในที่สุด ภิกษุปราศจากตัณหาไม่ยึดมั่น

ฉลาดในนิรุติและบท รู้จักความประชุมเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งอักษรทั้งหลายภิกษุนั้นแลมีสรีระในที่สุด เรากล่าวว่า มีปัญญามาก เป็นมหาบุรุษเราเป็นผู้ครอบงำธรรมทั้งปวง รู้แจ้งธรรมทั้งปวง อันตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้วในธรรมทั้งปวง ละธรรมได้ทุกอย่างพ้นวิเศษแล้วเพราะความสิ้นตัณหา รู้ยิ่งเอง พึงแสดงใครเล่า (ว่าเป็นอุปัชฌาย์หรืออาจารย์) การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรมย่อมชำนะรสทั้งปวงความยินดีในธรรมย่อมชำนะความยินดีทั้งปวง ความสิ้นตัณหาย่อมชำนะทุกข์ทั้งปวง โภคทรัพย์ทั้งหลาย ย่อมฆ่าคนมีปัญญาทราม แต่หาฆ่าผู้ที่แสวงหาฝั่งไม่ คนมีปัญญาทรามย่อมฆ่าตนได้

เหมือนบุคคลฆ่าผู้อื่นเพราะความอยากได้โภคทรัพย์ ฉะนั้น นาทั้งหลาย มีหญ้าเป็นโทษหมู่สัตว์มีราคะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีผลมาก นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโทสะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโทสะ ย่อมมีผลมาก นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีโมหะเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแล ทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากโมหะย่อมมีผลมาก นาทั้งหลายมีหญ้าเป็นโทษ หมู่สัตว์นี้มีความอิจฉาเป็นโทษ เพราะเหตุนั้นแลทานที่บุคคลถวายในท่านผู้ปราศจากความอิจฉาย่อมมีผลมาก ฯ

จบตัณหาวรรคที่ ๒๔

End of ๒๔. ตัณหาวรรค