arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · อิทธิปาทวิภังค์

ปัญหาปุจฉกะ เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๓๖–๕๔๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๓ ในอิทธิปาทวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ อิทธิปาทวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๓๘๕–๓๙๐

หน้า ๓๘๕

๓. ปัญหาปุจฉกะ

{๕๓๖} [๔๖๒] อิทธิบาท ๔ คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

๑. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยฉันทสมาธิปธานสังขาร

๒. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยสมาธิปธานสังขาร

๓. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยจิตตสมาธิปธานสังขาร

๔. เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวีมังสาสมาธิปธานสังขาร

ติกมาติกาปุจฉา ทุกมาติกาปุจฉา

[๔๖๓] บรรดาอิทธิบาท ๔ อิทธิบาทไหนเป็นกุศล อิทธิบาทไหนเป็นอกุศล อิทธิบาทไหนเป็นอัพยากฤต ... อิทธิบาทไหนที่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ อิทธิบาทไหนที่ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้

๑. ติกมาติกาวิสัชนา

{๕๓๗} [๔๖๔] อิทธิบาท ๔ เป็นกุศลอย่างเดียว

อิทธิบาท ๔ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มีอิทธิบาท ๔ เป็นเหตุให้เกิดวิบาก

อิทธิบาท ๔ กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองและไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทานอิทธิบาท ๔ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองและไม่เป็นอารมณ์ของกิเลส

อิทธิบาท ๔ ที่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี ที่ไม่มีวิตกมีเพียงวิจารก็มี ที่ไม่มีทั้งวิตกและวิจารก็มี

หน้า ๓๘๖

อิทธิบาท ๔ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มีอิทธิบาท ๔ อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณ

อิทธิบาท ๔ ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณอิทธิบาท ๔ เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน

อิทธิบาท ๔ เป็นของเสกขบุคคล

อิทธิบาท ๔ เป็นอัปปมาณะ

อิทธิบาท ๔ มีอารมณ์เป็นอัปปมาณะ

อิทธิบาท ๔ เป็นธรรมอย่างประณีต

อิทธิบาท ๔ มีสภาวะชอบและให้ผลแน่นอน

อิทธิบาท ๔ไม่มีมรรคเป็นอารมณ์

อิทธิบาท ๔ มีมรรคเป็นเหตุ

อิทธิบาท ๔ ไม่มีมรรคเป็นอธิบดี

อิทธิบาท๔ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่าจักเกิดขึ้น

อิทธิบาท ๔ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี

อิทธิบาท ๔ กล่าวไม่ได้ว่ามีอารมณ์เป็นอดีต มีอารมณ์เป็นอนาคต หรือมีอารมณ์เป็นปัจจุบันอิทธิบาท ๔ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มีอิทธิบาท ๔ มีอารมณ์เป็นภายนอกตน

อิทธิบาท ๔ เป็นธรรมเห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้

หน้า ๓๘๗

๒. ทุกมาติกาวิสัชนา

๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา

{๕๓๘} [๔๖๕] วีมังสิทธิบาทเป็นเหตุ อิทธิบาท ๓ ไม่เป็นเหตุ

อิทธิบาท ๔ มีเหตุ อิทธิบาท ๔ สัมปยุตด้วยเหตุ

วีมังสิทธิบาทเป็นเหตุและมีเหตุ อิทธิบาท ๓ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและมีเหตุ หรือมีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ

วีมังสิทธิบาทเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ อิทธิบาท ๓ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ หรือสัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุอิทธิบาท ๓ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ วีมังสิทธิบาทกล่าวไม่ได้ว่าไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ หรือไม่เป็นเหตุและไม่มีเหตุ

๒-๙. จูฬันตรทุกาทิวิสัชนา

{๕๓๙} อิทธิบาท ๔ เป็นธรรมมีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสังขตธรรม เป็นธรรมเห็นไม่ได้ เป็นธรรมกระทบไม่ได้ เป็นอรูปธรรม เป็นโลกุตตระอิทธิบาท ๔ จิตบางดวงรู้ได้ จิตบางดวงรู้ไม่ได้

อิทธิบาท ๔ ไม่เป็นอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ วิปปยุตจากอาสวะ แต่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะอิทธิบาท ๔ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ

อิทธิบาท ๔ วิปปยุตจากอาสวะและไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ

อิทธิบาท ๔ไม่เป็นสังโยชน์ ... ไม่เป็นคันถะ .. ไม่เป็นโอฆะ ... ไม่เป็นโยคะ ... ไม่เป็นนิวรณ์ ... ไม่เป็นปรามาส ...

หน้า ๓๘๘

๑๐. มหันตรทุกวิสัชนา

{๕๔๐} อิทธิบาท ๔ เป็นธรรมรับรู้อารมณ์ได้

อิทธิบาท ๓ ไม่เป็นจิต จิตติทธิบาทเป็นจิต

อิทธิบาท ๓ เป็นเจตสิก จิตติทธิบาทไม่เป็นเจตสิก

อิทธิบาท ๓ สัมปยุตด้วยจิต จิตติทธิบาทกล่าวไม่ได้ว่าสัมปยุตด้วยจิต หรือวิปปยุตจากจิต

อิทธิบาท ๓ เจือกับจิต จิตติทธิบาทกล่าวไม่ได้ว่าเจือกับจิต หรือไม่เจือกับจิต

อิทธิบาท ๓ มีจิตเป็นสมุฏฐาน จิตติทธิบาทไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน

อิทธิบาท ๓ เกิดพร้อมกับจิต จิตติทธิบาทไม่เกิดพร้อมกับจิต

อิทธิบาท ๓ เกิดคล้อยตามจิต จิตติทธิบาทไม่เกิดคล้อยตามจิต

อิทธิบาท ๓ เจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน จิตติทธิบาทไม่เจือกับจิตและไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน

อิทธิบาท ๓ เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต จิตติทธิบาทไม่เจือกับจิต ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และไม่เกิดพร้อมกับจิตอิทธิบาท ๓ เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดคล้อยตามจิต จิตติทธิบาทไม่เจือกับจิต ไม่มีจิตเป็นสมุฏฐาน และไม่เกิดคล้อยตามกับจิตอิทธิบาท ๓ เป็นธรรมภายนอกตน จิตติทธิบาทเป็นธรรมภายในตน

อิทธิบาท ๔ ไม่เป็นอุปาทายรูป

อิทธิบาท ๔ กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครอง

๑๑-๑๓. อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา

{๕๔๑} อิทธิบาท ๔ ไม่เป็นอุปาทาน... ไม่เป็นกิเลส...

หน้า ๓๘๙

อิทธิบาท ๔ อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ไม่พึงประหาณ

อิทธิบาท ๔ ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณอิทธิบาท ๔ ที่มีวิตกก็มี ที่ไม่มีวิตกก็มี

อิทธิบาท ๔ ที่มีวิจารก็มี ที่ไม่มีวิจารก็มี

อิทธิบาท ๔ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยปีติก็มีอิทธิบาท ๔ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยสุขก็มี

อิทธิบาท ๔ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี

อิทธิบาท ๔ไม่เป็นกามาวจร ไม่เป็นรูปาวจร ไม่เป็นอรูปาวจร ไม่นับเนื่องในวัฏฏทุกข์อิทธิบาท ๔ เป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์

อิทธิบาท ๔ ให้ผลแน่นอน

อิทธิบาท ๔ ไม่มีธรรมอื่นยิ่งกว่า

อิทธิบาท ๔ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ฉะนี้แล

จบ ปัญหาปุจฉกะ

จบ อิทธิปาทวิภังค์ บริบูรณ์

หน้า ๓๙๐

๑๐. โพชฌังควิภังค์

๑. สุตตันตภาชนีย์

โพชฌงค์ ๗ นัยที่ ๑

{๕๔๒} [๔๖๖] โพชฌงค์ ๗ คือ

๑. สติสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้คือสติ

๒. ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้คือธัมมวิจยะ

๓. วิริยสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้คือวิริยะ

๔. ปีติสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้คือปีติ

๕. ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้คือปัสสัทธิ

๖. สมาธิสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้คือสมาธิ

๗. อุเปกขาสัมโพชฌงค์ องค์ธรรมเครื่องตรัสรู้คืออุเบกขา

{๕๔๓} [๔๖๗] ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์ (เป็นต้น) เป็นไฉนภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาอันยิ่ง เป็นะลึกได้ ระลึกได้บ่อย ๆ ซึ่งกิจที่ทำไว้นาน ๆ หรือวาจาที่กล่าวไว้นาน ๆ นี้เรียกว่าสติสัมโพชฌงค์ (๑)

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โพชฌงค์ (หรือ สัมโพชฌงค์) องค์ธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้ หมายถึงองค์แห่งธรรมสามัคคี ๗ ประการมีสติเป็นต้นอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปัทวกิเลสทั้งหลาย เช่น ความท้อแท้ ความฟุ้งซ่าน กามสุขัลลิกานุโยค อัตตกิลมถานุโยค สัสสตทิฏฐิ อุจเฉททิฏฐิ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นในขณะแห่งโลกิยมรรคหรือโลกุตตรมรรคย่อมเป็นเหตุให้อริยสาวกตรัสรู้คือตื่นจากการหลับเพราะกิเลสเหล่านั้น รู้แจ้งอริยสัจ ๔ หรือเข้าถึงภาวะนิพพาน (ที.ม.อ. ๔๐๑, ม.มู.อ. ๑/๓๐๖, สํ.ม.อ. ๒๐๕, ขุ.ขุ.อ. ๗๓, อภิ.วิ.อ. ๓๓๒) พึงดูความพิสดารในโพชฌังคสังยุต สํ.ม. (แปล) ๑๙/๑๘๒-๓๖๖/๑๑๙-๒๒๔, และยุคนัทธวรรค โพชฌังคกถา ขุ.ปฏิ. (แปล) ๓๑/๕๕๗-๕๗๓/๔๒๓-๔๓๗