พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · สิกขาปทวิภังค์
ปัญหาปุจฉกะ เล่ม ๓๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๗๔–๗๗๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๒ ในสิกขาปทวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ สิกขาปทวิภังค์ ปัญหาปุจฉกะ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๕๐๐–๕๐๕
๒. ปัญหาปุจฉกะ
{๗๗๔} [๗๑๔] สิกขาบท ๕ คือ
๑. ปาณาติปาตาเวรมณีสิกขาบท
๒. อทินนาทานาเวรมณีสิกขาบท
๓. กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีสิกขาบท
๔. มุสาวาทาเวรมณีสิกขาบท
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานาเวรมณีสิกขาบท
ติกมาติกาปุจฉา - ทุกมาติกาปุจฉา
[๗๑๕] บรรดาสิกขาบท ๕ สิกขาบทไหนเป็นกุศล สิกขาบทไหนเป็นอกุศล สิกขาบทไหนเป็นอัพยากฤต ... สิกขาบทไหนที่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ สิกขาบทไหนที่ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้
๑. ติกมาติกาวิสัชนา
{๗๗๕} [๗๑๖] สิกขาบท ๕ เป็นกุศลอย่างเดียว
สิกขาบท ๕ ที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนาก็มี ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนาก็มี
สิกขาบท ๕ เป็นเหตุให้เกิดวิบาก
สิกขาบท ๕ กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครองแต่เป็นอารมณ์ของอุปาทานสิกขาบท ๕ กิเลสไม่ทำให้เศร้าหมองแต่เป็นอารมณ์ของกิเลส
สิกขาบท ๕ มีทั้งวิตกและวิจาร
สิกขาบท ๕ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มีสิกขาบท ๕ อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณ
สิกขาบท ๕ ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ พึงประหาณ
สิกขาบท ๕ เป็นเหตุให้ถึงปฏิสนธิและจุติ
สิกขาบท ๕ ไม่เป็นของเสกขบุคคลและไม่เป็นของอเสกขบุคคล
สิกขาบท ๕ เป็นปริตตะ
สิกขาบท ๕ มีอารมณ์เป็นปริตตะ
สิกขาบท ๕ เป็นอย่างปานกลาง
สิกขาบท ๕ ให้ผลไม่แน่นอน
สิกขาบท ๕ กล่าวไม่ได้ว่ามีมรรคเป็นอารมณ์ มีมรรคเป็นเหตุ หรือมีมรรคเป็นอธิบดีสิกขาบท ๕ ที่เกิดขึ้นก็มี ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็มี แต่กล่าวไม่ได้ว่าจักเกิดขึ้นสิกขาบท ๕ ที่เป็นอดีตก็มี ที่เป็นอนาคตก็มี ที่เป็นปัจจุบันก็มี
สิกขาบท ๕ มีอารมณ์เป็นปัจจุบัน
สิกขาบท ๕ ที่เป็นภายในตนก็มี ที่เป็นภายนอกตนก็มี ที่เป็นภายในตนและภายนอกตนก็มี
สิกขาบท ๕ มีอารมณ์เป็นภายนอกตน
สิกขาบท ๕ เป็นธรรมเห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้
๒. ทุกมาติกาวิสัชนา
๑. เหตุโคจฉกวิสัชนา
{๗๗๖} [๗๑๗] สิกขาบท ๕ ไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ
สิกขาบท ๕ สัมปยุตด้วยเหตุ แต่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและมีเหตุ
สิกขาบท ๕ มีเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ แต่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นเหตุและสัมปยุตด้วยเหตุ
สิกขาบท ๕ สัมปยุตด้วยเหตุแต่ไม่เป็นเหตุ และไม่เป็นเหตุแต่มีเหตุ
๒. จูฬันตรทุกวิสัชนา
สิกขาบท ๕ เป็นธรรมมีปัจจัยปรุงแต่ง เป็นสังขตธรรม เป็นธรรมเห็นไม่ได้ เป็นธรรมกระทบไม่ได้ เป็นอรูปธรรม เป็นโลกิยะ
สิกขาบท ๕ จิตบางดวงรู้ได้ จิตบางดวงรู้ไม่ได้
๓. อาสวโคจฉกวิสัชนา
สิกขาบท ๕ ไม่เป็นอาสวะ
สิกขาบท ๕ เป็นอารมณ์ของอาสวะ
สิกขาบท ๕ วิปปยุตจากอาสวะ
สิกขาบท ๕ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือเป็นอารมณ์ของอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะสิกขาบท ๕ กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอาสวะและสัมปยุตด้วยอาสวะ หรือสัมปยุตด้วยอาสวะแต่ไม่เป็นอาสวะ
สิกขาบท ๕ วิปปยุตจากอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ
๔-๑๐. สัญโญชนโคจฉกาทิวิสัชนา
สิกขาบท ๕ ไม่เป็นสังโยชน์ ... ไม่เป็นคันถะ ... ไม่เป็นโอฆะ ... ไม่เป็นโยคะ ... ไม่เป็นนิวรณ์ ... ไม่เป็นปรามาส ...
สิกขาบท ๕ เป็นธรรมรับรู้อารมณ์ได้ แต่ไม่เป็นจิต
สิกขาบท ๕ เป็นเจตสิก สัมปยุตด้วยจิต เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดพร้อมกับจิต เกิดคล้อยตามจิต
สิกขาบท ๕ เจือกับจิตและมีจิตเป็นสมุฏฐาน
สิกขาบท ๕ เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดพร้อมกับจิต
สิกขาบท ๕ เจือกับจิต มีจิตเป็นสมุฏฐาน และเกิดคล้อยตามจิต
สิกขาบท ๕ เป็นภายนอกตน
สิกขาบท ๕ ไม่เป็นอุปาทายรูป
สิกขาบท ๕ กรรมอันสัมปยุตด้วยตัณหาทิฏฐิไม่ยึดครอง
๑๑-๑๓. อุปาทานโคจฉกาทิวิสัชนา
สิกขาบท ๕ ไม่เป็นอุปาทาน ...สิกขาบท ๕ ไม่เป็นกิเลส
สิกขาบท ๕ อันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูง ๓ ไม่พึงประหาณ
สิกขาบท ๕ ไม่มีเหตุอันโสดาปัตติมรรคและมรรคเบื้องสูงพึงประหาณ
สิกขาบท ๕ มีวิตก มีวิจาร
สิกขาบท ๕ ที่มีปีติก็มี ที่ไม่มีปีติก็มี
สิกขาบท ๕ ที่สหรคตด้วยปีติก็มี ที่ไม่ที่สหรคตด้วยปีติก็มี
สิกขาบท ๕ ที่สหรคตด้วยสุขก็มี ที่ไม่ที่สหรคตด้วยสุขก็มี
สิกขาบท ๕ ที่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี ที่ไม่สหรคตด้วยอุเบกขาก็มี
สิกขาบท ๕ เป็นกามาวจร
สิกขาบท ๕ ไม่เป็นรูปาวจร
สิกขาบท ๕ ไม่เป็นอรูปาวจร
สิกขาบท ๕ นับเนื่องในวัฏฏทุกข์
สิกขาบท ๕ ไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารทุกข์
สิกขาบท ๕ ให้ผลไม่แน่นอน
สิกขาบท ๕ มีธรรมอื่นยิ่งกว่า
สิกขาบท ๕ ไม่เกิดกับกิเลสอันเป็นเหตุให้สัตว์ร้องไห้ ฉะนี้แล
จบ ปัญหาปุจฉกะ
จบ สิกขาปทวิภังค์ บริบูรณ์
๑๕. ปฏิสัมภิทาวิภังค์
๑. สุตตันตภาชนีย์
๑. สังคหวาร
{๗๗๗} [๗๑๘] ปฏิสัมภิทา ๔ คือ
๑. อัตถปฏิสัมภิทา ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา
๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
ความรู้แตกฉานในอรรถชื่อว่าอัตถปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในธรรมชื่อว่าธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอันกล่าวธัมมนิรุตตินั้นชื่อว่านิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในญาณทั้งหลายชื่อว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา นี้ชื่อว่าสังคหวาร
- ๑คำว่า ปฏิสัมภิทา หมายถึงปัญญาหรือความรู้ที่แตกฉานทั้ง ๔ ประการ คือ (๑) อัตถปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในอรรถ หมายถึงความรู้ที่สามารถกำหนดลักษณะเฉพาะและความหมายของผลประเภทต่าง ๆ คือรู้แจ้งชัดในความหมาย เห็นข้อธรรมหรือความย่อ ก็สามารถอธิบายขยายออกไปได้โดยพิสดาร หรือเห็นเหตุก็สามารถเชื่อมโยงไปหาผลได้ (๒) ธัมมปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในธรรม หมายถึงความรู้ที่สามารถกำหนดลักษณะเฉพาะและความหมายของเหตุประเภทต่าง ๆ คือรู้แจ้งชัดในหลัก เห็นอรรถาธิบายพิสดารก็สามารถจับใจความมาตั้งเป็นหัวข้อได้ หรือเห็นผลก็สามารถสาวถึงเหตุได้ (๓) นิรุตติปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในนิรุตติ หมายถึงความรู้ที่สามารถกำหนดลักษณะเฉพาะและความหมายของโวหารแห่งภาษาประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวถึงอรรถและธรรม คือรู้แจ้งชัดในภาษาธรรม รู้ศัพท์บัญญัติและภาษาต่าง ๆ สามารถใช้คำพูดชี้แจงอรรถและธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจและรู้เห็นตามได้ (๔) ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความรู้แตกฉานในปฏิภาณ หมายถึงความรู้ที่สามารถกำหนดลักษณะเฉพาะและความหมายของปฏิภาณประเภทต่าง ๆ คือรู้แจ้งชัดในปฏิสัมภิทาทั้ง ๓ หรือรู้แจ้งชัดในความคิดทันการ สามารถนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาปรับใช้ประโยชน์อย่างสบเหมาะและทำให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างถูกต้องตามความเป็นจริงของเรื่องนั้น ๆ (นัย องฺ.ปญฺจก.อ. ๔๒, ขุ.ขุ.อ. ๒๐๖, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๓-๔, อภิ.วิ.อ. ๔๑๓)
จบ ปัญหาปุจฉกะ