พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · สัจจวิภังค์
สุตตันตภาชนีย์ เล่ม ๓๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๔–๑๗๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๕ ในสัจจวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ สัจจวิภังค์ สุตตันตภาชนีย์ (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๑๕๙–๑๗๐
๔. สัจจวิภังค์
๑. สุตตันตภาชนีย์
{๑๔๔} [๑๘๙] อริยสัจ ๔ คือ
๑. ทุกขอริยสัจ ๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ ๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
{๑๔๕} [๑๙๐] ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขอริยสัจ เป็นไฉน
ชาติเป็นทุกข์ ชราเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสเป็นทุกข์ ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ ความไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์{๑๔๖} [๑๙๑] ในทุกขอริยสัจนั้น ชาติ เป็นไฉน
ความเกิด ความก่อเกิด ความหยั่งลง ความบังเกิด ความถือกำเนิด ความปรากฎแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ{๑๔๗} [๑๙๒] ในทุกขอริยสัจนั้น ชรา เป็นไฉน
- ๑การจำแนกอริยสัจ ๔ ในสุตตันตภาชนีย์ พึงดูเทียบใน วิ.มหา. (แปล) ๔/๑๔/๒๒, ที.ม. (แปล) ๑๐/๓๘๗-๔๐๓/๓๖๐-๓๗๐, ม.มู. (แปล) ๑๒/๙๑/๙๙, ม.อุ. (แปล) ๑๔/๓๗๓-๓๗๕/๔๕-๔๖๘, ขุ.ปฏิ. (แปล) ๓๑/๘๐-๘๕/๕๕-๖๑,
- ๒บางสำนวนว่า ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้(สิ่งนั้น) แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์
ความแก่ ความคร่ำคร่า ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอก ความที่หนังเหี่ยวย่น ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ นี้เรียกว่าชรา
{๑๔๘} [๑๙๓] ในทุกขอริยสัจนั้น มรณะ เป็นไฉน
ความเคลื่อน ความเคลื่อนไป ความแตกดับ ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพไว้ ความขาดไปแห่งชีวิตินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ นี้เรียกว่ามรณะ
{๑๔๙} [๑๙๔] ในทุกขอริยสัจนั้น โสกะ เป็นไฉน
ความโศก กิริยาที่โศก ความเป็นผู้โศก ความโศกภายใน ความตรอมตรมภายใน ความตรอมจิต ความเสียใจ ลูกศรคือความโศกของบุคคล ผู้ถูกความเสื่อมแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งสมบัติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมคือโรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบกับความเสื่อมอื่น ๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่น ๆ กระทบเข้าก็ดี นี้เรียกว่าโสกะ{๑๕๐} [๑๙๕] ในทุกขอริยสัจนั้น ปริเทวะ เป็นไฉน
ความคร่ำครวญ ความร่ำพิไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ กิริยาที่ร่ำพิไรรำพัน ภาวะที่คร่ำครวญ ภาวะที่ร่ำพิไรรำพันของบุคคลผู้ถูกความเสื่อมแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งสมบัติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมคือโรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบกับความเสื่อมอื่น ๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่น ๆ กระทบเข้าก็ดี นี้เรียกว่าปริเทวะ
{๑๕๑} [๑๙๖] ในทุกขอริยสัจนั้น ทุกข์ เป็นไฉน
ความไม่สำราญทางกาย ความลำบากทางกาย ความไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางกาย กิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางกาย นี้เรียกว่าทุกข์
{๑๕๒} [๑๙๗] ในทุกขอริยสัจนั้น โทมนัส เป็นไฉน
ความไม่สำราญทางใจ ความลำบากทางใจ ความไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางใจ กิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางใจ นี้เรียกว่าโทมนัส
{๑๕๓} [๑๙๘] ในทุกขอริยสัจนั้น อุปายาส เป็นไฉน
ความแค้นใจ ความคับแค้นใจ ภาวะที่แค้นใจ ภาวะที่คับแค้นใจของบุคคลผู้ถูกความเสื่อมแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งสมบัติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมคือโรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความเสื่อมแห่งทิฏฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบกับความเสื่อมอื่น ๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่น ๆ กระทบเข้าก็ดี นี้เรียกว่าอุปายาส{๑๕๔} [๑๙๙] ในทุกขอริยสัจนั้น ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ เป็นไฉน
สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจในโลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือสัตว์เหล่าใดเป็นผู้ไม่หวังประโยชน์ ไม่หวังความเกื้อกูล ไม่หวังความสบาย ไม่หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น การไปร่วมกัน การมาร่วมกัน การอยู่ร่วมกัน การทำกิจร่วมกันกับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้เรียกว่าความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์{๑๕๕} [๒๐๐] ในทุกขอริยสัจนั้น ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รักก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน
สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจในโลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือสัตว์เหล่าใด คือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิงน้องหญิง มิตร พวกพ้อง ญาติ หรือสาโลหิต เป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความสบาย หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น การไม่ไปร่วมกัน การไม่มาร่วมกัน การไม่อยู่ร่วมกัน การไม่ทำกิจร่วมกันกับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้เรียกว่าความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รักเป็นทุกข์
{๑๕๖} [๒๐๑] ในทุกขอริยสัจนั้น ความไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ เป็นไฉน
สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดามีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ ขอให้เราทั้งหลายอย่ามีชาติเป็นธรรมดา และชาติอย่ามาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ” ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นี้ก็เป็นทุกข์ สัตว์ทั้งหลายผู้มีชราเป็นธรรมดา ... สัตว์ทั้งหลายผู้มีพยาธิเป็นธรรมดา ... สัตว์ทั้งหลายผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ... สัตว์ทั้งหลายผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัส และอุปายาสเป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า “ ขอให้เราทั้งหลายอย่าพึงมีความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจเป็นธรรมดาเลย และขอความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจไม่พึงมาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ” ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา นี้เรียกว่าความไม่ได้สมปรารถนาแม้นี้ก็เป็นทุกข์{๑๕๗} [๒๐๒] โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ เป็นไฉน
อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ อุปาทานขันธ์เหล่านี้เรียกว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์
นี้เรียกว่าทุกขอริยสัจ
๒. ทุกขสมุทยอริยสัจ
{๑๕๘} [๒๐๓] ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขสมุทยอริยสัจ เป็นไฉน
ตัณหาอันทำให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ มีความเพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้น ๆ ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
{๑๕๙} ก็ตัณหานี้นั้นแลเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน
สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ในสิ่งนั้น
ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นที่รักที่ยินดีในโลก
คือ จักขุเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่จักขุนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่จักขุนั้น โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่มโนนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่มโนนั้นรูปทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่รูปนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปนั้น เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ธรรมารมณ์นั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมารมณ์นั้นจักขุวิญญาณเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ จักขุวิญญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่จักขุวิญญาณนั้น โสตวิญญาณ ... ฆานวิญญาณ ... ชิวหาวิญญาณ ... กายวิญญาณ ... มโนวิญญาณเป็นที่รัก ที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่มโนวิญญาณนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่มโนวิญญาณนั้น
จักขุสัมผัสเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่จักขุสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่จักขุสัมผัสนั้น โสตสัมผัส ... ฆานสัมผัส ... ชิวหาสัมผัส ... กายสัมผัส ... มโนสัมผัสเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่มโนสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่มโนสัมผัสนั้น
เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสนั้น เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนั้นรูปสัญญาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่รูปสัญญานั้นเมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปสัญญานั้น สัททสัญญา ... คันธสัญญา ... รสสัญญา ... โผฏฐัพพสัญญา ... ธัมมสัญญาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ธัมมสัญญานั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมสัญญานั้น
รูปสัญเจตนาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่รูปสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปสัญเจตนานั้น สัททสัญเจตนา ... คันธสัญเจตนา ... รสสัญเจตนา ... โผฏฐัพพสัญเจตนา ... ธัมมสัญเจตนา เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ธัมมสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมสัญเจตนานั้น
รูปตัณหาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่รูปตัณหานั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปตัณหานั้น สัททตัณหา ... คันธตัณหา ... รสตัณหา ... โผฏฐัพพตัณหา ... ธัมมตัณหาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ธัมมตัณหานั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมตัณหานั้น
รูปวิตกเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่รูปวิตกนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปวิตกนั้น สัททวิตก ... คันธวิตก ... รสวิตก ... โผฏฐัพพวิตก ... ธัมมวิตกเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ธัมมวิตกนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมวิตกนั้นรูปวิจารเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่รูปวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่รูปวิจารนั้น สัททวิจาร ... คันธวิจาร ... รสวิจาร ... โผฏฐัพพวิจาร ... ธัมมวิจารเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิด ย่อมเกิดที่ธัมมวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมวิจารนั้น
นี้เรียกว่าทุกขสมุทยอริยสัจ
๓. ทุกขนิโรธอริยสัจ
{๑๖๐} [๒๐๔] ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขนิโรธอริยสัจ เป็นไฉน
ความที่ตัณหานั้นนั่นแลดับไปเพราะสำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสลัดทิ้ง ความหลุดพ้น ความไม่อาลัย
{๑๖๑} ก็ตัณหานี้นั้นแลเมื่อละ ย่อมละได้ที่ไหน เมื่อดับ ย่อมดับได้ที่ไหน คือ สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละ ย่อมละได้ในสิ่งนั้น เมื่อดับ ย่อมดับได้ในสิ่งนั้น
ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นที่รักที่ยินดีในโลก
คือ จักขุเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่จักขุนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในจักขุนั้น โสตะ ... ฆานะ ... ชิวหา ... กาย ... มโนเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละที่มโนนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในมโนนั้น
รูปทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่รูปนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในรูปนั้น เสียง ... กลิ่น ... รส ... โผฏฐัพพะ ... ธรรมารมณ์เป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละที่ธรรมารมณ์นั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมารมณ์นั้น
จักขุวิญญาณเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่จักขุวิญญาณนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในจักขุวิญญาณนั้น โสตวิญญาณ ... ฆานวิญญาณ ... ชิวหาวิญญาณ ... กายวิญญาณ ... มโนวิญญาณเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่มโนวิญญาณนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในมโนวิญญาณนั้น
จักขุสัมผัสเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่จักขุสัมผัสนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในจักขุสัมผัสนั้น โสตสัมผัส ... ฆานสัมผัส ... ชิวหาสัมผัส ... กายสัมผัส ... มโนสัมผัสเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่มโนสัมผัสนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในมโนสัมผัสนั้น
เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่เวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในเวทนาที่เกิดแต่จักขุสัมผัสนั้น เวทนาที่เกิดแต่โสตสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่ฆานสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่ชิวหาสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่กายสัมผัส ... เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่เวทนาที่เกิดมโนสัมผัสนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในเวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสนั้นรูปสัญญาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่รูปสัญญานั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในรูปสัญญานั้น สัททสัญญา ... คันธสัญญา ... รสสัญญา ... โผฎฐัพพสัญญา ... ธัมมสัญญาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่ธัมมสัญญานั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในธัมมสัญญานั้น
รูปสัญเจตนาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่รูปสัญเจตนานั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในรูปสัญเจตนานั้น สัททสัญเจตนา ... คันธสัญเจตนา ... รสสัญเจตนา ... โผฏฐัพพสัญเจตนา ... ธัมมสัญเจตนาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่ธัมมสัญเจตนานั้น เมื่อตั้งอยู่ ก็ตั้งอยู่ที่ธัมมสัญเจตนานั้นรูปตัณหาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่รูปตัณหานั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในรูปตัณหานั้น สัททตัณหา ... คันธตัณหา ... รสตัณหา ... โผฏฐัพพตัณหา ... ธัมมตัณหาเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่ธัมมตัณหานั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในธัมมตัณหานั้นรูปวิตกเป็นที่รักที่ยินดีในโลก
ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่รูปวิตกนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในรูปวิตกนั้น สัททวิตก ... คันธวิตก ... รสวิตก ... โผฏฐัพพวิตก ... ธัมมวิตกเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่ธัมมวิตกนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในธัมมวิตกนั้นรูปวิจารเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่รูปวิจารนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในรูปวิจารนั้น สัททวิจาร ... คันธวิจาร ... รสวิจาร ... โผฏฐัพพวิจาร ... ธัมมวิจารเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อละ ย่อมละได้ที่ธัมมวิจารนั้น เมื่อดับ ก็ดับได้ในธัมมวิจารนั้น
นี้เรียกว่าทุกขนิโรธอริยสัจ
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
{๑๖๒} [๒๐๕] ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ เป็นไฉน
อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ
{๑๖๓} ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน
ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้เรียกว่าสัมมาทิฎฐิ
{๑๖๔} ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสังกัปปะ เป็นไฉน
ความดำริในความออกจากกาม ความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในความไม่เบียดเบียน นี้เรียกว่าสัมมาสังกัปปะ
{๑๖๕} ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวาจา เป็นไฉน
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ นี้เรียกว่าสัมมาวาจา{๑๖๖} ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมากัมมันตะ เป็นไฉน
เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม นี้เรียกว่าสัมมากัมมันตะ{๑๖๗} ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาอาชีวะ เป็นไฉน
อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ย่อมละการเลี้ยงชีพที่ผิด สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพที่ชอบ นี้เรียกว่าสัมมาอาชีวะ
{๑๖๘} ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวายามะ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อยังธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ... เพื่อละธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งเกิดขึ้นแล้ว ... เพื่อยังธรรมที่เป็นกุศลซึ่ง ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทำฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคับ ประคองจิตไว้ เริ่มตั้งความเพียรเพื่อความตั้งมั่น เพื่อ
ความไม่เลือนหาย เพื่อความมียิ่งขึ้น เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์แห่งธรรมที่เป็นกุศลซึ่งเกิดขึ้นแล้ว นี้เรียกว่าสัมมาวายามะ
{๑๖๙} ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสติ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ... พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ นี้เรียกว่าสัมมาสติ
{๑๗๐} ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิ เป็นไฉน
ภิกษุในธรรมวินัยนี้สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌานที่มีวิตกมีวิจารมีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เธอเข้าทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ เธอเข้าจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ นี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ
นี้เรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ
จบ สุตตันตภาชนีย์
๒. อภิธัมมภาชนีย์
อัฏฐังคิกวาร
{๑๗๑} [๒๐๖] สัจจะ ๔ คือ
๑. ทุกข์ ๒. ทุกขสมุทัย
๓. ทุกขนิโรธ ๕. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา
{๑๗๒} ในสัจจะ ๔ นั้น ทุกขสมุทัย เป็นไฉน
ตัณหา นี้เรียกว่าทุกขสมุทัย
{๑๗๓} ในสัจจะ ๔ นั้น ทุกข์ เป็นไฉน
กิเลสที่เหลือ อกุศลธรรมที่เหลือ กุศลมูล ๓ ที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ กุศลธรรมอันเป็นอารมณ์ของอาสวะที่เหลือ วิบากแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรมที่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ธรรมเป็นกิริยามิใช่กุศล มิใช่อกุศลและมิใช่กรรมวิบาก รูปทั้งหมด นี้เรียกว่าทุกข์{๑๗๔} ในสัจจะ ๔ นั้น ทุกขนิโรธ เป็นไฉน
การประหาณตัณหา นี้เรียกว่าทุกขนิโรธ
{๑๗๕} ในสัจจะ ๔ นั้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นไฉน
ภิกษุในศาสนานี้เจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพานเพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌาน ... เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด มรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฏฐิ ... สัมมาสมาธิ มีในสมัยนั้น{๑๗๖} ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทานั้น สัมมาทิฏฐิ เป็นไฉน
จบ สุตตันตภาชนีย์