พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ปัจจยาการวิภังค์
อัพยากตนิเทส เล่ม ๓๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๗๒–๓๙๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๗ ในปัจจยาการวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ปัจจยาการวิภังค์ อัพยากตนิเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๒๙๔–๓๑๒
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... นี้เรียกว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ
คำว่า เป็นอันว่าสภาวธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้ นั้น ได้แก่ ความไปร่วม ความมาร่วม ความประชุม ความปรากฏแห่งธรรมเหล่านี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่าสภาวธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
จบ กุสลนิทเทส
๑๑. อัพยากตนิทเทส
อเหตุกกุสลวิปากจิต ๘
อเหตุกกุสลวิปากจิตดวงที่ ๑
{๓๗๒} [๓๐๖] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
จักขุวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นเพราะกามาวจรกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๗๓} [๓๐๗] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ... จักขุวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เป็นไฉน
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ นี้เรียกว่าเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ...จักขุวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เป็นไฉน
การกระทบ กิริยาที่กระทบ กิริยาที่ถูกต้อง ความถูกต้อง นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน
ความสำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นเวทนา นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
{๓๗๔} [๓๐๘] ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณที่มีสังขารเป็นเหตุ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามที่มีวิญญาณเป็นเหตุ เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ ที่มีนามเป็นเหตุ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะที่มีอายตนะที่ ๖ เป็นเหตุ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาที่มีผัสสะเป็นเหตุ เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๗๕} [๓๐๙] ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณที่สัมปยุตด้วยสังขาร เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามที่สัมปยุตด้วยวิญญาณ
เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ ที่สัมปยุตด้วยนาม เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะที่สัมปยุตด้วยอายตนะที่ ๖ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาที่สัมปยุตด้วยผัสสะ เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๗๖} [๓๑๐] ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม แม้เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ แม้เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ แม้เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา แม้เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อเหตุกกุสลวิปากจิตดวงที่ ๒-๓-๔-๕
{๓๗๗} [๓๑๑] ธรรมเป็นอัพยกาฤต เป็นไฉน
โสตวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ... ฆานวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ... ชิวหาวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรสเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ... กายวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยสุข มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นเพราะกามวจรกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๗๘} [๓๑๒] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน
ความสำราญทางกาย ความสุขทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นเวทนา นี้เรียกว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อเหตุกกุสลวิปากจิตดวงที่ ๖
{๓๗๙} [๓๑๓] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนธาตุที่เป็นวิบาก สหรคดด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ หรือมีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นเพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๘๐} [๓๑๔] ในปัจจยาการเหล่านี้ สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ... มโนธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน
ความสำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เป็นไฉน
การตัดสินใจ กิริยาที่ตัดสินใจ ความที่จิตตัดสินใจในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์ นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อเหตุกกุสลวิปากจิตดวงที่ ๗
{๓๘๑} [๓๑๕] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นเพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๘๒} [๓๑๖] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน
ความสำราญทางจิต ความสุขทางจิต ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เป็นไฉน
การตัดสินใจ กิริยาที่ตัดสินใจ ความที่จิตตัดสินใจในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์ นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อเหตุกกุสลวิปากจิตดวงที่ ๘
{๓๘๓} [๓๑๗] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น เพราะกามาวจรกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะ
เป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติ เป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๘๔} [๓๑๘] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน
ความสำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เป็นไฉน
การตัดสินใจ กิริยาที่ตัดสินใจ ความที่จิตตัดสินใจในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะ อธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์ นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
กามาวจรวิปากจิต ๘
{๓๘๕} [๓๑๙] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น... สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... ที่สหรคตด้วยโสมนัสวิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้น ... ที่สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... ที่สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ... เกิดขึ้น ... ที่สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... ที่สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้น ... ที่สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง เพราะกามาวจรกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด
ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๘๖} [๓๒๐] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส ... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
... นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เป็นไฉน
ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ กิริยาที่ปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จังมีปสาทะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เป็นไฉน
การตัดสินใจ กิริยาที่ตัดสินใจ ความตัดสินใจในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์ นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
รูปาวจรวิปากจิต
{๓๘๗} [๓๒๑] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะมีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศลโยคาวจรบุคคลสงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมอันได้ทำได้สั่งสมไว้แล้ว อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะ
อายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ ด้วยประการฉะนี้
อรูปาวจรวิปากจิต
{๓๘๘} [๓๒๒] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เพราะละสุข(ละทุกข์ได้) ... จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
โยคาวจรบุคคลเพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เพราะละสุข(ละทุกข์ได้) ... จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา อันเป็นวิบาก เพราะอรูปาวจรกุศลกรรมนั้นแหละที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้ว อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
โลกุตตรวิปากจิต
{๓๘๙} [๓๒๓] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
โยคาวจรบุคคลเจริญโลกุตตรฌาน อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน เพี่อประหาณทิฏฐิ เพี่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล
โยคาวจรบุคคลสงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานนั้นแหละที่ได้ทำได้เจริญไว้แล้ว อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่าสภาวธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อกุสลวิปากจิต ๗
อกุสลวิปากจิตดวงที่ ๑-๒-๓-๔-๕
{๓๙๐} [๓๒๔] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
จักขุวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้น... โสตวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์เกิดขึ้น... ฆานวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็นอารมณ์เกิดขึ้น... ชิวหาวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรสเป็นอารมณ์
เกิดขึ้น ... กายวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยทุกข์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์เกิดขึ้นเพราะอกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๙๑} [๓๒๕] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส... กายวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน
ความไม่สำราญทางกาย ความทุกข์ทางกาย ความเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่สำราญเป็นทุกข์อันเกิดแต่กายสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน
สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นเวทนา นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อกุศลวิปากจิตดวงที่๖
{๓๙๒} [๓๒๖] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ มีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น เพราะอกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้ว ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๙๓} [๓๒๗] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส... มโนธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน
ความสำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เป็นไฉน
การตัดสินใจ กิริยาที่ตัดสินใจ ความที่จิตตัดสินใจในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน
เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์ นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อกุสลวิปากจิต ดวงที่ ๗
{๓๙๔} [๓๒๘] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นเพราะอกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๙๕} [๓๒๙] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน
จิต มโน มานัส... มโนวิญญาณธาตุที่สมกัน นี้เรียกว่าเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อเหตุกกิริยาจิต ๓
{๓๙๖} [๓๓๐] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนธาตุที่เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ... หรือมีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ... มโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส มีรูปเป็นอารมณ์ ... หรือมีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ... มโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
กามาวจรกิริยาจิต ๘
{๓๙๗} [๓๓๑] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
มโนวิญญาณธาตุที่เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล และไม่ใช่กรรมวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ (มีรูปเป็นอารมณ์ ...
มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ) เกิดขึ้น ... สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้น ... สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ... สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ ... สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูงในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
รูปาวจรกิริยาจิต
{๓๙๘} [๓๓๒] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
พระขีณาสพเจริญรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศลและไม่ใช่กรรมวิบาก แต่เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย
- ๑ทิฎฐธรรมสุขวิหาร คือธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในอัตภาพชาติปัจจุบันนี้ (อภิ.สงฺ.อ. ๓๕๔)
จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
อรูปาวจรกิริยาจิต
{๓๙๙} [๓๓๓] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน
พระขีณาสพเจริญอรูปาวจรฌานที่เป็นกิริยา ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศลและไม่ใช่กรรมวิบาก แต่เป็นทิฏฐธรรมสุขวิหาร เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เพราะละสุข(ละทุกข์ได้) ... จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญาอยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้
จบ อัพยากตนิทเทส
๑๒. อวิชชามูลกกุสลนิทเทส
กามาวจรกุศลจิต ๘
กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑
{๔๐๐} [๓๓๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน
กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๔๐๑} [๓๓๕] ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน
การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร
... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน
ความสำราญทางจิต ความสุขทางจิต ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เป็นไฉน
จบ อัพยากตนิเทส