arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ปัจจยาการวิภังค์

กุศลนิเทส เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๕๘–๓๗๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๗ ในปัจจยาการวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ปัจจยาการวิภังค์ กุศลนิเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๒๘๕–๒๙๔

หน้า ๒๘๕

๑๐. กุสลนิทเทส

กามาวจรกุศลจิต ๘

กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑

{๓๕๘} [๒๙๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ หรือมีเสียงเป็นอารมณ์ มีกลิ่นเป็นอารมณ์ มีรสเป็นอารมณ์ มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนาม เป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๕๙} [๒๙๓] ในปัจจยาการเหล่านั้น กุศลมูล เป็นไฉน

อโลภะ อโทสะ อโมหะ

ในกุศลมูลนั้น อโลภะ เป็นไฉน

การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัดนัก กิริยาที่ไม่กำหนัดนัก ความไม่กำหนัดนัก ความไม่เพ่งเล็งที่จะเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่น กุศลมูลคืออโลภะ นี้เรียกว่าอโลภะ

ในกุศลมูลนั้น อโทสะ เป็นไฉน

หน้า ๒๘๖

การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดพยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ นี้เรียกว่าอโทสะในกุศลมูลนั้น อโมหะ เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ นี้เรียกว่าอโมหะ

สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่ากุศลมูล

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะกศุลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เป็นไฉน

... เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม ... เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ ... เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ ... เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เป็นไฉน

ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ กิริยาที่ปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เป็นไฉน

การตัดสินใจ กิริยาที่ตัดสินใจ ความตัดสินใจในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์

หน้า ๒๘๗

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์ นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๒-๓-๔

{๓๖๐} [๒๙๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ที่สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... ที่สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูงในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๖๑} [๒๙๕] ในปัจจยาการเหล่านั้น กุศลมูล เป็นไฉน

อโลภะ อโทสะ

ในกุศลมูลนั้น อโลภะ เป็นไฉน

การไม่โลภ กิริยาที่ไม่โลภ ความไม่โลภ การไม่กำหนัดนัก กิริยาที่ไม่กำหนัดนัก ความไม่กำหนัดนัก ความไม่เพ่งเล็งที่จะเอาทรัพย์สมบัติของผู้อื่น กุศลมูลคืออโลภะ นี้เรียกว่าอโลภะ

หน้า ๒๘๘

ในกุศลมูลนั้น อโทสะ เป็นไฉน

การไม่คิดประทุษร้าย กิริยาที่ไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดประทุษร้าย ความไม่คิดพยาบาท ความไม่คิดเบียดเบียน กุศลมูลคืออโทสะ นี้เรียกว่าอโทสะ

สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่ากุศลมูล

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน

ความสำราญทางจิต ความสุขทางจิต ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๕-๖

{๓๖๒} [๒๙๖] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ... ที่สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูงในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็น

หน้า ๒๘๙

ปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วย ประการฉะนี้{๓๖๓} [๒๙๗] ในปัจจยาการเหล่านั้น กุศลมูล เป็นไฉน

อโลภะ อโทสะ อโมหะ

สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่ากุศลมูล

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน

ความสำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความไม่สำราญทางจิตก็ไม่ใช่ ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่ไม่ทุกข์ไม่สุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๗-๘

{๓๖๔} [๒๙๘] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ... ที่สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็น

หน้า ๒๙๐

อารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ... ที่สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูงในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๖๕} [๒๙๙] ในปัจจยาการเหล่านั้น กุศลมูล เป็นไฉน

อโลภะ อโทสะ

สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่ากุศลมูล

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

รูปาวจรกุศลจิต

{๓๖๖} [๓๐๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมี

หน้า ๒๙๑

เวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวล นั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

{๓๖๗} [๓๐๑] ในปัจจยาการเหล่านั้น กุศลมูล เป็นไฉน

อโลภะ อโทสะ อโมหะ

สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่ากุศลมูล

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

อรูปาวจรกุศลจิต

{๓๖๘} [๓๐๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง บรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ... เพราะละสุข(ละทุกข์ได้) อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

หน้า ๒๙๒

{๓๖๙} [๓๐๓] ในปัจจยาการเหล่านั้น กุศลมูล เป็นไฉน

อโลภะ อโทสะ อโมหะ

สภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่ากุศลมูล

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน

ความสำราญทางจิต ความสุขทางจิต ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

โลกุตตรกุศลจิต

{๓๗๐} [๓๐๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญฌานเป็นโลกุตตระ อันเป็นเครื่องออกไปจากโลก นำไปสู่นิพพาน เพื่อละทิฏฐิ เพื่อบรรลุภูมิเบื้องต้น สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่าสภาวธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

หน้า ๒๙๓

{๓๗๑} [๓๐๕] ในปัจจยาการเหล่านั้น กุศลมูล เป็นไฉน

อโลภะ อโทสะ อโมหะ

ในกุศลมูลเหล่านั้น อโมหะ เป็นไฉน

ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ... ความไม่หลงคือธัมมวิจัย สัมมาทิฏฐิ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ อันเป็นองค์แห่งมรรค นับเนื่องในมรรค นี้เรียกว่า อโมหะสภาวธรรมเหล่านี้เรียกว่ากุศลมูล

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน

ความสำราญทางจิต ความสุขทางจิต ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เป็นไฉน

ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ กิริยาที่ปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เป็นไฉน

การตัดสินใจ กิริยาที่ตัดสินใจ ความที่จิตตัดสินใจในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน

หน้า ๒๙๔

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... นี้เรียกว่าเพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ

คำว่า เป็นอันว่าสภาวธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้ นั้น ได้แก่ ความไปร่วม ความมาร่วม ความประชุม ความปรากฏแห่งธรรมเหล่านี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่าสภาวธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

จบ กุสลนิทเทส

๑๑. อัพยากตนิทเทส

อเหตุกกุสลวิปากจิต ๘

อเหตุกกุสลวิปากจิตดวงที่ ๑

{๓๗๒} [๓๐๖] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

จักขุวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นเพราะกามาวจรกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๓๗๓} [๓๐๗] ในปัจจยาการเหล่านั้น สังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าสังขาร

จบ กุศลนิเทส