arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ · ปัจจยาการวิภังค์

อวิชชามูลกกุศลนิเทส เล่ม ๓๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๐๐–๔๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๗ ในปัจจยาการวิภังค์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก วิภังค์ ปัจจยาการวิภังค์ อวิชชามูลกกุศลนิเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๗๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๕ หน้า ๓๑๒–๓๒๑

หน้า ๓๑๒

๑๒. อวิชชามูลกกุสลนิทเทส

กามาวจรกุศลจิต ๘

กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๑

{๔๐๐} [๓๓๔] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๔๐๑} [๓๓๕] ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

... นี้เรียกว่าเพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เป็นไฉน

ความสำราญทางจิต ความสุขทางจิต ความเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส กิริยาเสวยอารมณ์ที่สำราญเป็นสุขอันเกิดแต่เจโตสัมผัส นี้เรียกว่าเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เป็นไฉน

หน้า ๓๑๓

ศรัทธา กิริยาที่เชื่อ กิริยาที่ปลงใจเชื่อ ความเลื่อมใสยิ่ง นี้เรียกว่าเพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เป็นไฉน

การตัดสินใจ กิริยาที่ตัดสินใจ ความที่จิตตัดสินใจในอารมณ์นั้น นี้เรียกว่าเพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์

ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เป็นไฉน

เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เว้นอธิโมกข์ นี้เรียกว่าเพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

{๔๐๒} [๓๓๖] ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๔๐๓} [๓๓๗] ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

หน้า ๓๑๔

{๔๐๔} [๓๓๘] ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

กามาวจรกุศลจิตดวงที่ ๓-๔-๕-๖-๗-๘

{๔๐๕} [๓๓๙] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

กามาวจรกุศลจิตที่สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณเกิดขึ้นโดยมีการชักจูง มีรูปเป็นอารมณ์ ... สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้น ... สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ... เกิดขึ้น ... สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ... เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้น ... สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

หน้า ๓๑๕

รูปาวจรกุศลจิต

{๔๐๖} [๓๔๐] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะ ที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

อรูปาวจรกุศลจิต

{๔๐๗} [๓๔๑] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เพราะละสุข(ละทุกข์ได้) ... จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหครตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

หน้า ๓๑๖

โลกุตตรกุศลจิต

{๔๐๘} [๓๔๒] ธรรมเป็นกุศล เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทา ทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่าสภาวธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

จบ อวิชชามูลกกุสลนิทเทส

๑๓. กุสลมูลกวิปากนิทเทส

อเหตุกกุสลวิปากจิต ๘

อเหตุกกุสลวิปากจิตดวงที่ ๑

{๔๐๙} [๓๔๓] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

จักขุวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นเพราะกามาวจรกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึง

หน้า ๓๑๗

มีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

{๔๑๐} [๓๔๔] ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

อเหตุกกุสลวิปากจิต ดวงที่ ๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘

{๔๑๑} [๓๔๕] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

โสตวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ... ฆานวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ... ชิวหาวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรสเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ... กายวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยสุข มีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้น ... มโนธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ... หรือมีโผฏฐัพพะเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ... มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส มีรูปเป็นอารมณ์ ... หรือมีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้น ... มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นเพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร

หน้า ๓๑๘

เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

กามาวจรวิปากจิต ๘

{๔๑๒} [๓๔๖] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

มโนวิญญาณธาตุที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้น ... สหรคตด้วยโสมนัส สัมปยุตด้วยญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ ... เกิดขึ้น ... สหรคตด้วยโสมนัส วิปปยุตจากญาณ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูง ... สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ... สหรคตด้วยอุเบกขา สัมปยุตด้วยญาณ ... สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ ... สหรคตด้วยอุเบกขา วิปปยุตจากญาณ มีรูปเป็นอารมณ์ ... มีธรรมเป็นอารมณ์ หรือปรารภอารมณ์ใด ๆ เกิดขึ้นโดยมีการชักจูงเพราะกามาวจรกุศลกรรมอันได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

หน้า ๓๑๙

รูปาวจรวิปากจิต

{๔๑๓} [๓๔๗] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิทาเพื่อเข้าถึงรูปภพ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล

โยคาวจรบุคคลสงัดจากาม ... บรรลุปฐมฌานที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์อันเป็นวิบาก เพราะรูปาวจรกุศลกรรมนั้นแหละที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วอยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

อรูปาวจรวิปากจิต

{๔๑๔} [๓๔๘] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญมรรคปฏิปทาเพื่อเข้าถึงอรูปภพ เพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เพราะละสุข(ละทุกข์ได้) ... จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล

โยคาวจรบุคคลเพราะก้าวล่วงอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้งปวง เพราะละสุขละทุกข์ได้ ... จึงบรรลุจตุตถฌานที่สหรคตด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา อันเป็นวิบาก เพราะอรูปาวจรกุศลกรรมนั้นแหละที่ได้

หน้า ๓๒๐

ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

โลกุตตรวิปากจิต

{๔๑๕} [๓๔๙] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

โยคาวจรบุคคลเจริญโลกุตตรฌานอันเป็นเครื่องออกไปจากโลกนำไปสู่นิพพาน เพื่อประหาณทิฏฐิ เพื่อบรรลุปฐมภูมิ สงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา อยู่ในสมัยใด ผัสสะ ... อวิกเขปะ มีในสมัยนั้น สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่าธรรมเป็นกุศล

โยคาวจรบุคคลสงัดจากกาม ... บรรลุปฐมฌานที่เป็นทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา เป็นสุญญตะ อันเป็นวิบาก เพราะโลกุตตรกุศลฌานั้นแหละที่ได้ทำได้เจริญไว้แล้ว อยู่ในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีปสาทะ เพราะปสาทะเป็นปัจจัย จึงมีอธิโมกข์ เพราะอธิโมกข์เป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่าสภาวธรรมเหล่านี้ย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

จบ กุสลมูลกวิปากนิทเทส

หน้า ๓๒๑

๑๔. อกุสลมูลกวิปากนิทเทส

อกุสลวิปากจิต ๗

อกุสลวิปากจิตดวงที่ ๑

{๔๑๖} [๓๕๐] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

จักขุวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีรูปเป็นอารมณ์เกิดขึ้นเพราะอกุศลกรรมที่ได้ทำได้สั่งสมไว้แล้วในสมัยใด ในสมัยนั้น เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนาม เพราะนามเป็นปัจจัย จึงมีอายตนะที่ ๖ เพราะอายตนะที่ ๖ เป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชรามรณะ เป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้{๔๑๗} [๓๕๑] ในปัจจยาการเหล่านั้น เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เป็นไฉน

การคิด กิริยาที่คิด ความคิด นี้เรียกว่าเพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร ... ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่าเป็นอันว่ากองทุกข์ทั้งมวลนั่นย่อมเกิดมีได้ด้วยประการฉะนี้

อกุสลวิปากจิตดวงที่ ๒-๓-๔-๕-๖

{๔๑๘} [๓๕๒] ธรรมเป็นอัพยากฤต เป็นไฉน

โสตวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีเสียงเป็นอารมณ์เกิดขึ้น ... ฆานวิญญาณที่เป็นวิบาก สหรคตด้วยอุเบกขา มีกลิ่นเป็น

จบ อวิชชามูลกกุศลนิเทส