arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก ยมก · มูลยมก

นิทเทสวาร เล่ม ๓๘

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖–๒๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๒ ในมูลยมกมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก ยมก มูลยมก นิทเทสวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๓๘ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๘ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๘)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๘๒ หน้า ๑๙–๕๔

หน้า ๑๙

[๖] มูลวารนิทเทสในกุสลบท

มูลนยะที่ ๑

๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล, มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ากุศลมูล ใช่ไหม ?

มูลมี ๓ เท่านั้น ชื่อว่ากุศลมูล, กุศลธรรมที่เหลือนอกนั้นไม่ชื่อว่ากุศลมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ากุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

๒. เอกมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็นกุศล, กุศลธรรมมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย.

หน้า ๒๐

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?

กุศลมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน กุศลมูลเหล่านั้นมีมูลเป็นอันเดียวกันด้วย ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับกุศลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับกุศลมูลมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลมูล ใช่ไหม ?

ใช่.

[ ๗ ] มูลมูลนยะที่ ๒๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ามูลที่เป็นกุศลมูล ใช่ไหม ?

มูลมี ๓ เท่านั้น ชื่อว่ามูลที่เป็นกุศลมูล, กุศลธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ชื่อว่ามูลที่เป็นกุศลมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เป็นกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น ทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๒๑

๒. เอกามูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูลแต่ไม่ใช่เป็นกุศล กุศลธรรมมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?

กุศลมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน กุศลมูลเหล่านั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันด้วย ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกับกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

หน้า ๒๒

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

[ ๘] มูลกนยะที่ ๓๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เป็นกุศล มีอยู่. ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลที่เป็นกุศล แต่ไม่ใช่เป็นกุศล,กุศลธรรมมีมูลที่เป็นกุศลด้วย เป็นกุศลด้วย.

๒. เอกมูลนทกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

หน้า ๒๓

รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็นกุศล, กุศลธรรมมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?

กุศลมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน กุศลมูลเหล่านั้นมีมูลเป็นอันเดียวกันด้วย มีมูลแก่กันและกันด้วย. ธรรมที่เกิดพร้อมกับกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลมูล ใช่ไหม ?

ใช่.

[๙] มูลมูลกนยะที่ ๔๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่กุศลมูล ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๒๔

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เป็นกุศลมูล มีอยู่ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

รูปที่มีกุศลเป็นสมุฎฐาน มีมูลที่เป็นกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็กุศลกุศลธรรมมีมูลที่เป็นกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย.

๒. เอกมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกบกุศลมูล ใช่ไหม ?

ใช่.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศลมูล ใช่ไหม ?

รูปที่มีกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็นกุศล กุศลธรรมมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูลด้วย เป็นกุศลด้วย,

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล ใช่ไหม ?

กุศลมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน กุศลมูลเหล่านั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันด้วย มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย,

หน้า ๒๕

ธรรมที่เกิดพร้อมกับกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมูล แต่ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๒๖

[๑๐] มูลวารนิทเทสในอกุสลบท

มูลนยะที่ ๑

๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าอกุศลมูล ใช่ไหม ?

มูลมี ๓ เท่านั้น ชื่อว่าอกุศลมูล อกุศลธรรมที่เหลือนอกนั้นไม่ชื่อว่ากุศลมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าอกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

๒. เอกมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ?

อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูลอกุศลที่เป็นสาเหตุกะ มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

หน้า ๒๗

รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐาน มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูลแต่ไม่ใช่เป็นอกุศล อกุศลธรรมมีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูลด้วยเป็นอกุศลด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ?

อกุศลมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน อกุศลมูลเหล่านั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันด้วย ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับอกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูลไม่ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอกุศลมูลมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

[๑๑] มูลมูลนยะที่ ๒

๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เป็นอกุศลมูล ใช่ไหม ?

หน้า ๒๘

มูลมี ๓ เท่านั้น ชื่อว่ามูลที่เป็นอกุศลมูล,อกุศลธรรมนอนนั้น ไม่ชื่อว่ามูลที่เป็นอกุศลมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เป็นอกุศลมูล มีอยู่ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

๒. เอกมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียวว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ?

อกุศลที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล, อกุศลที่เป็นสเหตุกะ มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

รูปที่มีอกุศลที่เป็นสมุฏฐาน มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันอกุศลมูล แต่ไม่ใช่อกุศล, อกุศลธรรมมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูลด้วย เป็นอกุศลด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับ

หน้า ๒๙

อกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ?

อกุศลมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน อกุศลมูลเหล่านั้น มีมูลทีเรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันด้วย ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับอกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอกุศลมูล. มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

[ ๑๒] มูลกนยะที่ ๓

๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่มีมูลที่เป็นอกุศล อกุศลที่เป็นสาเหตุกะมีมูลที่เป็นอกุศล ( อกุสลมูลกํ )

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

หน้า ๓๐

รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เป็นอกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็นอกุศล, อกุศลธรรมมีมูลที่เป็นอกุศลมูลด้วย เป็นอกุศลด้วย.

๒. เอกมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ? (เอกมูลมูล ๓ )

อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล, อกุศลที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เรียกว่าเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็นอกุศล, อกุศลธรรมมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูลด้วย เป็นอกุศลด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ?

อกุศลมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน อกุศลมูลเหล่านั้นมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันด้วย มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน

หน้า ๓๑

ด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกับอกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกับอกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

[๑๓] มูลมูลกนยะที่ ๔๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล ใช่ไหม ?

อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่มีมูลที่เป็นอกุศลมูล, อกุศลที่เป็นสาเหตุกะมีมูลที่เป็นอกุศลมูล ( อกุสลมูลมูลกํ)

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นอกุศลมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

รูปที่มีอกุศลเป็นสมุฏฐานมีมูลเป็นอกุศลมูล แต่ไม่ใช่เป็นอกุศล,อกุศลธรรมมีมูลที่เป็นอกุศลมูลด้วย เป็นอกุศลด้วย.

๒. เอกมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นอกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล ใช่ไหม ? ( เอกมูลกา )

หน้า ๓๒

อกุศลที่เป็นอเหตุกะไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล, อกุศลที่เป็นสเหตุกะมีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูลมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศลมูล ใช่ไหม ?

รูปที่มีอกุศลเป็นสมูฏฐาน มีเป็นมูลอันเดียวกันกับอกุศลมูลแต่ไม่ใช่เป็นอกุศล อกุศลธรรมมีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมลด้วยเป็นอกุศลด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลแก่กันและกันกับอกุศล ใช่ไหม ?

อกุศลมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน อกุศลมูลเหล่านั้นมีมูลเป็นอันเดียวกันด้วย มีมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกับอกุศลมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอกุศลมูล แต่ไม่ใช่มีมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลแก่กันและกันกับอกุศลมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอกุศล ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๓๓

[๑๔] มูลวารนิทเทสในอัพยากตบท

มูลนยะที่ ๑

๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอัพยากตะ มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

มูลที่เป็นอัพยากตกะมี ๓ เท่านั้น ชื่อว่าอัพยากตมูล อัพยากต-ธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ชื่อว่าอัพยากตมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าอัพยากตมูล มีอยู่. ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

ใช่.

๒. เอกมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอัพยากตะ มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

อัพยากตะที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล,อัพยากตะที่เป็นสเหตุกะ มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๓๔

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูลมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอัพยากตมูลใช่ไหม ?

อัพยากตมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน อัพยากตมูลเหล่านั้นมีมูลเป็นอันเดียวกันด้วย ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยา-กตมูล แต่ไม่ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอัพยากตมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากต ใช่ไหม ?

ใช่.

[๑๕] มูลมูลนยะที่ ๒

๑. มูลยมกะ :-

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นอัพยากตะ มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เป็นอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

มูลที่เป็นอัพยาตมูลมี ๓ เท่านั้น ชื่อว่ามูลที่เป็นอัพยากตมูล,อัพยากตธรรมที่เหลือนอกนั้น ไม่ชื่อว่ามูลที่เป็นอัพยากตมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เป็นอัพยากตมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้น ทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๓๕

๒. เอกมูลยมกะ :- (เอกมูลมูลา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอัพยากตะ มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

อัพยากตะที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล, อัพยากตะที่เป็นสเหตุกะมีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะใช่ไหม ?

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :- (อญฺญมญฺมูลมูลา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

อัพยากตมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน อัพยากดมูลเหล่านั้นมีมูลที่เรียกว่าเป็นอันเดียวกันด้วย ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

หน้า ๓๖

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอัพยากตมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

ใช่.

[๑๖ ] มูลกนยะที่ ๓

๑. มูลยมกะ (มูลกา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอัพยากตะ มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

อัพยากตะที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เป็นอัพยากตะ, อัพยากตะที่เป็นสเหตุกะ มีมูลที่เป็นอัพยากตะ.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เป็นอัพยากตะ มีอย่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

ใช่.

๒. เอกมูลยมกะ :- ( เอกมูลกา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอัพยากตะ มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตะมูล ใช่ไหม ?

อัพยากตะที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล,อัพยากตะที่เป็นสเหตุกะ มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล มีอยู่ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

หน้า ๓๗

ใช่.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ :- (อญฺมญฺมูลมูลกา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกับอัพยากตมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลแก่กันและกันกับอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

อัพยากตมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน อัพยากตมูลเหล่านั้นมีมูลเป็นอันเดียวกันด้วย มีมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับอัพยากตมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลแก่กันและกันกับอัพยากตมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

ใช่.

[๑๗ ] มูลมูลกนยะที่ ๔๑. มูลยมกะ (มูลมูลกา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอัพยากตะมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เป็นอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

อัพยากตะที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เป็นอัพยากตมูล, อัพยากตะที่เป็นสเหตุกะ มีมูลที่เป็นอัพยากตมูล.

หน้า ๓๘

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เป็นอัพยากตะมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

๒. เอกมูลยมกะ (เอกมูลมูลกา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นอัพยากตะ มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

อัพยากตธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตะมูล, อัพยากตะที่เป็นสาเหตุกะ มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูล

ใช่.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ (อญฺมญฺมูลมูลกา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอัพยากตมูล ใช่ไหม ?

อัพยากตมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน อัพยากตมูลเหล่านั้นมีมูลที่เรียวกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูลด้วย มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดร่วมกับอัพยากตมูลที่เหลือนอกนั้น

หน้า ๓๙

มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับอัพยากตมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับอัพยากตมูล. มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นอัพยากตะ ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๔๐

มูลวารนิทเทสในนามบท

[ ๑๘ ] มูลนยะที่ ๑๑. มูลยมกะ ( มูลา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่านามมูล ใช่ไหม ?

มูลมี ๙ เท่านั้น๑ ชื่อว่านามมูล, นามธรรมที่เหลือนอกนั้นไม่ชื่อว่านามมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่านามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

ใช่.

๒. เอกมูลยมกะ ( เอกมูลา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?

นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล,นามธรรมที่เป็นสเหตุกะ มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล.

๑. กุศลมูล ๓, อกุศลมูล ๓, อัพยากตมูล ๓ รวมเป็น ๙.

หน้า ๔๑

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่,ธรรมเหลานั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่นามมูล, นามธรรม มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ (อญฺมญฺมูลา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับนามมูล ใช่ไหม ?

นามมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน นามมูลเหล่านั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันด้วย ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับนามมูลมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

ใช่.

[๑๙] มูลมูลนยะที่ ๒

๑. มูลยมกะ (มูลมูลา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เป็นนามมูล ใช่ไหม ?

หน้า ๔๒

มูล ๙ เท่านั้น ชื่อว่ามูลที่เป็นนามมูล, นามธรรมที่เหลือนอกนั้นไม่ชื่อว่ามูลที่เป็นนามมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เป็นนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

ใช่.

๒. เอกมูลยมกะ ( เอกมูลมูลา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?

นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล นามธรรมที่เป็นสเหตุกะ มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล.

ก็หรือว่า ธรรมเหล่าใดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

รูปที่เป็นนามสมุฏฐาน มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่เป็นนาม, นามธรรมมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ. (อญฺมญฺมูลมูลา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน ใช่ไหม ?

หน้า ๔๓

นามมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน นามมูลเหล่านั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันด้วย ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด ชื่อว่ามูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

ใช่.

[๒๐] มูลกนยะที่ ๓

๑. มูลยมกะ ( มูลกา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีนามมูล ใช่ไหม ?

นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีนามมูล, นามธรรมที่เป็นสเหตุกะมีนามมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนาม ใช่ไหม ?

รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีนามมูล แต่ไม่ใช่เป็นนาม, นามธรรมมีนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.

หน้า ๔๔

๒. เอกมูลยมกะ ( เอกมูลกา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่เป็นนามมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?

นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูลนามธรรมที่เป็นสเหตุกะ มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่นาม, นามธรรม มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ (อญฺมญฺมูลกา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลแก่กันและกันกับนามมูล ใช่ไหม ?

นามมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน นามมูลเหล่านั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันด้วย มีมูลแก่กันและกันด้วย, ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่ใช่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใด มีมูลแก่กันและกันกับนามมูล มีอยู่,ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๔๕

[๒๑] มูลมูลกนยะที่ ๔๑. มูลยมกะ ( มูลมูลกา)

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เป็นนามมูล ใช่ไหม ?

นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เป็นนามมูล, นามธรรมที่เป็นสเหตุกะมีมูลที่เป็นนามมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลที่เป็นนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลที่เป็นนามมูล แต่ไม่ใช่เป็นนาม,นามธรรมมีมูลที่เป็นนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.

๒. เอกมูลยมกะ ( เอกมูลมูลกา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล ใช่ไหม ?

นามธรรมที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล, นามธรรมที่เป็นสเหตุกะ มีมูลทีเรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

หน้า ๔๖

รูปที่มีนามเป็นสมุฏฐาน มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่เป็นนาม, นามธรรม มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูลด้วย เป็นนามด้วย.

๓. อัญญมัญญมูลยมกะ ( อญฺมฺมูลมูลกา )

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูลมีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับนามมูล ใช่ไหม ?

นามมูลเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน นามมูลเหล่านั้นมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันด้วย มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันด้วย,ธรรมที่เกิดพร้อมกันกับนามมูลที่เหลือนอกนั้น มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลอันเดียวกันกับนามมูล แต่ไม่มีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกัน.

ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดมีมูลที่เรียกว่าเป็นมูลแก่กันและกันกับนามมูล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด เป็นนาม ใช่ไหม ?

ใช่.

หน้า ๔๗

เหตุวาราทินิทเทส๑

[ ๒๒ ] ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่า กุศลเหตุ,... กุศลนิทาน,...กุศลสัมภวะ,...กุศลปภวะ,...กุศลสมุฏฐาน,...กุศลาหาร,...กุศลารัมมณะ,...กุศลปัจ-จัย,...กุศลสมุทัย.

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอกุศล มีอยู่,....

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นอัพยากตะ มีอยู่,....

ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นนาม มีอยู่, ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นนามเหตุ,...นามนิทาน,...นามสัมภวะ,...นามปภวะ,...นามสมุฏฐาน,...นามาหาร,...นามารัมมณะ,...นามปัจจัย,...นามสมุทัย.

มูลยมก มีวาระ ๑๐ คือ :-

มูลวาระ, เหตุวาระ, นิทานวาระ, สัม-

ภววาระ, ปภววาระ, สมุฏฐานวาระ, อาหารวาระ,

อารัมมณวาระ, ปัจจยวาระ, สมุทยวาระ.

มูลยมก จบ

๑. พึงทำ นยะ ๔, ยมกะ ๓, อนุโลม, ปฏิโลม, ปุจฉา วิสัชนาเหมือนในมูล

วารนิทเทสทุกประการ ในที่นี้พระบาลีท่านเปยยาละไว้.

หน้า ๔๘

อรรถกถามูลยมกะ

นิทเทสวาระ

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคทรงเริ่มนิทเทสวาระโดยนัยเป็นต้นว่าเยเกจิ กุสลา ธมฺมา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่เป็นกุศล (มีอยู่).

ในคำเหล่านั้น คำว่า เยเกจิ = เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เป็นคำที่-แสดงถึงกุศลทั้งหมดโดยไม่มีส่วนเหลือ.

สองบทว่า กุสลา ธมฺมา ได้แก่สภาวะธรรมที่เป็นกุศล ไม่มีโทษ มีผลเป็นความสุข อันเป็นลักษณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในบทภาชนะแห่งกุศลติกะ.

หลายบทว่า สพฺเพ เต กุสลมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงเป็นกุศลมูลหรือ ได้แก่ย่อมถามว่า ธรรมทั้งปวงนั่นแหละเป็นกุศลมูลใช่ไหม ?

สองบทว่า ตีเณว กุสลมูลานิ = สามเท่านั้นชื่อว่ากุศลมูลได้แก่ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดไม่ชื่อว่า กุศลมูล อธิบายว่า มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้นเท่านั้น ชื่อว่ากุศลมูล.

หลายบทว่า อวเสสา กุสลา ธมฺมา น กุสลมูลา = ธรรม ท.

ที่เหลือชื่อว่ากุศล แต่ไม่ชื่อว่ากุศลมูล ได้แก่ กุศลธรรมทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ไม่ชื่อว่ากุศลมูล อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า กุศลทั้งหลายที่เหลือมีผัสสะเป็นต้น ชื่อว่ากุศลธรรมเท่านั้นไม่ชื่อว่ากุศลมูล.

หน้า ๔๙

หลายบทว่า เยวาปน กุสลมูลา = ก็หรือว่ากุศลมูลเหล่าใดได้แก่มูล ๓ มีอโลภะเป็นต้น ท่านถือเอาแล้วว่า ก็หรือว่าธรรมเหล่าใดเป็นกุศลมูล ด้วยบทที่สองแห่งปุจฉาแรก.

หลายบทว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งปวงเป็นกุศลหรือ ได้แก่ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายแม้ ๓ ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นกุศลหรือ คำว่า อามนฺตา=ใช่ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วเพื่อจะทรงรับรองความที่แห่งกุศลมูลทั้งหลายแม้ทั้งหมดเป็นกุศล นี้เป็นเนื้อความของมูลยมกในมูลนัย พึงทราบนัยแห่งการวิสัชนา ในปุจฉาทั้งปวงโดยอุบายนี้.

ความแปลกกันอันใด มีอยู่ในที่ใด ข้าพเจ้า ( พระพุทธโฆษา-จารย์) จักพรรณนาความแปลกกันนั้น ในที่นั้นต่อไป กล่าวคือในเอกมูลยมก กุศลทั้งหลายบัณฑิตไม่ควรถือเอากุศลที่มีมูลอันหนึ่งด้วยอรรถแห่ การนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถแห่งการนับ แต่ควรถือเอาด้วยอรรถที่เสมอกันว่าธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูล อธิบายว่า ในเอกมูลยมกนี้ กุศลเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลที่เสมอกันกับกุศลมูล มูลใดเป็นมูลของผัสสะ มูลนั้นก็เป็นมูลของธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้นนั่นแหละ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมียู่พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงรับรองความที่กุศลเหล่านั้นเป็นอย่างนั้น จึงตรัสคำว่า อามนฺตา = ใช่.

หน้า ๕๐

คำว่า กุสลสมุฏฺฐานํ ท่านแสดงรูปซึ่งมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน.

คำว่า เอกมูลํ ได้แก่มีมูลเสมอกันกับกุศลมูลมีอโลภะเป็นต้นมูลทั้งหลายมีอโลภะเป็นต้น ชื่อว่า มูล เพราะเป็นเหตุเป็นปัจจัยแก่ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นฉันใด มูลนั้นก็เป็นมูลแม้แก่สมุฏฐานรูปฉันนั้น แต่สมุฏฐานรูปนั้นไม่ใช่กุศล เพราะความไม่มีลักษณะแห่งกุศล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสถามในยมกอื่น ๆ ว่า เยเกจิ กุสลา =ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นกุศล ( มีอยู่ ) แต่ตรัสถามว่า เยเกจิกุสลมูเลน เอกมูลา = ธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศล ( มีอยู่ ).

ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะเนื้อความนั้นนั่นแหละมีอยู่พร้อมโดยพยัญชนะแม้นั้น คำว่า กุสลมูลานิ นี้เป็นวิเสสนะของคำก่อน จริงอยู่พระองค์ตรัสว่า มูลเหล่าใด ย่อมเกิดขึ้นโดยความเป็นอันเดียวกัน ก็มูลเหล่านั้นเป็นกุศลมูลบ้างเป็นอกุศลมูลบ้างเป็นอัพยากตมูลบ้าง คำนี้ท่านกล่าวไว้ เพื่อแสดงความวิเศษของคำว่ากุสลมูลานิ.

คำว่า อญฺมญฺมูลานิ จ = เป็นมูลซึ่งกันและกันด้วย

อธิบายว่า มูลทั้งหลายย่อมเป็นเหตุเป็นปัจจัย กะกันและกันโดยเป็นเหตุเป็นปัจจัย ในปฏิโลมปุจฉา ไม่ตรัสว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลมูเลน

หน้า ๕๑

เอกมูลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลแต่ตรัสว่า สพฺเพ เต ธมฺมา กุสลา = ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นกุศล ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะไม่มีเนื้อความแปลกกันก็เมื่อจะทำการปุจฉาว่า กุสลมูเลน เอกมูลา = มีมูลเป็นอันเดียวกันกับกุศลมูลหรือ ดังนี้ พึงทำการสัชชนาตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังว่ามูลานิ ยานิ เอกโต อุปฺปชฺชนฺติ = มูลทั้งหลายเหล่าใดเกิดขึ้นคราวเดียวกัน ก็เมื่อความแปลกกันแห่งเนื้อความไม่มีอยู่ เหตุนั้นพระองค์จึงไม่ทรงกระทำการถามอย่างนั้น แต่ทรงกระทำการถามอย่างนี้แม้ในมูลนัย เป็นต้น ในอัญญมัญญมูลยมก ก็พึงทราบคำถามที่แปลกกันโดยอุบายนี้.

ใน มูลมูลนัย คำว่า สพฺเพ เต กุสลมูลมูลา = ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นมีมูลที่เป็นกุศลมูล ได้แก่ ย่อมถามว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่ามูล กล่าวคือกุศลมูลหรือ คำว่า เอก-มูลมูลา มีมูลที่เรียกว่ามูลอันเดียวกัน ดังนี้ อธิบายว่า มูลที่เป็นมูลอันเดียวกันกับกุศลมีอยู่ เหตุนั้น มูลนั้นจึงชื่อว่า เป็นมูลที่เรียกว่ามูลอันเดียวกัน เพราะอรรถว่าเสมอกัน.

บทว่า อญฺมญฺมูลมูลา = มีมูลที่เป็นมูลซึ่งกันและกัน

ดังนี้ ได้แก่มูลแก่กันและกัน ชื่อว่า- อัญญมัญญมูล คือว่า อัญญ-

หน้า ๕๒

มัญญมูล ชื่อว่า มูลของธรรมเหล่านั้น เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้น มูลนั้นจึงชื่อว่า อัญญมัญญมูลมูล.

ใน มูลกนัย บทว่า กุสลมูลกา ดังนี้ อธิบายว่า มูลที่เป็นกุศลของธรรมเหล่านั้นมีอยู่ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัยเหตุนั้นธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า มีมูลที่เป็นกุศล.

ใน มูลมูลกนัย บทว่า กุสลมูลมูลกา ดังนี้ อธิบายว่ามูลของกุศลเหล่านั้นเป็นกุศลมูล คือ มูลที่เป็นกุศลมูลของกุศลเหล่านั้นมีอยู่ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเป็นปัจจัย เหตุนั้นกุศลเหล่านั้น จึงชื่อว่ามีมูลที่เรียกว่ากุศลมูล นี้เป็นเนื้อความพิเศษในนัยยมกปุจฉาเป็นต้นเพราะอาศัยกุศลบท เพียงเท่านี้ แม้ในบททั้งหลายมีอกุศลบทเป็นต้นก็นัยนี้ ส่วนความพิเศษมีดังนี้.

สองบทว่า อเหตุกํ อกุสลํ ตรัสหมายเอาโมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะ สองบทว่า อเหตุกํ อพฺยากตํ ได้แก่ธรรมที่เหลือเว้นสเหตุกะและอัพยากตสมุฏฐานรูป ย่อมได้ในที่นี้ว่า จิตตุปปาท ๑๘,รูป และนิพพาน ชื่อว่าไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล สเหตุกะและอัพยากตสมุฏฐานรูป มีมูลเป็นอันเดียวกันกับอัพยากตมูล ท่านทำอัพยากตะนั้นให้เป็นอัพโพหาริก คือสิ่งที่กล่าวอ้างไม่ได้ หรือไม่มีโวหารแล้ว จึงกระทำการวิสัชนาด้วยอำนาจของอัพยากตมูลที่ได้อยู่โดยความเป็นอันเดียวกัน.

หน้า ๕๓

ธรรมทั้งหลายกล่าวคือ นาม ชื่อว่า นามา ธมฺมา นามเหล่านั้น ว่าโดยอรรถได้แก่ อรูปขันธ์ ๔ และนิพพาน สองบทว่านเวว นามมูลานิ = ๙ เท่านั้น ชื่อว่า นามมูล ได้แก่มูล ๙ อย่างด้วยอำนาจของกุศล อกุศล และอัพยากตมูลนามที่เป็นอเหตุกะ ไม่มีมูลอันเดียวกันกับนามมูล เพราะฉะนั้นนามนั้นจึงชื่อว่าไม่มีเหตุนามแม้ทั้งหมด คือ จิตตุปปาท ๑๘ โมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉาและอุทธัจจะและนิพพาน ไม่มีมูลเป็นอันเดียวกันกับนามมูล ก็อเหตุกนามนั้น ย่อมไม่เกิดพร้อมกับนามมูล อธิบายว่า สเหตุกนาม ย่อมเกิดขึ้น พร้อมกันกับนามมูล แม้ในบททั้งหลายว่า สเหตุกํ นามํ นามมูเลน คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้.

แม้ในวาระทั้งหลาย มี เหตุวาระ เป็นต้น พึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้ คาถาว่า มูลํ เหตุ นิทานํ จ ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยอำนาจแห่งอุทานของวาระทั้ง ๑๐ ตามที่ข้าพเจ้าชี้แจงมาแล้ว ดังนี้แล.

อรรถกถามูลยมกะ จบ

หน้า ๕๔

ขันธยมกที่ ๒

ปัณณัตติวารุทเทส

[๒๓] ขันธ์ ๕ คือ :-

๑. รูปขันธ์

๒. เวทนาขันธ์

๓. สัญญาขันธ์

๔. สังขารขันธ์

๕. วิญญาณขันธ์.

อุทเทสวาระ

ปทโสธนวาระ อนุโลม

[ ๒๔ ] ธรรมที่ชื่อว่ารูป ชื่อว่ารูปขันธ์ ใช่ไหม ?

ธรรมที่ชื่อว่ารูปขันธ์, ชื่อว่ารูป ใช่ไหม ?

ธรรมที่ชื่อว่าเวทนา. ชื่อว่าเวทนาขันธ์ ใช่ไหม ?

ธรรมที่ชื่อว่าเวทนาขันธ์, ชื่อว่าเวทนา ใช่ไหม ?

จบ นิทเทสวาร