พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต · เอตทัคคบาลี
วรรคที่ ๒ เล่ม ๒๐
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๗ ในเอตทัคคบาลีมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต เอตทัคคบาลี วรรคที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๐ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๐ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๐)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๐ หน้า ๔๑–๔๓
[๑๙๖] พระปุณณมันตานีบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นธรรมกถึก (๙)
[๑๙๗] พระมหากัจจานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้จำแนกอรรถแห่งภาษิตโดยย่อให้พิสดาร (๑๐)
จบ เอตทัคควรรคที่ ๑
๑๔. เอตทัคควรรค วรรคที่ ๒
{๑๔๗} [๑๙๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระจุลลปันถก เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เนรมิตกายอันสำเร็จด้วยใจ” (๑)[๑๙๙] พระจุลลปันถก เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ (๒)[๒๐๐] พระมหาปันถก เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางปัญญา (๓)
- ๑ผู้เนรมิตกายอันสำเร็จด้วยใจ หมายถึง ภิกษุอื่น ๆ ก็สามารถใช้ฤทธิ์เนรมิตกายอันสำเร็จด้วยใจได้ แต่เนรมิตได้เพียง ๓ หรือ ๔ กายและเป็นกายที่มีรูปร่างอย่างเดียวกัน ทำหน้าที่อย่างเดียวกันเท่านั้น ไม่สามารถเนรมิตได้มากเหมือนท่านพระจุลลปันถก ซึ่งเนรมิตได้เป็นพันทั้งยังเป็นกายที่มีรูปร่างแตกต่างกัน และทำหน้าที่คนละอย่างอีกด้วย (องฺ.เอกก.อ. ๑๘๙)
- ๒ผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ (เจโตวิวัฏฏกุสละ) หมายถึงท่านพระจุลลปันถกเป็นผู้ได้รูปาวจรฌาน ๔ ออกจากองค์ฌานทั้งหลายแล้วบรรลุอรหัต จึงเป็นผู้ชำนาญในสมาบัติ ในลักษณะแห่งสมาธิ ในความเน้นหนักด้านสมาธิ ในการสรุปรวบยอดองค์ฌาน และในการกำหนดองค์ฌาน ส่วนท่านพระมหาปันถกซึ่งเป็นพี่ชายได้รับยกย่องว่าเป็น ผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางปัญญา (ปัญญาวิวัฏฏกุสละ) หมายถึงท่านเป็นผู้ได้อรูปาวจรฌาน ๔ ออกจากองค์ฌานทั้งหลายแล้วบรรลุอรหัต จึงเป็นชำนาญในวิปัสสนา ในลักษณะแห่งวิปัสสนา ในความเน้นหนักด้านวิปัสสนา ในการสรุปรวบยอดอารมณ์วิปัสสนา และในการกำหนดอารมณ์วิปัสสนา (องฺ.เอกก.อ. ๑๘๙)
[๒๐๑] พระสุภูติ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส (๔)[๒๐๒] พระสุภูติ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นทักขิไณยบุคคล (๕)[๒๐๓] พระเรวตขทิรวนิยะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร (๖)[๒๐๔] พระกังขาเรวตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ยินดีในฌาน (๗)[๒๐๕] พระโสณโกฬิวิสะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ปรารภความเพียร (๘)[๒๐๖] พระโสณกุฏิกัณณะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีถ้อยคำไพเราะ (๙)[๒๐๗] พระสีวลี เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีลาภ (๑๐)
[๒๐๘] พระวักกลิ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้พ้นจากกิเลสได้ด้วยศรัทธา” (๑๑)
จบ เอตทัคควรรคที่ ๒
- ๑ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส (อรณวิหารี) ความจริง พระอรหันตขีณาสพอื่น ๆ ก็ล้วนแต่มีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส แต่ที่ท่านพระสุภูติได้รับยกย่องไว้ในเอตทัคคะนี้ก็เพราะด้านการแสดงธรรม กล่าวคือ ภิกษุอื่น ๆ เมื่อแสดงธรรมย่อมยกบุคคลขึ้น(เป็นปุคคลาธิฏฐาน)กล่าวสรรเสริญหรือกล่าวตำหนิ แต่ท่านพระสุภูติเมื่อแสดงธรรมย่อมแสดงไปตามที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ ไม่ให้ล่วงเลยหรือนอกเหนือจากที่ทรงแสดง อาศัยเหตุนี้ จึงได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศในด้านการมีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล หมายถึงผู้ควรแก่ทักษิณาทาน ความจริงพระอรหันตขีณาสพอื่น ๆ ก็เป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศดุจเดียวกัน แต่เพราะท่านพระสุภูติเมื่อเที่ยวบิณฑบาต ก็จะเข้าเมตตาฌานสมาบัติทุก ๆ เรือน ออกจากสมาบัตินั้นแล้วจึงรับภิกษา อาศัยเหตุนี้ จึงได้รับยกย่องว่าเป็นทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ (องฺ.เอกก.อ. ๑๙๘)
๑๔. เอตทัคควรรค วรรคที่ ๓
{๑๔๘} [๒๐๙] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราหุล เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ใคร่ต่อการภิกษา (๑)[๒๑๐] พระรัฏฐบาล เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้บวชด้วยศรัทธา (๒)[๒๑๑] พระกุณฑธานะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้รับสลากก่อน (๓)
[๒๑๒] พระวังคีสะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปฏิภาณ (๔)
[๒๑๓] พระอุปเสนวังคันตบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ (๕)[๒๑๔] พระทัพพมัลลบุตร เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้จัดแจงเสนาสนะ (๖)[๒๑๕] พระปิลินทวัจฉะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบของเทวดาทั้งหลาย (๗)[๒๑๖] พระพาหิยทารุจีริยะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้ตรัสรู้ได้เร็วพลัน (๘)[๒๑๗] พระกุมารกัสสปะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้แสดงธรรมได้วิจิตร (๙)[๒๑๘] พระมหาโกฏฐิตะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้บรรลุปฏิสัมภิทา” (๑๑)
จบ เอตทัคควรรคที่ ๓
จบ วรรคที่ ๒