arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ · มหาวรรค

นครสูตร เล่ม ๒๓

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๐ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ มหาวรรค นครสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๓ หน้า ๑๔๓–๑๔๙

หน้า ๑๔๓

๓. นคโรปมสูตร

ว่าด้วยอุปมาด้วยเครื่องป้องกันนคร

{๖๔} [๖๗] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ปัจจันตนคร ของพระราชาได้รับการป้องกันไว้ดีแล้วด้วยเครื่องป้องกันนคร ๗ ประการ และหาอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ในกาลนั้นปัจจันตนครของพระราชานี้เรากล่าวว่าศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอันตรายไม่ได้เครื่องป้องกันนคร ๗ ประการคืออะไรบ้าง คือ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชานี้ มีเสาระเนียดที่ถูก ฝังไว้มีฐานรากลึก ไม่ไหว ไม่โอนเอนได้ นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๑ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีคูเมืองที่ลึกและกว้าง นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๒ สำหรับคุ้มภัยภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีทางเดินเวียนได้โดยรอบที่สูงและกว้าง นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๓ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมอาวุธไว้จำนวนมาก ทั้งชนิดแหลมและชนิดคม นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๔ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีการตั้งกองกำลังไว้มาก คือ กองช้าง กองม้า กองรถ กองธนู กองถือธง กอง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปัจจันตนคร นครอันตั้งอยู่ ณ ที่สุดเขตแดนของรัฐ หมายถึงเมืองชายแดน (องฺ.สตฺตก.อ. ๒๐๐)
หน้า ๑๔๔

จัดกระบวนทัพ กองเสบียง กองเสนาธิการ กองประจัญบานเหมือนช้าง กองกล้าตาย กองทหารโลหะ กองเกราะหนัง กองทหารเลว นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๕ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีนายประตูที่มีปัญญาฉลาดเฉียบแหลม คอยห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้า อนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๖ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกอีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีกำแพงเมืองที่สูงและกว้าง อุดช่องและโบกปูนขาวทับไว้สมบูรณ์ นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๗ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกปัจจันตนครได้รับการป้องกันดีแล้วด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้แล

ปัจจันตนครที่หาอาหาร ๔ ประการได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยากโดยไม่ลำบากเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชานี้ มีการสะสมหญ้า ไม้ และนํ้าไว้มากเพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายในและป้องกันอันตรายภายนอก (๑)อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมข้าวสาลีและข้าวเหนียวไว้มากเพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายในและป้องกันอันตรายภายนอก (๒)อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และอปรัณชาติไว้มากเพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายในและป้องกันอันตรายภายนอก (๓)

หน้า ๑๔๕

อีกประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น นํ้ามัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายในและป้องกันอันตรายภายนอก (๔)

ปัจจันตนครหาอาหาร ๔ ประการนี้แลได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใดแล ปัจจันตนครของพระราชาได้รับการป้องกันไว้ดีแล้วด้วยเครื่องป้องกันนคร ๗ ประการนี้และหาอาหาร ๔ ประการ นี้ได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ในกาลนั้น ปัจจันตนครของพระราชานี้เรากล่าวว่าศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอันตรายไม่ได้ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรม ๗ ประการและเป็นผู้ได้ฌาน ๔ ที่ก้าวล่วงกามาพจรจิต เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ในกาลนั้น อริยสาวกนี้เรากล่าวว่ามารผู้มีใจบาปทำอันตรายไม่ได้สัทธรรม ๗ ประการคืออะไรบ้าง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้มีศรัทธาเชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า ‘อิติปิ โส ภควา ... แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า กามาพจรจิต หมายถึงจิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในกามภพ หรือจิตที่เกี่ยวข้องอยู่ในกามทั้งหลาย ได้แก่ จิตของผู้เกิดอยู่ในอบายภูมิ ๔ มนุษยโลก และกามาพจรสวรรค์ ๖ ในที่นี้คำว่า ที่ก้าวล่วง กามาพจรจิต (อาภิเจตสิกานํ) หมายถึงรูปาพจรจิตคือจิตของผู้ได้ฌาน ซึ่งเป็นวิสุทธจิต คือจิต ที่บริสุทธิ์ อธิจิต คือจิตอันยิ่ง หรือจิตระดับสูง (นัย องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๐๐, องฺ.ปญฺจก.อ. ๖๘-๖๙)
  2. ๒ได้ตามความปรารถนา (นิกามลาภี) หมายถึงเป็นผู้ได้รูปฌาน ๔ นั้นตามความปรารถนาของตน แล้วสามารถที่จะเข้าฌานได้ในทุกขณะที่ด้องการ ได้โดยไม่ยาก (อกิจฺฉลาภี) หมายถึงเป็นผู้สามารถที่จะข่มปัจจนีกธรรม (นิวรณ์ ๕) แล้วเข้าฌานได้โดยง่ายโดยไม่ลำบาก (อกสิรลาภี) หมายถึงเป็นผู้สามารถที่จะออกจากฌานได้ตามเวลาที่กำหนด (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๐๐)
หน้า ๑๔๖

พระองค์นั้น ... ทรงเป็นผู้เบิกบาน ทรงเป็นผู้จำแนกธรรม’ เหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีเสาระเนียดถูกฝังไว้มีฐานรากลึก ไม่ไหว ไม่โอนเอนได้สำหรับคุ้มกันภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีศรัทธาซึ่งเปรียบเหมือนเสาระเนียดย่อมละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตน ให้บริสุทธิ์ อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรมนี้เป็นประการที่ ๑ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้มีหิริ คือ ละอายต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถึงอกุศลธรรมอันเลวทราม เหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีคูทั้งลึกและกว้างสำหรับคุ้มกันภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีหิริซึ่งเปรียบเหมือนคูย่อมละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรมนี้เป็นประการที่ ๒ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้มีโอตตัปปะ คือ สะดุ้งกลัวต่อ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถึงอกุศลธรรมอันเลวทราม เหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีทางเดินเวียนได้โดยรอบทั้งสูงและกว้าง สำหรับคุ้มกันภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีโอตตัปปะซึ่งเปรียบเหมือนทางเดินเวียนได้โดยรอบ ย่อมละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ละกรรมที่มีโทษ

เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรมนี้เป็นประการที่ ๓ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นพหูสูต คือ เป็นผู้ทรงสุตะ สั่งสม สุตะ ธรรมเหล่าใดงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด กล่าวถึง พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะบริสุทธิ์บริบูรณ์ครบถ้วน ธรรมทั้งหลายเห็นปานนั้นอันภิกษุนั้นได้สดับมาก ทรงจำไว้ได้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยปัญญาเหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมอาวุธไว้จำนวนมากทั้งชนิดแหลมและชนิดคมสำหรับคุ้มกันภัยภายในและป้องกัน

หน้า ๑๔๗

อันตรายภายนอกฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสุตะซึ่งเปรียบ เหมือนอาวุธย่อมละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรม นี้เป็นประการที่ ๔

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อจะละอกุศลธรรม เพื่อจะยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม คือ เป็นผู้เข้มแข็ง มีความบากบั่น มั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย เหมือนในปัจจันตนครของพระราชา ตั้งกองกำลังไว้มาก คือ กองช้าง กองม้า กองรถ กองธนู กองถือธง กอง จัดกระบวนทัพ กองเสบียง กองเสนาธิการ กองประจัญบานเหมือนช้าง กองกล้าตาย กองทหารโลหะ กองเกราะหนัง กองทหารเลว สำหรับคุ้มกัน ภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก ผู้มีความเพียรที่เปรียบเหมือนกองกำลังย่อมละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์

อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรมนี้เป็นประการที่ ๕ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษาตนอย่างยิ่ง แม้กิจที่ทำ แม้คำที่พูดไว้นานแล้วก็ระลึกนึกได้ เหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีนายประตูที่มีปัญญาฉลาดเฉียบแหลม คอยห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้า อนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า สำหรับคุ้มกันภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสติที่เปรียบเหมือนนายประตูย่อมละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ละกรรม ที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ อริยสาวกประกอบ พร้อมด้วยสัทธรรมนี้เป็นประการที่ ๖

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา ที่ตามเห็นความเกิดและความดับ เป็นปัญญาประเสริฐ เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง แทงตลอด เป็นหนทางจะให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ เหมือนในปัจจันตนคร

หน้า ๑๔๘

ของพระราชามีกำแพงทั้งสูงทั้งกว้างที่อุดช่องและโบกปูนขาวทับไว้สมบูรณ์ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีปัญญาที่เปรียบเหมือนเครื่องอุดช่องและ เครื่องโบกย่อมละอกุศลธรรม เจริญกุศลธรรม ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรม ที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรมนี้เป็น ประการที่ ๗

อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้

อริยสาวกผู้ได้ฌาน ๔ ที่ก้าวล่วงกามาพจรจิต เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบากเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกสงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานที่มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่วิเวกอยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมหญ้า ไม้ และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัวเพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น (๑)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกบรรลุทุติยฌานที่มีความผ่องใสในภายใน มีภาวะที่จิตเป็นเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจารเพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน

และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมข้าวสาลีและข้าวเหนียวไว้มากเพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น (๒)ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ‘ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข’ ดังนี้อยู่ เพื่อความอุ่นใจไม่สะดุ้งกลัวเพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เหมือนกับใน

หน้า ๑๔๙

ปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และอปรัณชาติ ไว้มากเพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายในและเพื่อป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น (๓)

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกบรรลุจตุตถฌานที่ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข มี สติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขา เพราะละสุขละทุกข์ได้และเพราะโสมนัสโทมนัสดับไปก่อนแล้วอยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เหมือนในปัจจันตนครของพระราชามีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น นํ้ามัน นํ้าผึ้ง นํ้าอ้อย เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายในและเพื่อป้องกันอันตรายภายนอกฉะนั้น (๔)อริยสาวกเป็นผู้ได้ฌาน ๔ เหล่านี้ที่ก้าวล่วงกามาพจรจิต เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด อริยสาวกประกอบพร้อมด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้ และเป็นผู้ได้ฌาน ๔ ที่ก้าวล่วงกามาพจรจิต เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก ในกาลนั้น อริยสาวกนี้แลเราเรียกว่ามารผู้มีใจบาปทำอันตรายไม่ได้”

๔. ธัมมัญญูสูตร

ว่าด้วยสัปปุริสธรรม ๗ ประการ

{๖๕} [๖๘] “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการเป็นผู้ควรแก่ของคำนับ ... เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลกที่ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๗ ประการคืออะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

จบ นครสูตร