arnon.worldเข้าสู่ระบบ

อัพยากตวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๑–๖๑ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๓ ในวรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์

อัพยากตวรรคที่ ๑

อัพยากตสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค อัพยากตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อถโข อญฺญตโร ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข โส ภิกฺขุ ภควนฺตํ เอตทโวจ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน สุตวโต อริยสาวกสฺส วิจิกิจฺฉา นุปฺปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสูติ ฯ ทิฏฺฐินิโรธา โข ภิกฺขุ สุตวโต อริยสาวกสฺส วิจิกิจฺฉา นุปฺปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสุ ฯ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ทิฏฺฐิคตเมตํ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ทิฏฺฐิคตเมตํ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ทิฏฺฐิคตเมตํ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ทิฏฺฐิคตเมตํ ฯ

อสฺสุตวา ภิกฺขุ ปุถุชฺชโน ทิฏฺฐึ นปฺปชานาติ ทิฏฺฐิสมุทยํ นปฺปชานาติ ทิฏฺฐินิโรธํ นปฺปชานาติ ทิฏฺฐินิโรธคามินึ ปฏิปทํ นปฺปชานาติ ตสฺส สา ทิฏฺฐิ ปวฑฺฒติ โส น ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ น ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ สุตวา จ โข ภิกฺขุ อริยสาวโก ทิฏฺฐึ ปชานาติ ทิฏฺฐิสมุทยํ ปชานาติ ทิฏฺฐินิโรธํ ปชานาติ ทิฏฺฐินิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ตสฺส สา ทิฏฺฐิ นิรุชฺฌติ โส ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ

เอวํ ชานํ โข ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก เอวํ ปสฺสํ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น พฺยากโรติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น พฺยากโรติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติปิ น พฺยากโรติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ น พฺยากโรติ เอวํ ชานํ โข ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก เอวํ ปสฺสํ เอวํ อพฺยากรณธมฺโม โหติ อพฺยากตวตฺถูสุ เอวํ ชานํ โข ภิกฺขุ สุตวา8 อริยสาวโก เอวํ ปสฺสํ นจฺฉมฺภติ น กมฺปติ น เวธติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสุ ฯ

โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ ตณฺหาคตเมตํ สญฺญาคตเมตํ มญฺญิตเมตํ ปปญฺจิตเมตํ อุปาทานคตเมตํ วิปฺปฏิสาโร เอโส น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ วิปฺปฏิสาโร เอโส โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ วิปฺปฏิสาโร เอโส เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โข ภิกฺขุ วิปฺปฏิสาโร เอโส ฯ อสฺสุตวา ภิกฺขุ ปุถุชฺชโน วิปฺปฏิสารํ นปฺปชานาติ วิปฺปฏิสารสมุทยํ นปฺปชานาติ วิปฺปฏิสารนิโรธํ นปฺปชานาติ วิปฺปฏิสารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ นปฺปชานาติ ตสฺส โส วิปฺปฏิสาโร ปวฑฺฒติ โส น ปริมุจฺจติ ชาติยา ชราย มรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ น ปริมุจฺจติ ทุกฺขสฺมาติ วทามิ ฯ สุตวา จ โข ภิกฺขุ อริยสาวโก วิปฺปฏิสารํ ปชานาติ วิปฺปฏิสารสมุทยํ ปชานาติ วิปฺปฏิสารนิโรธํ ปชานาติ วิปฺปฏิสารนิโรธคามินึ ปฏิปทํ ปชานาติ ตสฺส โส วิปฺปฏิสาโร นิรุชฺฌติ ฯเปฯ เอวํ ชานํ โข ภิกฺขุ สุตวา อริยสาวโก เอวํ ปสฺสํ นจฺฉมฺภติ น กมฺปติ น เวธติ น สนฺตาสํ อาปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสุ ฯ อยํ โข ภิกฺขุ เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน สุตวโต อริยสาวกสฺส วิจิกิจฺฉา นุปฺปชฺชติ อพฺยากตวตฺถูสูติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ความสงสัยในวัตถุที่พระองค์ไม่ทรงพยากรณ์ ไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เพราะทิฐิดับ ความสงสัยในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์จึงไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ดูกรภิกษุ ทิฐินี้ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้

ดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับย่อมไม่รู้ชัดทิฐิ เหตุเกิดทิฐิ ความดับทิฐิปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทิฐิ ทิฐินั้นเจริญแก่ปุถุชนนั้น เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะย่อมทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้วย่อมรู้ชัดทิฐิ เหตุเกิดทิฐิ ความดับทิฐิ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับทิฐิ ทิฐิของอริยสาวกนั้นย่อมดับ อริยสาวกนั้นย่อมพ้นจากชาติ ชรา มรณะโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์ดูกรภิกษุอริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ย่อมไม่พยากรณ์ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ดูกรภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่พยากรณ์ในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์เป็นธรรมดาอย่างนี้ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ฯ

ดูกรภิกษุ ความทะยานอยาก ความหมายรู้ ความสำคัญ ความซึมซาบ ความถือมั่นว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ นี้เป็นความเดือดร้อนดูกรภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมไม่รู้ชัดความเดือดร้อน เหตุเกิดความเดือดร้อน ความดับ ความเดือดร้อน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับความเดือดร้อนความเดือดร้อนย่อมเจริญแก่เขา เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมรู้ชัดความเดือดร้อน เหตุเกิดความเดือดร้อน ความดับความเดือดร้อน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับความเดือดร้อน ความเดือดร้อนของอริยสาวกนั้นย่อมดับ ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้แล ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ดูกรภิกษุนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัญเครื่องให้ถึงความสงสัยในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ ฯ

จบสูตรที่ ๑

ปุริสคติสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค ปุริสคติสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺต จ ภิกฺขเว ปุริสคติโย เทเสสฺสามิ อนุปาทา จ ปรินิพฺพานํ ตํ สุณาถ สาธุกํ มนสิกโรถ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ กตมา จ ภิกฺขเว สตฺต ปุริสคติโย อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ โน จสฺส โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสติ ยทตฺถิ ยํ ภูตํ ตํ ปชหามีติ อุเปกฺขํ ปฏิลภติ โส ภเว น รชฺชติ สมฺภเว น สชฺชติ ๑ อตฺถุตฺตริ ปทํ สนฺตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตญฺจ ขฺวสฺส ปทํ น สพฺเพน สพฺพํ สจฺฉิกตํ โหติ ตสฺส น สพฺเพน สพฺพํ มานานุสโย ปหีโน โหติ น สพฺเพน สพฺพํ ภวราคานุสโย ปหีโน โหติ น สพฺเพน สพฺพํ อวิชฺชานุสโย ปหีโน โหติ โส ปญฺจนฺนํ

โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อนฺตราปรินิพฺพายี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทิวสสนฺตตฺเต ๒ อโยกปาเล หญฺญมาเน ปปฺปฏิกา นิพฺพตฺติตฺวา นิพฺพาเยยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ โน จสฺส โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสติ ยทตฺถิ ยํ ภูตํ ตํ ปชหามีติ อุเปกฺขํ ปฏิลภติ โส ภเว น รชฺชติ สมฺภเว น สชฺชติ อตฺถุตฺตริ ปทํ สนฺตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตญฺจ ขฺวสฺส ปทํ น สพฺเพน สพฺพํ สจฺฉิกตํ โหติ ตสฺส น สพฺเพน สพฺพํ มานานุสโย ปหีโน โหติ น สพฺเพน สพฺพํ ภวราคานุสโย ปหีโน โหติ น สพฺเพน สพฺพํ อวิชฺชานุสโย ปหีโน โหติ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อนฺตราปรินิพฺพายี โหติ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ โน จสฺส โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสติ ยทตฺถิ ยํ ภูตํ ตํ ปชหามีติ อุเปกฺขํ ปฏิลภติ โส ภเว น รชฺชติ สมฺภเว น สชฺชติ อตฺถุตฺตริ ปทํ สนฺตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตญฺจ ขฺวสฺส ปทํ น สพฺเพน สพฺพํ สจฺฉิกตํ โหติ ตสฺส น สพฺเพน สพฺพํ มานานุสโย ปหีโน โหติ น สพฺเพน สพฺพํ ภวราคานุสโย ปหีโน โหติ น สพฺเพน สพฺพํ อวิชฺชานุสโย ปหีโน โหติ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อนฺตราปรินิพฺพายี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทิวสสนฺตตฺเต อโยกปาเล หญฺญมาเน ปปฺปฏิกา นิพฺพตฺติตฺวา อุปฺปติตฺวา นิพฺพาเยยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อนฺตราปรินิพฺพายี โหติ ฯ

อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อนฺตราปรินิพฺพายี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทิวสสนฺตตฺเต อโยกปาเล หญฺญมาเน ปปฺปฏิกา นิพฺพตฺติตฺวา อุปฺปติตฺวา อนุปหจฺจตลํ นิพฺพาเยยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อนฺตราปรินิพฺพายี โหติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อุปหจฺจปรินิพฺพายี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทิวสสนฺตตฺเต อโยกปาเล หญฺญมาเน ปปฺปฏิกา นิพฺพตฺติตฺวา อุปฺปติตฺวา อุปหจฺจตลํ นิพฺพาเยยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ

โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อุปหจฺจปรินิพฺพายี โหติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อสงฺขารปรินิพฺพายี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทิวสสนฺตตฺเต อโยกปาเล หญฺญมาเน ปปฺปฏิกา นิพฺพตฺติตฺวา อุปฺปติตฺวา ปริตฺเต ติณปุญฺเช วา กฏฺฐปุญฺเช วา นิปเตยฺย สา ตตฺถ อคฺคิมฺปิ ชเนยฺย ธูมมฺปิ ชเนยฺย อคฺคิมฺปิ ชเนตฺวา ธูมมฺปิ ชเนตฺวา ตเมว ปริตฺตํ ติณปุญฺชํ วา กฏฺฐปุญฺชํ วา ปริยาทิยิตฺวา อนาหารา นิพฺพาเยยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อสงฺขารปรินิพฺพายี โหติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ

โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา สสงฺขารปรินิพฺพายี โหติ เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทิวสสนฺตตฺเต อโยกปาเล หญฺญมาเน ปปฺปฏิกา นิพฺพตฺติตฺวา อุปฺปติตฺวา วิปุเล ติณปุญฺเช วา กฏฺฐปุญฺเช วา นิปเตยฺย สา ตตฺถ อคฺคิมฺปิ ชเนยฺย ธูมมฺปิ ชเนยฺย อคฺคิมฺปิ ชเนตฺวา ธูมมฺปิ ชเนตฺวา ตเมว วิปุลํ ติณปุญฺชํ วา กฏฺฐปุญฺชํ วา ปริยาทิยิตฺวา อนาหารา นิพฺพาเยยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา สสงฺขารปรินิพฺพายี โหติ ฯ อิธ ปน ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ

โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อุทฺธํโสโต โหติ อกนิฏฺฐคามี เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ทิวสสนฺตตฺเต อโยกปาเล หญฺญมาเน ปปฺปฏิกา นิพฺพตฺติตฺวา อุปฺปติตฺวา มหนฺเต ติณปุญฺเช วา กฏฺฐปุญฺเช วา นิปเตยฺย สา ตตฺถ อคฺคิมฺปิ ชเนยฺย ธูมมฺปิ ชเนยฺย อคฺคิมฺปิ ชเนตฺวา ธูมมฺปิ ชเนตฺวา ติณปุญฺชํ วา กฏฺฐปุญฺชํ วา ปริยาทิยิตฺวา คจฺฉมฺปิ ทเหยฺย ทายมฺปิ ทเหยฺย คจฺฉมฺปิ ทหิตฺวา ทายมฺปิ ทหิตฺวา หริตนฺตํ วา [๑] เสลนฺตํ วา อุทกนฺตํ วา รมณียํ วา ภูมิภาคํ อาคมฺม อนาหารา นิพฺพาเยยฺย เอวเมว โข ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ ฯเปฯ โส ปญฺจนฺนํ โอรมฺภาคิยานํ สญฺโญชนานํ ปริกฺขยา อุทฺธํโสโต โหติ อกนิฏฺฐคามี ฯ อิมา ภิกฺขเว สตฺต ปุริสคติโย ฯ

กถญฺจ ๒ ภิกฺขเว อนุปาทา ปรินิพฺพานํ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ เอวํ ปฏิปนฺโน โหติ โน จสฺส โน จ เม สิยา น ภวิสฺสติ น เม ภวิสฺสติ ยทตฺถิ ยํ ภูตํ ตํ ปชหามีติ อุเปกฺขํ ปฏิลภติ โส ภเว น รชฺชติ สมฺภเว น สชฺชติ อตฺถุตฺตริ ปทํ สนฺตํ สมฺมปฺปญฺญาย ปสฺสติ ตญฺจ ขฺวสฺส ปทํ สพฺเพน สพฺพํ สจฺฉิกตํ โหติ ตสฺส สพฺเพน สพฺพํ มานานุสโย ปหีโน โหติ สพฺเพน สพฺพํ ภวราคานุสโย ปหีโน โหติ สพฺเพน สพฺพํ อวิชฺชานุสโย ปหีโน โหติ โส อาสวานํ ขยา ฯเปฯ สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว อนุปาทา ปรินิพฺพานํ ฯ อิมา โข ภิกฺขเว สตฺต ปุริสคติโย อนุปาทา จ ปรินิพฺพานนฺติ ฯ

๑ ม. รชฺชติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ทิวสํสนฺตตฺเต ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. ปถนตํ วา ฯ ๒ ม. กตมญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปุริสคติ ๗ ประการและอนุปาทาปรินิพพานเธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ปุริสคติ๗ ประการเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้ อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา ถ้ากรรมในปัจจุบันไม่มีไซร้ อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้ว เราย่อมละได้ เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต ไม่ข้องในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่

ด้วยปัญญาอันชอบ ก็บทนั้นแล ภิกษุนั้นยังทำให้แจ้งไม่ได้โดยอาการทั้งปวง อนุสัยคือมานะ อนุสัยคือภวราคะ อนุสัยคืออวิชชา เธอก็ยังละไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ภิกษุนั้นย่อมปรินิพพานในระหว่าง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรมในอดีตไม่มีแล้วไซร้ ... เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้ว เราย่อมละได้ เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต ... ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่ ด้วยปัญญาอันชอบ ก็บทนั้นแล ภิกษุนั้นยังทำให้แจ้งไม่ได้โดยอาการทั้งปวง อนุสัยคือมานะ ...อนุสัยคืออวิชชา เธอก็ยังละไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานในระหว่าง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนออกแล้วดับไป ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานในระหว่าง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป ตกยังไม่ถึงพื้นก็ดับ ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานในเมื่ออายุเลยกึ่ง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป ตกถึงพื้นแล้วก็ดับ ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนักเปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนขึ้นไปแล้วตกลงที่กองหญ้าหรือกองไม้เล็กๆ

สะเก็ดนั้นพึงให้ไฟและควันเกิดขึ้นได้ที่หญ้าหรือกองไม้เล็กๆ นั้น ครั้นให้เกิดไฟและควันเผากองหญ้าหรือกองไม้เล็กๆนั้นให้หมดไป ไม่มีเชื้อแล้วก็ดับ ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรงเปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไปแล้วพึงตกลงที่กองหญ้าหรือกองไม้ย่อมๆ สะเก็ดนั้นพึงให้เกิดไฟและควันที่กองหญ้าหรือกองไม้ย่อมๆ นั้น ครั้นให้เกิดไฟและควันแล้ว เผากองหญ้าหรือกองไม้ย่อมๆ นั้นให้หมดไป ไม่มีเชื้อแล้วดับ ฉะนั้น ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอเป็นผู้มีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพเปรียบเหมือนนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไปแล้วพึงตกลงที่กองหญ้าหรือกองไม้ใหญ่ๆครั้นให้เกิดไฟและควันแล้ว เผากองหญ้าหรือกองไม้ใหญ่ๆ นั้นให้หมดไป แล้วพึงลามไปไหม้ไม้กอและป่าไม้ครั้นไหม้ไม้กอและป่าไม้แล้ว ลามมาถึงที่สุดหญ้าเขียว ที่สุดภูเขาที่สุดชายน้ำหรือภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ หมดเชื้อแล้วก็ดับ ฉะนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุริสคติ ๗ ประการนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนอนุปาทาปรินิพพานเป็นอย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ย่อมได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้อัตตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมไม่มีไซร้ อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ที่เป็นมาแล้วเราย่อมละได้ เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการทั้งปวง อนุสัยคือมานะ ...

อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่าอนุปาทาปรินิพพาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุริสคติ ๗ ประการนี้และอนุปาทาปรินิพพาน ฯ

จบสูตรที่ ๒

ติสสสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค ติสสสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ อถโข เทฺว เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ คิชฺฌกูฏํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ เอกมนฺตํ ฐิตา โข เอกา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ เอตา ภนฺเต ภิกฺขุนิโย วิมุตฺตาติ อปรา เทวตา ภควนฺตํ เอตทโวจ เอตา [๑] ภนฺเต อนุปาทิเสสา สุวิมุตฺตาติ อิทมโวจุํ ตา เทวตา สมนุญฺโญ สตฺถา อโหสิ อถโข ตา เทวตา สมนุญฺโญ สตฺถาติ ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายึสุ ฯ

อถโข ภควา ตสฺสา รตฺติยา อจฺจเยน ภิกฺขู อามนฺเตสิ อิมํ ภิกฺขเว รตฺตึ เทฺว เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ คิชฺฌกูฏํ โอภาเสตฺวา เยนาหํ เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐํสุ เอกมนฺตํ ฐิตา โข ภิกฺขเว เอกา เทวตา มํ เอตทโวจ เอตา ภนฺเต ภิกฺขุนิโย วิมุตฺตาติ อปรา เทวตา มํ เอตทโวจ เอตา ภนฺเต [๑] อนุปาทิเสสา สุวิมุตฺตาติ อิทมโวจุํ ภิกฺขเว ตา เทวตา อิทํ วตฺวา มํ อภิวาเทตฺวา ปทกฺขิณํ กตฺวา ตตฺเถวนฺตรธายึสูติ ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควโต อวิทูเร นิสินฺโน โหติ อถโข อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส เอตทโหสิ กตเมสานํ โข เทวานํ เอวํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ ฯ

เตน โข ปน สมเยน ติสฺโส นาม ภิกฺขุ อธุนา กาลกโต อญฺญตรํ พฺรหฺมโลกํ อุปปนฺโน โหติ ตตฺราปิ นํ เอวํ ชานนฺติ ติสฺโส พฺรหฺมา มหิทฺธิโก มหานุภาโวติ ฯ อถโข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ ๒ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย ๓ เอวเมว คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต อนฺตรหิโต ตสฺมึ พฺรหฺมโลเก ปาตุรโหสิ ฯ อทฺทสา โข ติสฺโส พฺรหฺมา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ เอหิ โข มาริส โมคฺคลฺลาน สฺวาคตํ มาริส โมคฺคลฺลาน จิรสฺสํ โข มาริส โมคฺคลฺลาน อิมํ ปริยายมกาสิ ยทิทํ อิธาคมนาย นิสีท มาริส โมคฺคลฺลาน อิทมาสนํ ปญฺญตฺตนฺติ ฯ นิสีทิ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ปญฺญตฺเต อาสเน ฯ

ติสฺโสปิ โข พฺรหฺมา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข ติสฺสํ พฺรหฺมานํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เอตทโวจ กตเมสานํ โข ติสฺส เทวานํ เอวํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ ฯ พฺรหฺมกายิกานํ โข มาริส โมคฺคลฺลาน เทวานํ เอวํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ ฯ สพฺเพสญฺเญว โข ติสฺส พฺรหฺมกายิกานํ เทวานํ เอวํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ ฯ

น โข มาริส โมคฺคลฺลาน สพฺเพสํ พฺรหฺมกายิกานํ เทวานํ เอวํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ เย โข เต มาริส โมคฺคลฺลาน พฺรหฺมกายิกา เทวา พฺรเหฺมน อายุนา สนฺตุฏฺฐา พฺรเหฺมน วณฺเณน พฺรเหฺมน สุเขน พฺรเหฺมน ยเสน พฺรเหฺมน อาธิปเตยฺเยน สนฺตุฏฺฐา ตสฺส จ อุตฺตรึ ๑ นิสฺสรณํ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ เตสํ น เอวํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ เย จ โข เต มาริส โมคฺคลฺลาน พฺรหฺมกายิกา เทวา พฺรหฺเมน อายุนา อสนฺตุฏฺฐา พฺรเหฺมน วณฺเณน พฺรเหฺมน สุเขน พฺรเหฺมน ยเสน พฺรเหฺมน อาธิปเตยฺเยน อสนฺตุฏฺฐา ตสฺส จ อุตฺตรึ

๑ นิสฺสรณํ ยถาภูตํ ปชานนฺติ เตสํ เอวํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ อิธ มาริส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ อุภโตภาควิมุตฺโต โหติ ตเมนํ เต เทวา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข อายสฺมา อุภโตภาควิมุตฺโต ยาวสฺส กาโย ฐสฺสติ ตาว นํ ทกฺขนฺติ เทวมนุสฺสา กายสฺส เภทา น นํ ทกฺขนฺติ เทวมนุสฺสาติ เอวมฺปิ โข มาริส โมคฺคลฺลาน เตสํ เทวานํ ญาณํ โหติ [๑] อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ อิธ ปน มาริส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ ปญฺญาวิมุตฺโต โหติ ตเมนํ เต เทวา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข อายสฺมา ปญฺญาวิมุตฺโต ยาวสฺส กาโย ฐสฺสติ ตาว นํ ทกฺขนฺติ เทวมนุสฺสา กายสฺส เภทา น นํ ทกฺขนฺติ

เทวมนุสฺสาติ เอวมฺปิ โข มาริส โมคฺคลฺลาน เตสํ เทวานํ ญาณํ โหติ [๑] อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ อิธ ปน มาริส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ กายสกฺขิ โหติ ตเมนํ เต ๒ เทวา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข อายสฺมา กายสกฺขิ อปฺเปวนาม อยมายสฺมา อนุโลมิกานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวมาโน กลฺยาณมิตฺเต ภชมาโน อินฺทฺริยานิ สมนฺนานยมาโน ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาติ เอวมฺปิ โข มาริส โมคฺคลฺลาน เตสํ เทวานํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ [๓] อิธ ปน มาริส โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯเปฯ

สทฺธาวิมุตฺโต โหติ ธมฺมานุสารี โหติ ตเมนํ เต เทวา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข อายสฺมา ธมฺมานุสารี อปฺเปวนาม อยมายสฺมา อนุโลมิกานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวมาโน กลฺยาณมิตฺเต ภชมาโน อินฺทฺริยานิ สมนฺนานยมาโน ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาติ เอวมฺปิ โข มาริส โมคฺคลฺลาน เตสํ เทวานํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ [๑] ฯ

อถ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ติสฺสสฺส พฺรหฺมุโน ภาสิตํ อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว พฺรหฺมโลเก อนฺตรหิโต คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ปาตุรโหสิ อถโข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ยาวตฺตโก อโหสิ ติสฺเสน พฺรหฺมุนา สทฺธึ กถาสลฺลาโป ตํ สพฺพํ ภควโต อาโรเจสิ ฯ น หิ ปน เต โมคฺคลฺลาน ติสฺโส พฺรหฺมา สตฺตมํ อนิมิตฺตวิหารึ ปุคฺคลํ เทเสสีติ ๒ ฯ เอตสฺส ภควา กาโล เอตสฺส สุคต กาโล ยํ ภควา สตฺตมํ อนิมิตฺตวิหารึ ปุคฺคลํ เทเสยฺย ภควโต สุตฺวา ภิกฺขู ธาเรสฺสนฺตีติ ฯ

เตนหิ โมคฺคลฺลาน สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ อิธ โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ตเมนํ เต เทวา เอวํ ชานนฺติ อยํ โข อายสฺมา สพฺพนิมิตฺตานํ อมนสิการา อนิมิตฺตํ เจโตสมาธึ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อปฺเปวนาม อยมายสฺมา อนุโลมิกานิ เสนาสนานิ ปฏิเสวมาโน กลฺยาณมิตฺเต ภชมาโน อินฺทฺริยานิ สมนฺนานยมาโน ยสฺสตฺถาย กุลปุตฺตา สมฺมเทว อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชนฺติ ตทนุตฺตรํ พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาติ เอวํ โข โมคฺคลฺลาน เตสํ เทวานํ ญาณํ โหติ สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ [๑] ฯ

๑ ม. ภิกฺขุนิโย ฯ

๑ ม. ภิกฺขุนิโย ฯ ๒ ม. สมิญฺชิตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๓ ม. สมิญฺเชยฺย ฯ

เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. เต จ อุตฺตริ ฯ

๑ ม. สอุปาทิเสเส วา สอุปาทิเสโสติ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๓ ม. อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ ฯ

๑ ม. อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ ฯ ๒ ม. เทเสติ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไป เทวดา ๒ ตนมีรัศมีงาม ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วเทวดาตนหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นแล้วเทวดาอีกตนหนึ่งกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นด้วยดีแล้ว เพราะไม่มีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ เทวดาเหล่านั้นได้กราบทูลดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น เทวดาเหล่านั้นทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัย จึงถวายอภิวาทกระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้น ครั้นล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไป มีเทวดา ๒ ตนมีรัศมีงาม ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสวเข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ครั้นแล้ว เทวดาตนหนึ่งได้กล่าวกะเราว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นแล้ว เทวดาอีกตนหนึ่งกล่าวว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นด้วยดีแล้ว เพราะไม่มีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ เทวดาเหล่านั้นครั้นกล่าวแล้ว อภิวาทเรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นนั่นแล ก็สมัยนั้นแลท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ท่านคิดเห็นว่า เทวดาเหล่าไหนหนอมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้ยังมีอุปานขันธ์เหลือว่า

ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือหรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ก็ในสมัยนั้นแล ภิกษุชื่อติสสะมรณภาพแล้วไม่นาน เข้าถึงพรหมโลกชั้นหนึ่ง แม้ในพรหมโลกนั้นก็รู้กันอย่างนี้ว่าท้าวติสสพรหมเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ครั้งนั้นแล ท่านพระมหามโคคัลลานะหายจากภูเขาคิชฌกูฏไปปรากฏ ณ พรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้นท้าวติสสพรหมได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังมาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านว่า ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์นิมนต์มาเถิด ท่านมาดีแล้วนานแล้วที่ท่านกระทำปริยายเพื่อมาที่นี้ ขอนิมนต์ท่าน นั่งเถิด นี่อาสนะปูไว้ดีแล้ว ฯ

ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว แม้ติสสพรหม อภิวาทท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ถามว่า ดูกรติสสะ เทวดาเหล่าไหนแล มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคมผู้ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือว่า

ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ

ติสสพรหมกล่าวว่า ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นพรหม ย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ ว่ายังมีอุปาทานขันธ์เหลือหรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่าไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ

ม. เทวดาชั้นพรหมทั้งหมดหรือ ที่มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่ายังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ

ต. ข้าแต่พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นพรหมไม่ใช่ทั้งหมด ที่มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ ... ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นพรหมเหล่าใดผู้ยินดีด้วยอายุ วรรณะ

สุข ยศ และความเป็นอธิบดี อันเป็นของพรหม แต่ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุเป็นต้นนั้น เทวดาชั้นพรหมเหล่านั้น ไม่มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ส่วนเทวดาชั้นพรหมเหล่าใด ไม่ยินดีด้วยอายุ วรรณะ สุขยศ และความเป็นอธิบดี อันเป็นของพรหม และรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุเป็นต้นนั้น เทวดาชั้นพรหมเหล่านั้น ย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ ...

ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นอุภโตภาควิมุติ เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แล เป็นอุภโตภาควิมุติ กายของท่านจักตั้งอยู่เพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นท่านเพียงนั้นเพราะกายสลายไป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นท่านข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เป็นปัญญาวิมุติ เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลเป็นปัญญาวิมุติ กายของท่านจักตั้งอยู่เพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นท่านเพียงนั้น เพราะกายสลายไป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นท่านข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ ในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นกายสักขี (ผู้บรรลุฌานแล้วกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน)เทวดาเหล่านั้น ย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลเป็นกายสักขีแม้ไฉน ท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรอยู่ คบกัลยาณมิตร อบรมอินทรีย์ พึงกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า มีอุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่งภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นทิฏฐิปัตตะ (ผู้ถึงที่สุดทิฐิ) ฯลฯ เป็นสัทธาวิมุติ(ผู้หลุดพ้นเพราะศรัทธา) ฯลฯ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นธัมมานุสารี(ผู้ดำเนินตามกระแสธรรม) เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลเป็นธัมมานุสารี

แม้ไฉน ท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรอยู่ คบกัลยาณมิตร อบรมอินทรีย์ พึงกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการนั้น

ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ

ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะชื่นชมยินดีภาษิตของท้าวติสสพรหมแล้ว หายจากพรหมโลกไปปรากฏที่เขาคิชฌกูฏ เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียดฉะนั้น แล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง

ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลถ้อยคำสนทนาปราศรัยกับท้าวติสสพรหมทั้งหมดแด่พระผู้มีพระภาค ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโมคคัลลานะ ก็ท้าวติสสพรหมไม่ได้แสดงบุคคลอนิมิตตวิหารี (ผู้มีปรกติบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้อยู่) ที่ ๗ แก่เธอหรือ ฯ

ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้สุคต บัดนี้ เป็นการควรที่พระผู้มีพระภาคจะพึงทรงแสดงถึงบุคคลอนิมิตตวิหารีที่ ๗ ข้าแต่พระสุคต ภิกษุทั้งหลายได้ฟังพระผู้มีพระภาคแล้ว จักทรงจำไว้ ฯ

พ. ดูกรโมคคัลลานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว ฯ

ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แลบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ แม้ไฉน ท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรอยู่ คบกัลยาณมิตรอบรมอินทรีย์ พึงกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูกรโมคคัลลานะเทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า มีอุปาทานขันธ์เหลือ ฯ

จบสูตรที่ ๓

สีหสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค สีหสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ ฯ อถโข สีโห เสนาปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข สีโห เสนาปติ ภควนฺตํ เอตทโวจ สกฺกา นุ โข ภนฺเต สนฺทิฏฺฐิกํ ทานผลํ ปญฺญาเปตุนฺติ ฯ เตนหิ สีห ตญฺเญเวตฺถ ปฏิปุจฺฉิสฺสามิ ยถา เต ขเมยฺย ตถา นํ พฺยากเรยฺยาสิ ตํ กึ มญฺญสิ สีห อิธสฺส เทฺว ปุริสา เอโก ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก เอโก ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตํ กึ มญฺญสิ สีห กํ นุ โข อรหนฺโต ปฐมํ อนุกมฺปนฺตา อนุกมฺเปยฺยุํ โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ

โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กินฺตํ อรหนฺโต ปฐมํ อนุกมฺปนฺตา อนุกมฺปิสฺสนฺติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตญฺเญว อรหนฺโต ปฐมํ อนุกมฺปนฺตา อนุกมฺเปยฺยุํ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สีห กํ นุ โข อรหนฺโต ปฐมํ อุปสงฺกมนฺตา อุปสงฺกเมยฺยุํ โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กินฺตํ อรหนฺโต ปฐมํ อุปสงฺกมนฺตา อุปสงฺกมิสฺสนฺติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตญฺเญว อรหนฺโต ปฐมํ อุปสงฺกมนฺตา อุปสงฺกเมยฺยุํ ฯ

ตํ กึ มญฺญสิ สีห กสฺส นุ โข อรหนฺโต ปฐมํ ปฏิคฺคณฺหนฺตา ปฏิคฺคเณฺหยฺยุํ โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ ๑ ตสฺส อรหนฺโต ปฐมํ ปฏิคฺคณฺหนฺตา ปฏิคฺคณฺหิสฺสนฺติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตญฺเญว อรหนฺโต ปฐมํ ปฏิคฺคณฺหนฺตา ปฏิคฺคเณฺหยฺยุํ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สีห กสฺส นุ โข อรหนฺโต ปฐมํ ธมฺมํ เทเสนฺโต เทเสยฺยุํ โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ

โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ ตสฺส อรหนฺโต ปฐมํ ธมฺมํ เทเสนฺตา เทเสสฺสนฺติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตสฺเสว อรหนฺโต ปฐมํ ธมฺมํ เทเสนฺตา เทเสยฺยุํ ฯ ตํ กึ มญฺญสิ สีห กสฺส นุ โข กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺเฉยฺย โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ ตสฺส กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิสฺสติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต ตสฺเสว กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺเฉยฺย ฯ

ตํ กึ มญฺญสิ สีห โก นุ โข ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกเมยฺย ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกเมยฺย อมงฺกุภูโต โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ โส ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมิสฺสติ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมิสฺสติ อมงฺกุภูโต โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต โส ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกเมยฺย ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกเมยฺย อมงฺกุภูโต ฯ

ตํ กึ มญฺญสิ สีห โก นุ โข กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย โย วา โส ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก โย วา โส ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโตติ ฯ โย โส ภนฺเต ปุริโส อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก กึ โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชิสฺสติ โย จ โข โส ภนฺเต ปุริโส สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต โส กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย ยานีมานิ ภนฺเต ภควตา ฉ ๑ สนฺทิฏฺฐิกานิ ทานผลานิ อกฺขาตานิ นาหํ เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ อหํปิ เอตานิ ชานามิ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มํ อรหนฺโต ปฐมํ อนุกมฺปนฺตา อนุกมฺปนฺติ อหํ ภนฺเต

ทายโก ทานปติ มํ อรหนฺโต ปฐมํ อุปสงฺกมนฺตา อุปสงฺกมนฺติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มยฺหํ อรหนฺโต ปฐมํ ปฏิคฺคณฺหนฺตา ปฏิคฺคณฺหนฺติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มยฺหํ อรหนฺโต ปฐมํ ธมฺมํ เทเสนฺตา เทเสนฺติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ มยฺหํ กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคโต สีโห เสนาปติ ทายโก การโก สงฺฆุปฏฺฐาโกติ อหํ ภนฺเต ทายโก ทานปติ ยญฺญเทว ปริสํ อุปสงฺกมามิ ยทิ ขตฺติยปริสํ ยทิ พฺราหฺมณปริสํ ยทิ คหปติปริสํ ยทิ สมณปริสํ วิสารโท อุปสงฺกมามิ อมงฺกุภูโต ยานีมานิ ภนฺเต ภควตา ฉ ๑ สนฺทิฏฺฐิกานิ ทานผลานิ อกฺขาตานิ นาหํ เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ อหํปิ เอตานิ ชานามิ ยญฺจ โข มํ ภควา เอวมาห ทายโก สีห ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ เอตาหํ น ชานามิ เอตฺถ จ ปนาหํ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามีติ ฯ เอวเมตํ สีห เอวเมตํ สีห ทายโก สีห ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ ฯ

๑ ม. อนุปาทิเสเส วา อนุปาทิเสโสติ ฯ

๑ ม. กินฺตํ ตสฺส ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. ฉสทฺโท นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์อาจทรงบัญญัติผลแห่งทานที่ประจักษ์ในปัจจุบันได้หรือไม่ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสีหะ ถ้าอย่างนั้น จักย้อนถามท่านในปัญหาข้อนี้ก่อนท่านพึงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นตามชอบใจท่าน ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉนในเมืองเวสาลีนี้ มีบุรุษอยู่ ๒ คน คนหนึ่งไม่มีศรัทธาตระหนี่ ถี่เหนียว พูดเสียดสีคนหนึ่งมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อจะอนุเคราะห์พึงอนุเคราะห์คนไหนก่อน จะเป็นคนไม่มีศรัทธาตระหนี่ ถี่เหนียวพูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ จักอนุเคราะห์คนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดียินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ พึงอนุเคราะห์คนนั้นก่อนเทียว ฯ

พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไปพึงเข้าไปหาใครก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธาเป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไปหา จักเข้าไปหาคนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดียินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไปหา พึงเข้าไปหาคนนั้นก่อนเทียว ฯ

พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลาย เมื่อรับ พึงรับของใครก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธาเป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อรับ จักรับของคนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อรับ พึงรับของคนนั้นก่อนเทียว ฯ

พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรมพึงแสดงแก่คนไหนก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน ฯ

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม จักแสดงแก่คนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดียินดีให้ความสนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม พึงแสดงแก่คนนั้นก่อนเทียว ฯ

พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กิตติศัพท์อันงามของคนไหน พึงขจรไป จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดียินดีให้ความสนับสนุน ฯ

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี กิตติศัพท์อันงามของคนนั้น จักขจรไปได้อย่างไร ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุนกิตติศัพท์อันงามของคนนั้นเทียวพึงขจรไป ฯ

พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คนไหนที่จะพึงเข้าไปสู่บริษัทใดๆก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท พึงเป็นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขิน เข้าไป จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธาเป็นทานบดี ยินดี ให้ความสนับสนุน ฯ

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี จักเข้าไปสู่บริษัทใดๆ ก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท จักเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไปอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน เขาผู้นั้นพึงเข้าไปสู่บริษัทใดๆก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท พึงเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไป ฯ

พ. ดูกรสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คนไหนเมื่อตายไปจะพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสีหรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดียินดีให้ความสนับสนุน ฯ

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี เมื่อตายไปจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์อย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน

เมื่อตายไป พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในผลแห่งทาน ๖ ประการ ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน อันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ข้าพระองค์มิได้ดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาค แม้ข้าพระองค์เองก็รู้ผลแห่งทานเหล่านี้ ข้าพระองค์เป็นทายก เป็นทานบดีพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ ย่อมอนุเคราะห์ข้าพระองค์ก่อน เมื่อเข้าไปหาย่อมเข้าไปหาข้าพระองค์ก่อน เมื่อรับ ย่อมรับของข้าพระองค์ก่อน เมื่อแสดงธรรมย่อมแสดงแก่ข้าพระองค์ก่อน กิตติศัพท์อันงามของข้าพระองค์ขจรไปแล้วว่า สีหเสนาบดีเป็นทายก เป็นการกบุคคล

เป็นผู้อุปัฏฐากพระสงฆ์ ข้าพระองค์ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี เข้าไปสู่บริษัทใดๆ ก็ตาม เช่นกษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขินเข้าไปข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในผลแห่งทาน ๖ ประการที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน อันพระผู้มีพระภาคตรัสแล้ว ข้าพระองค์มิได้ดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคแม้ข้าพระองค์เองก็รู้ผลแห่งทานเหล่านี้ แต่พระผู้มีพระภาคตรัสผลแห่งทานใดกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ดูกรสีหะ

ทายก ทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพระองค์ยังไม่รู้ผลแห่งทานนั้น และในผลแห่งทานข้อนี้ ข้าพระองค์ขอดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาค ฯ

พ. อย่างนั้น สีหะ อย่างนั้น สีหะ ดูกรสีหะ ทายก ทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ฯ

จบสูตรที่ ๔

รักขิตสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค รักขิตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ตถาคตสฺส อรกฺเขยฺยานิ ตีหิ จ อนุปวชฺโช ฯ กตมานิ จตฺตาริ ตถาคตสฺส อรกฺเขยฺยานิ ปริสุทฺธกายสมาจาโร ภิกฺขเว ตถาคโต นตฺถิ ตถาคตสฺส กายทุจฺจริตํ ยํ ตถาคโต รกฺเขยฺย มา เม อิทํ ปโร อญฺญาสีติ ปริสุทฺธวจีสมาจาโร ภิกฺขเว ตถาคโต นตฺถิ ตถาคตสฺส วจีทุจฺจริตํ ยํ ตถาคโต รกฺเขยฺย มา เม อิทํ ปโร อญฺญาสีติ ปริสุทฺธมโนสมาจาโร ภิกฺขเว ตถาคโต นตฺถิ ตถาคตสฺส มโนทุจฺจริตํ ยํ ตถาคโต รกฺเขยฺย มา เม อิทํ ปโร อญฺญาสีติ ปริสุทฺธาชีโว ภิกฺขเว ตถาคโต นตฺถิ ตถาคตสฺส มิจฺฉาอาชีโว ยํ ตถาคโต รกฺเขยฺย มา เม อิทํ ปโร อญฺญาสีติ อิมานิ จตฺตาริ ตถาคตสฺส อรกฺเขยฺยานิ ฯ

กตเมหิ ตีหิ อนุปวชฺโช สฺวากฺขาตธมฺโม ภิกฺขเว ตถาคโต ตตฺร วต มํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ สหธมฺเมน ปฏิโจเทสฺสติ อิติปิ ตวํ น สฺวากฺขาตธมฺโมติ นิมิตฺตเมตํ ภิกฺขเว น สมนุปสฺสามิ เอตํปหํ ๑ ภิกฺขเว นิมิตฺตํ อสมนุปสฺสนฺโต เขมปฺปตฺโต อภยปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต วิหรามิ สุปญฺญตฺตา โข ปน เม ภิกฺขเว สาวกานํ นิพฺพานคามินี ปฏิปทา ยถา ปฏิปนฺนา มม สาวกา อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ ตตฺร วต มํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ สหธมฺเมน ปฏิโจเทสฺสติ อิติปิ เต น สุปญฺญตฺตา สาวกานํ นิพฺพานคามินี ปฏิปทา ยถา ปฏิปนฺนา ตว สาวกา อาสวานํ ขยา ฯเปฯ

สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺตีติ นิมิตฺตเมตํ ภิกฺขเว น สมนุปสฺสามิ เอตํปหํ ภิกฺขเว นิมิตฺตํ อสมนุปสฺสนฺโต เขมปฺปตฺโต อภยปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต วิหรามิ อเนกสตา โข ปน เม ภิกฺขเว สาวกปริสา อาสวานํ ขยา ฯเปฯ สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ ตตฺร วต มํ สมโณ วา พฺราหฺมโณ วา เทโว วา มาโร วา พฺรหฺมา วา โกจิ วา โลกสฺมึ สหธมฺเมน ปฏิโจเทสฺสติ อิติปิ เต น อเนกสตา สาวกปริสา อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺตีติ นิมิตฺตเมตํ ภิกฺขเว น สมนุปสฺสติ เอตํปหํ ภิกฺขเว นิมิตฺตํ อสมนุปสฺสนฺโต เขมปฺปตฺโต อภยปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต วิหรามิ อิเมหิ ตีหิ อนุปวชฺโช อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ตถาคตสฺส อรกฺเขยฺยานิ อิเมหิ จ ตีหิ อนุปวชฺโชติ ฯ

๑ ม. เอตมหํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้ ตถาคตไม่ต้องรักษา และตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการ ฐานะ ๔ ประการที่ตถาคตไม่ต้องรักษาเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีกายสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีกายทุจริตที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ตถาคตไม่มีวจีทุจริตที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ไม่มีมโนทุจริตที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลยตถาคตมีอาชีวบริสุทธิ์ ไม่มีมิจฉาชีพที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ฐานะ๔ ประการนี้ ตถาคตไม่ต้องรักษา ตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีธรรมอันกล่าวดีแล้ว สมณะก็ดีพราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี

หรือใครๆ ในโลกก็ดี จักคัดค้านเราในธรรมนั้นโดยชอบธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ ท่านมิใช่เป็นผู้มีธรรมอันกล่าวดีแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น ย่อมถึงความเกษมไม่มีภัย มีความแกล้าอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ปฏิปทาอันเป็นเครื่องยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน

ที่สาวกของเราผู้ปฏิบัติตามแล้ว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ อันเราบัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวกทั้งหลาย สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใครๆ ในโลกก็ดี จักคัดค้านเราในปฏิปทานั้นโดยชอบธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ ปฏิปทาอันเป็นเครื่องยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ที่สาวกของท่านปฏิบัติแล้ว ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ฯลฯ ไม่เป็นปฏิปทาอันท่านบัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวกทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น

ย่อมถึงความเกษม ไม่มีภัย แกล้วกล้าอยู่ อนึ่งสาวกบริษัทของเราเป็นร้อยๆ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใครๆ ในโลกก็ดี จักคัดค้านเราในข้อนั้นโดยชอบธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ สาวกบริษัทเป็นร้อยๆ ไม่ได้กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ เราไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น ย่อมถึงความเกษมไม่มีภัย แกล้วกล้าอยู่ ตถาคตไม่พึงถูกติเตียนเพราะฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ฐานะ ๔ ประการนี้แลตถาคตไม่จำเป็นต้องรักษา และตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ประการนี้แล ฯ

จบสูตรที่ ๕

กิมมิลสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค กิมมิลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา กิมิลายํ ๑ วิหรติ เวฬุวเน ๒ ฯ อถโข อายสฺมา กิมิโล ๓ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา กิมิโล ภควนฺตํ เอตทโวจ โก นุ โข ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน ตถาคเต ปรินิพฺพุเต สทฺธมฺโม น จิรฏฺฐิติโก โหตีติ ฯ อิธ กิมิล ตถาคเต ปรินิพฺพุเต ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย สตฺถริ อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา ธมฺเม อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา สงฺเฆ อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา สิกฺขาย อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา สมาธิสฺมึ อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา อปฺปมาเท อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา ปฏิสนฺถาเร อคารวา วิหรนฺติ อปฺปติสฺสา อยํ โข กิมิล เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน ตถาคเต ปรินิพฺพุเต สทฺธมฺโม น จิรฏฺฐิติโก โหตีติ ฯ

โก ปน ภนฺเต เหตุ โก ปจฺจโย เยน ตถาคเต ปรินิพฺพุเต สทฺธมฺโม จิรฏฺฐิติโก โหตีติ ฯ อิธ กิมิล ตถาคเต ปรินิพฺพุเต ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย สตฺถริ สคารวา วิหรนฺติ สปฺปติสฺสา ธมฺเม สคารวา วิหรนฺติ สปฺปติสฺสา สงฺเฆ สคารวา วิหรนฺติ สปฺปติสฺสา สิกฺขาย สคารวา วิหรนฺติ สปฺปติสฺสา สมาธิสฺมึ สคารวา วิหรนฺติ สปฺปติสฺสา อปฺปมาเท สคารวา วิหรนฺติ สปฺปติสฺสา ปฏิสนฺถาเร สคารวา วิหรนฺติ สปฺปติสฺสา อยํ โข กิมิล เหตุ อยํ ปจฺจโย เยน ตถาคเต ปรินิพฺพุเต สทฺธมฺโม จิรฏฺฐิติโก โหตีติ ฯ

๑ ยุ. กิมฺพิลายํ ฯ ๒ ม. นิจุลวเน ฯ ๓ ยุ. กิมฺพิโล ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ใกล้เมืองกิมมิลา ครั้งนั้นแล ท่านพระกิมมิละเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สัทธรรมไม่ตั้งอยู่นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกิมมิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกอุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา ... ในธรรม ... ในสงฆ์ ... ในสิกขา ... ในสมาธิ ... ในความไม่ประมาท... ในปฏิสันถาร ดูกรกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สัทธรรมไม่ตั้งอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ฯ

กิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้สัทธรรมตั้งอยู่นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว ฯ

พ. ดูกรกิมมิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ใน

ธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเคารพ มีความยำเกรงในพระศาสดา ...ในธรรม ... ในสงฆ์ ... ในสิกขา ...

ในความไม่ประมาท ... ในปฏิสันถาร ดูกรกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้สัทธรรมตั้งอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ฯ

จบสูตรที่ ๖

สัตตธรรมสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค สัตตธรรมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺตหิ ภิกฺขเว ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นจิรสฺเสว อาสวานํ ขยา ฯเปฯ สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺย ฯ กตเมหิ สตฺตหิ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ สทฺโธ โหติ สีลวา โหติ พหุสฺสุโต โหติ ปฏิสลฺลีโน โหติ อารทฺธวิริโย โหติ สติมา โหติ ปญฺญวา โหติ อิเมหิ โข ภิกฺขเว สตฺตหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ภิกฺขุ นจิรสฺเสว อาสวานํ ขยา ฯเปฯ สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหเรยฺยาติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ ไม่นานนัก พึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ธรรม ๗ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑มีศีล ๑ เป็นพหูสูต ๑ เป็นผู้หลีกออกเร้น ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติ ๑มีปัญญา ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ไม่นานนักพึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ

จบสูตรที่ ๗

โมคคัลลานสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค โมคคัลลานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา ภคฺเคสุ วิหรติ สสสุมารคิเร เภสกลาวเน มิคทาเย ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน มคเธสุ กลฺลวาลมุตฺตคาเม จปลายมาโน นิสินฺโน โหติ ฯ อทฺทสา โข ภควา ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ มคเธสุ กลฺลวาลมุตฺตคาเม จปลายมานํ นิสินฺนํ ทิสฺวา เสยฺยถาปิ นาม พลวา ปุริโส สมฺมิญฺชิตํ วา พาหํ ปสาเรยฺย ปสาริตํ วา พาหํ สมฺมิญฺเชยฺย เอวเมว ภคฺเคสุ สสสุมารคิเร เภสกลาวเน มิคทาเย อนฺตรหิโต มคเธสุ กลฺลวาลมุตฺตคาเม อายสฺมโต มหาโมคฺคลฺลานสฺส ปมุเข ปาตุรโหสิ นิสีทิ ภควา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสชฺช โข ภควา อายสฺมนฺตํ มหาโมคฺคลฺลานํ เอตทโวจ จปลายสิ โน ตฺวํ โมคฺคลฺลาน จปลายสิ โน ตฺวํ โมคฺคลฺลานาติ ฯ เอวํ ภนฺเต ฯ

ตสฺมาติห โมคฺคลฺลาน ยถาสญฺญิสฺส เต วิหรโต ตํ มิทฺธํ โอกฺกมติ ตํ สญฺญํ มนสิกเรยฺยาสิ ๑ ตํ สญฺญํ พหุลํ กเรยฺยาสิ ๒ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยนฺเต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ โน เจ เต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ ตโต ตฺวํ โมคฺคลฺลาน ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ เจตสา อนุวิตกฺเกยฺยาสิ อนุวิจาเรยฺยาสิ มนสานุเปกฺเขยฺยาสิ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยนฺเต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ โน เจ เต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ ตโต ตฺวํ โมคฺคลฺลาน ยถาสุตํ ยถาปริยตฺตํ ธมฺมํ วิตฺถาเรน สชฺฌายํ กเรยฺยาสิ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยนฺเต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ โน เจ เต เอวํ วิหรโต ตํ

มิทฺธํ ปหีเยถ ตโต ตฺวํ โมคฺคลฺลาน อุโภ กณฺณโสตานิ อาวิเชยฺยาสิ ๑ ปาณินา คตฺตานิ อนุมชฺเชยฺยาสิ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยนฺเต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ โน เจ เต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ ตโต ตฺวํ โมคฺคลฺลาน อุฏฺฐายาสนา อุทเกน อกฺขีนิ อนุมชฺชิตฺวา ทิสา อนุวิโลเกยฺยาสิ นกฺขตฺตานิ ตารกรูปานิ อุลฺโลเกยฺยาสิ ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยนฺเต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ โน เจ เต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ ตโต ตฺวํ โมคฺคลฺลาน อาโลกสญฺญํ มนสิกเรยฺยาสิ ทิวาสญฺญํ อธิฏฺฐเหยฺยาสิ ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา อิติ วิวเฏน ๒ เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ จิตฺตํ ภาเวยฺยาสิ

ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยนฺเต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ โน เจ เต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ ตโต ตฺวํ โมคฺคลฺลาน ปจฺฉาปุเรสญฺญี จงฺกมํ อธิฏฺฐเหยฺยาสิ อนฺโตคเตหิ อินฺทฺริเยหิ อพหิคเตน มานเสน ฐานํ โข ปเนตํ วิชฺชติ ยนฺเต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ โน เจ เต เอวํ วิหรโต ตํ มิทฺธํ ปหีเยถ ตโต ตฺวํ โมคฺคลฺลาน ทกฺขิเณน ปสฺเสน สีหเสยฺยํ กปฺเปยฺยาสิ ปาเทน ๑ ปาทํ อจฺจาธาย สโต สมฺปชาโน อุฏฺฐานสญฺญํ มนสิกริตฺวา ปฏิพุทฺเธเนว ๒ เต โมคฺคลฺลาน ขิปฺปญฺเญว ปจฺจุฏฺฐาตพฺพํ น เสยฺยสุขํ น ปสฺสสุขํ น มิทฺธสุขํ อนุยุตฺโต วิหริสฺสามีติ เอวญฺหิ เต โมคฺคลฺลาน สิกฺขิตพฺพํ ฯ

ตสฺมาติห โมคฺคลฺลาน เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น อุจฺจาโสณฺฑํ ปคฺคเหตฺวา กุลานิ อุปสงฺกมิสฺสามีติ เอวญฺหิ เต โมคฺคลฺลาน สิกฺขิตพฺพํ สเจ โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ อุจฺจาโสณฺฑํ ปคฺคเหตฺวา กุลานิ อุปสงฺกมติ สนฺติ หิ โมคฺคลฺลาน กุเลสุ กิจฺจกรณียานิ เยน มนุสฺสา อาคตํ ภิกฺขุํ น มนสิกโรนฺติ ตตฺร ภิกฺขุสฺส เอวํ โหติ โก สุ นาม ทานิ มํ อิมสฺมึ กุเล ปริภินฺทิ วิรตฺตรูปาทานีเม มยิ มนุสฺสาติ อิติสฺส อลาเภน มงฺกุภาโว มงฺกุภูตสฺส อุทฺธจฺจํ อุทฺธตสฺส อสํวโร อสํวุตสฺส อารา จิตฺตํ สมาธิมฺหา ตสฺมาติห โมคฺคลฺลาน เอวํ สิกฺขิตพฺพํ น วิคฺคาหิกกถํ กเถสฺสามีติ เอวญฺหิ เต โมคฺคลฺลาน สิกฺขิตพฺพํ วิคฺคาหิกาย

โมคฺคลฺลาน กถาย สติ กถาพาหุลฺลํ ปาฏิกงฺขํ กถาพาหุลฺเล สติ อุทฺธจฺจํ อุทฺธตสฺส อสํวโร อสํวุตสฺส อารา จิตฺตํ สมาธิมฺหา นาหํ โมคฺคลฺลาน สพฺเพเหว สํสคฺคํ วณฺณยามิ น ปนาหํ โมคฺคลฺลาน สพฺเพเหว สํสคฺคํ น วณฺณยามิ สคหฏฺฐปพฺพชิเตหิ โข อหํ โมคฺคลฺลาน สํสคฺคํ น วณฺณยามิ ยานิ จ โข ตานิ เสนาสนานิ อปฺปสทฺทานิ อปฺปนิคฺโฆสานิ วิชนวาตานิ มนุสฺสราหเสยฺยกานิ ๓ ปฏิสลฺลานสารุปฺปานิ ตถารูเปหิ เสนาสเนหิ สํสคฺคํ วณฺณยามีติ ฯ เอวํ วุตฺเต อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ภควนฺตํ เอตทโวจ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต ภิกฺขุ สงฺขิตฺเตน ตณฺหาสงฺขยวิมุตฺโต โหติ อจฺจนฺตนิฏฺโฐ อจฺจนฺตโยคกฺเขมี อจฺจนฺตพฺรหฺมจารี อจฺจนฺตปริโยสาโน เสฏฺโฐ เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ

อิธ โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุโน สุตํ โหติ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสายาติ เอวญฺเจตํ โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุโน สุตํ โหติ สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสายาติ โส สพฺพํ ธมฺมํ อภิชานาติ สพฺพํ ธมฺมํ อภิญฺญาย สพฺพํ ธมฺมํ ปริชานาติ สพฺพํ ธมฺมํ ปริญฺญาย ยงฺกิญฺจิ เวทนํ เวทิยติ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา โส ตาสุ เวทนาสุ อนิจฺจานุปสฺสี วิหรติ วิราคานุปสฺสี วิหรติ นิโรธานุปสฺสี วิหรติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี วิหรติ โส ตาสุ เวทนาสุ อนิจฺจานุปสฺสี วิหรนฺโต วิราคานุปสฺสี วิหรนฺโต นิโรธานุปสฺสี วิหรนฺโต ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี วิหรนฺโต น จ ๑ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ อนุปาทิยํ น ปริตสฺสติ อปริตสฺสํ ปจฺจตฺตญฺเญว ปรินิพฺพายติ ขีณา ชาติ วุสิตํ พฺรหฺมจริยํ กตํ กรณียํ นาปรํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ เอตฺตาวตา โข โมคฺคลฺลาน ภิกฺขุ สงฺขิตฺเตน ตณฺหาสงฺขยวิมุตฺโต โหติ อจฺจนฺตนิฏฺโฐ อจฺจนฺตโยคกฺเขมี อจฺจนฺตพฺรหฺมจารี อจฺจนฺตปริโยสาโน เสฏฺโฐ เทวมนุสฺสานนฺติ ฯ

๑ ม. มา มนสากาสิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. มา พหุลมกาสิ ฯ

๑ ม. อาวิญฺเฉยฺยาสิ ฯ

๑ ม. ปาเท ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ปฏิพุทฺเธน จ ฯ ๓ ม. มนุสฺสราหสฺเสยฺยกานิ ฯ

เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าเภสกลา มิคทายวันใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ ก็สมัยนั้นแล ท่านมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคามแคว้นมคธ พระผู้มีพระภาคได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ครั้นแล้วทรงหายจากเภสกลามิคทายวันใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ เสด็จไปปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ครั้นแล้วได้ตรัสถามท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ดูกรโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ

ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ

ดูกรโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่งสัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ถ้าเธอยังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ตนได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมาแล้วได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึงเอาโลกสัญญา ตั้งความสำคัญในกลางวันว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืนอย่างไร

กลางวันอย่างนั้น มีใจเปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่คิดไปในภายนอก ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสำเร็จสีหไสยา คือนอนตะแคงเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันจะลุกขึ้น พอตื่นแล้วพึงรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่าเราจักไม่ประกอบความสุขในการนอน ความสุขในการเอนข้าง ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูกรโมคคัลลานะเธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ฯ

ดูกรโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาอย่างนี้อีกว่า เราจักไม่ชูงวง [ถือตัว]เข้าไปสู่ตระกูล ดูกรโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แลถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล และในตระกูลมีกรณียกิจหลายอย่าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้มนุษย์ไม่ใส่ใจถึงภิกษุผู้มาแล้ว เพราะเหตุนั้นภิกษุย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เดี๋ยวนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกในสกุลนี้ เดี๋ยวนี้ดูมนุษย์พวกนี้มีอาการอิดหนาระอาใจในเรา เพราะไม่ได้อะไร เธอจึงเป็นผู้เก้อเขิน เมื่อเก้อเขิน ย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ ฯ

เพราะฉะนั้นแหละ โมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักไม่พูดถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ดูกรโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ก็จำต้องหวังการพูดมาก เมื่อมีการพูดมาก ย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ ฯ

ดูกรโมคคัลลานะ อนึ่ง เราหาสรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงไม่ แต่มิใช่ว่าจะไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงก็หามิได้ คือ เราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยหมู่ชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ก็แต่ว่า เสนาสนะอันใดเงียบเสียง ไม่อื้ออึง ปราศจากการสัญจรของหมู่ชน ควรเป็นที่ประกอบกิจของผู้ต้องการความสงัด ควรเป็นที่หลีกออกเร้น เราสรรเสริญความคลุกคลีด้วยเสนาสนะเห็นปานนั้น ฯ

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ โดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะล่วงส่วน เป็นพรหมจารีล่วงส่วน

มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ

พ. ดูกรโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงแล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเห็นความดับ พิจารณาเห็นความสละคืน เมื่อเธอพิจารณาเห็นอย่างนั้นๆ อยู่ ย่อมไม่ยึดมั่นอะไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่น ย่อมไม่สะดุ้งเมื่อไม่สะดุ้ง ย่อมปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้วพรหมจรรย์อยู่จบแล้ว

กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูกรโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้เกษมจากโยคะล่วงส่วนเป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ฯ

จบสูตรที่ ๘

ปุญญวิปากสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค ปุญญวิปากสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

มา ภิกฺขเว ปุญฺญานํ ภายิตฺถ สุขสฺเสตํ ภิกฺขเว อธิวจนํ ยทิทํ ปุญฺญานนฺติ ๒ อภิชานามิ โข ปนาหํ ภิกฺขเว ทีฆรตฺตํ [๓] อิฏฺฐํ กนฺตํ มนาปํ วิปากํ ปจฺจนุภูตํ สตฺต วสฺสานิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวสึ สตฺต วสฺสานิ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวตฺวา สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป น ยิมํ โลกํ ปุนาคมาสึ สํวฏฺฏมาเน สุทาหํ ภิกฺขเว โลเก อาภสฺสรูปโค โหมิ วิวฏฺฏมาเน โลเก สุญฺญํ พฺรหฺมวิมานํ อุปปชฺชามิ ตตฺร สุทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมา โหมิ มหาพฺรหฺมา อภิภู อนภิภูโต อญฺญทตฺถุทโส วสวตฺตี ฉตฺตึสกฺขตฺตุํ โข ปนาหํ ภิกฺขเว สกฺโก อโหสึ เทวานมินฺโท อเนกสตกฺขตฺตุํ ราชา อโหสึ จกฺกวตฺตี ธมฺมิโก ธมฺมราชา จาตุรนฺโต วิชิตาวี ชนปทตฺถาวริยปฺปตฺโต สตฺตรตนสมนฺนาคโต ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว อิมานิ สตฺต รตนานิ อเหสุํ เสยฺยถีทํ จกฺกรตนํ หตฺถิรตนํ อสฺสรตนํ มณิรตนํ อิตฺถีรตนํ คหปติรตนํ ปรินายกรตนเมว สตฺตมํ ปโรสหสฺสํ โข ปน เม ภิกฺขเว ปุตฺตา อเหสุํ สูรา วีรงฺครูปา ปรเสนปฺปมทฺทนา โส อิมํ ปฐวึ สาครปริยนฺตํ อทณฺเฑน อสตฺเถน ธมฺเมน อภิวิชิย อชฺฌาวสินฺติ ฯ

ปสฺส ปุญฺญานํ วิปากํ กุสลานํ สุเขสินํ

เมตฺตจิตฺตํ วิภาเวตฺวา สตฺต วสฺสานิ ภิกฺขโว

สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป น ยิมํ โลกํ ปุนาคมึ

สํวฏฺฏมาเน โลกมฺหิ โหมิ อาภสฺสรูปโค

วิวฏฺฏมาเน โลกมฺหิ สุญฺญพฺรหฺมูปโค อหุํ

สตฺตกฺขตฺตุํ มหาพฺรหฺมา วสวตฺตี ตทา อหุํ

ฉตฺตึสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท เทวรชฺชมการยึ

จกฺกวตฺตี อหุํ ราชา ชมฺพูสณฺฑสฺส อิสฺสโร ฯ

มุทฺธาภิสิตฺโต ๑ ขตฺติโย มนุสฺสาธิปตี อหุํ

อทณฺเฑน อสตฺเถน วิเชยฺย ปฐวึ อิมํ

อสาหเสน ธมฺเมน สเมน มนุสาสิ ตํ

ธมฺเมน รชฺชํ กาเรตฺวา อสฺมึ ปฐวิมณฺฑเล

มหทฺธเน มหาโภเค อฑฺเฒ อชายิสํ ๒ กุเล

สพฺพกาเมหิ สมฺปนฺเน รตเนหิ จ สตฺตหิ

พุทฺธา สงฺคาหกา โลเก เตหิ เอตํ สุเทสิตํ

เอส เหตุ มหนฺตสฺส ปุถโพฺย เยน วุจฺจติ ๓

ปหุตวิตฺตูปกรโณ ราชา โหมิ ปตาปวา

อิทฺธิมา ยสวา โหมิ ชมฺพูสณฺฑสฺส อิสฺสโร ฯ

โก สุตฺวา นปฺปสีเทยฺย อปิ กณฺหาภิชาติโย

ตสฺมา หิ อตฺตกาเมน มหตฺตมภิกงฺขตา

สทฺธมฺโม ครุกาตพฺโพ สรํ พุทฺธานสาสนนฺติ ฯ

๑ ม. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ สี. ปุญฺญนฺติ ฯ ๓ ม. กตานํ ปุญฺญานํ ทีฆรตฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย คำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของความสุขดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมรู้ชัดซึ่งผลแห่งบุญอันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้วตลอดกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปีครั้นแล้ว เราไม่ได้กลับมายังโลกนี้ตลอด ๗สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า เมื่อโลกถึงความพินาศ [ถูกไฟไหม้] เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราย่อมเข้าถึงวิมานพรหมอันว่างเปล่าได้ยินว่า ในวิมานพรหมนั้น เราเป็นพรหม เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ใครๆ ครอบงำไม่ได้มีความเห็นแน่นอน มีอำนาจเต็ม เป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งทวยเทพ ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในธรรม เป็นธรรมราชามีสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ผู้ชนะสงคราม มีชนบทถึงความสถาพรตั้งมั่นประกอบด้วยรัตนะ ๗ ประการ รัตนะ ๗ ประการของเรานั้นคือ จักรแก้วช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ขุนพลแก้วเป็นที่ ๗ อนึ่งเราเคยมีบุตรมากกว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ เราครอบครองปฐพีมณฑลนี้ อันมีมหาสมุทรเป็นขอบเขต โดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญาไม่ต้องใช้ศาตรา ฯ

เชิญดูผลแห่งบุญกุศลของบุคคลผู้แสวงหาความสุข ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย เราเจริญเมตตาจิตมาแล้ว ๗ ปี ไม่ต้องกลับมาสู่

โลกนี้ ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เมื่อโลกถึงความพินาศ

เราเข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ

เราเข้าถึงวิมานอันว่างเปล่า ในกาลนั้น เราเป็นท้าวมหา

พรหมผู้มีอำนาจเต็ม ๗ ครั้ง เป็นท้าวสักกะจอมเทพเสวย

สมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่

ในหมู่ชนชาวชมพูทวีป เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเศกแล้ว

เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ปกครองปฐพีมณฑลนี้ โดยไม่ต้องใช้

อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา สั่งสอนคนในปฐพีมณฑลนั้นโดย

ธรรมสม่ำเสมอ ไม่ผลุนผลัน ครั้นได้เสวยราชในปฐพีมณฑล

นี้โดยธรรมแล้ว ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก

มาย ทั้งบริบูรณ์พร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ อันอำนวย

ความประสงค์ให้ทุกอย่าง ฐานะดังที่กล่าวมานี้พระพุทธเจ้า

ทั้งหลายผู้สงเคราะห์ประชาชาวโลกทรงแสดงไว้ดีแล้ว เหตุ

ที่ท่านเรียกว่าเป็นเจ้าแผ่นดิน เพราะความเป็นใหญ่ เราเป็น

พระราชาผู้เรืองเดช มีอุปกรณ์เครื่องให้ปลื้มใจมากมาย มี

ฤทธิ์ มียศ เป็นใหญ่ ในหมู่ชนชาวชมพูทวีป ใครบ้าง

ได้ฟังแล้วจะไม่เลื่อมใสแม้จะเป็นคนมีชาติต่ำ เพราะฉะนั้น

แหละ ผู้มุ่งประโยชน์ จำนงหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึง

คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพสัทธรรม ฯ

จบสูตรที่ ๙

ภริยาสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค ภริยาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

อถโข ภควา ปุพฺพณฺหสมยํ นิวาเสตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย เยน อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ เตน โข ปน สมเยน อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส นิเวสเน มนุสฺสา อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา โหนฺติ ฯ อถโข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ภควา เอตทโวจ กึ นุ เต คหปติ นิเวสเน มนุสฺสา อุจฺจาสทฺทา มหาสทฺทา เกวฏฺโฏ ๑ มญฺเญ มจฺเฉ วิโลเปตีติ ๒ ฯ อยํ ภนฺเต สุชาตา ฆรสุณฺหา อฑฺฒา กุลา อานีตา สา เนว สสฺสุํ อาทิยติ น สสฺสุรํ อาทิยติ น สามิกํ อาทิยติ ภควนฺตมฺปิ น สกฺกโรติ น ครุกโรติ น มาเนติ น ปูเชตีติ ฯ อถโข ภควา สุชาตํ ฆรสุณฺหํ อามนฺเตสิ เอหิ สุชาเตติ ฯ

เอวํ ภนฺเตติ โข สุชาตา ฆรสุณฺหา ภควโต ปฏิสฺสุณิตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺนํ โข สุชาตํ ฆรสุณฺหํ ภควา เอตทโวจ สตฺต โข อิมา สุชาเต ปุริสสฺส ภริยา กตมา สตฺต วธสมา โจรสมา ๓ อยฺยสมา มาตุสมา ๔ ภคินิสมา สขีสมา ทาสีสมา อิมา โข สุชาเต สตฺต ปุริสสฺส ภริยา ตาสํ ตฺวํ กตมาติ ฯ นาหํ ภนฺเต อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ธมฺมํ เทเสตุ ยถาหํ อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยนฺติ ฯ เตนหิ สุชาเต สุณาหิ สาธุกํ มนสิกโรหิ ภาสิสฺสามีติ ฯ เอวํ ภนฺเตติ โข สุชาตา ฆรสุณฺหา ภควโต ปจฺจสฺโสสิ ฯ ภควา เอตทโวจ

ปทุฏฺฐจิตฺตา อหิตานุกมฺปินี

อญฺเญสุ รตฺตา อติมญฺญเต ปตึ

ธเนน กีตสฺส วธาย อุสฺสุกา

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

วธกา ๑ จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ

ยํ อิตฺถิยา วินฺทติ สามิโก ธนํ

สิปฺปํ วณิชฺชญฺจ กสิมธิฏฺฐหิ ๒

อปฺปมฺปิ ตสฺมา ๓ อปหาตุมิจฺฉติ

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

โจรา ๔ จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ

อกมฺมกามา อลสา มหคฺฆสา

ผรุสา จ จณฺฑี จ ๕ ทุรุตฺตวาทินี

อุฏฺฐายกานํ อภิภุยฺย วตฺตติ

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

อยฺยา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ

ยา สพฺพทา โหติ หิตานุกมฺปินี

มาตาว ปุตฺตํ อนุรกฺขเต ปตึ

ตโต ธนํ สมฺภตมสฺส รกฺขติ

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

มาตา จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ

ยถาปิ เชฏฺฐา ภคินี กนิฏฺฐา ๖

สคารวา โหติ สกมฺหิ สามิเก

หิรีมนา ภตฺตุวสานุวตฺตินี

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

ภคินี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ

ยาจีธ ทิสฺวาน ปตึ ปโมทติ

สขี สขารํว จิรสฺสมาคตํ

โกเลยฺยกา สีลวตี ปติพฺพตา

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

สขี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ

อกฺกุทฺธสนฺตา วธทณฺฑตชฺชิตา

อรุทฺธจิตฺตา ปติโน ติติกฺขติ

อกฺโกธนา ภตฺตุวสานุวตฺตินี

ยา เอวรูปา ปุริสสฺส ภริยา

ทาสี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ ฯ

ยาจีธ ภริยา วธกาติ วุจฺจติ

โจรี จ อยฺยาติ จ สา ปวุจฺจติ

ทุสฺสีลรูปา ผรุสา อนาทรา

กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ตา ฯ

ยาจีธ มาตา ภคินี สขี ๑ จ

ทาสี จ ภริยาติ จ สา ปวุจฺจติ

สีเล ฐิตตฺตา จิรรตฺตสํวุตา

กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ตาติ ฯ

อิมานิ โข สุชาเต สตฺต ปุริสสฺส ภริยา ตาสํ ตฺวํ กตมาติ ฯ อชฺชตคฺเค มํ ภนฺเต ภควา ทาสีสมํ สามิกสฺส ภริยํ ธาเรตูติ ฯ

๑ สี. มุทฺธาวสิตฺโต ฯ ๒ ม. อชายิหํ ฯ ๓ ม. ปถโพฺย เม น วิปชฺชติ ฯ

๑ เกวฏฺฏา ฯ ๒ ม. มจฺฉวิโลเปติ ฯ ๓ วธกสมา โจรีสมา ฯ ๔ ม. มาตาสมา ฯ

๑ ม. วธา ฯ ๒ ม. กสึ อธิฏฺฐหํ ฯ ๓ ม. ตสฺส ฯ ๔ ม. โจรี ฯ ๕ ม. จสทฺโท นตฺถิ ฯ

๖ ม. กนิฏฺฐกา ฯ

๑ ม. สขีติ จ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้น เมื่อเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ก็สมัยนั้นมนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีส่งเสียงอื้ออึง ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามว่า ดูกรคฤหบดี เหตุไรหนอ มนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์ของท่านจึงส่งเสียงอื้ออึงเหมือนชาวประมงแย่งปลากัน อนาถบิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุชาดาคนนี้ข้าพระองค์นำมาจากตระกูลมั่งคั่งมาเป็นสะใภ้ในเรือน นางไม่เชื่อถือ แม่ผัว พ่อผัว สามีแม้แต่พระผู้มีพระภาคนางก็ไม่สักการะเคารพนับถือบูชา

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกนางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนว่า มานี่แน่ะนางสุชาดา นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่งครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรนางสุชาดาภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้ ๗ จำพวกเป็นไฉน คือ ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต๑ เสมอด้วยโจร ๑ เสมอด้วยนาย ๑ เสมอด้วยแม่ ๑ เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว๑ เสมอด้วยเพื่อน ๑ เสมอด้วยทาสี ๑ ดูกรนางสุชาดาภริยาของบุรุษ ๗จำพวกนี้แล เธอเป็นจำพวกไหนใน ๗ จำพวกนั้น

นางสุชาดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันยังไม่รู้ทั่วถึงความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาสขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน โดยที่หม่อมฉันจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด ฯ

พ. ดูกรนางสุชาดา ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว นางสุชาดา

หญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล

ยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์

พยายามจะฆ่าผัว ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า วธกาภริยา

ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต สามีของหญิงประกอบด้วย

ศิลปกรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้ทรัพย์ใดมา ภริยา

ปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของ

บุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า โจรภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร ภริยา

ที่ไม่สนใจการงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า

ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง ภริยาของ

บุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า อัยยาภริยา ภริยาเสมอด้วยนาย

ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษา

สามีเหมือนมารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ไว้

ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า มาตาภริยา ภริยาเสมอด้วย

มารดา ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาวน้องสาว มีความเคารพใน

สามีของตน เป็นคนละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยา

ของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ภคินีภริยา ภริยาเสมอด้วยพี่สาว

น้องสาว ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้วชื่นชมยินดี เหมือน

เพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับมา เป็นหญิงมีตระกูล มีศีล

มีวัตรปฏิบัติสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า สขีภริยา

ภริยาเสมอด้วยเพื่อน ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอก

ก็ไม่โกรธ ไม่คิดพิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไป

ตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ทาสีภริยา

ภริยาเสมอด้วยทาสี ภริยาที่เรียกว่าวธกาภริยา ๑ โจรี

ภริยา ๑ อัยยาภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น ล้วนแต่เป็น

คนทุศีลหยาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก

ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตาภริยา ๑ ภคินีภริยา ๑ สขีภริยา ๑

ทาสีภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล

ถนอมรักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ

ดูกรนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอเป็นภริยาจำพวกไหน ใน ๗จำพวกนั้น ฯ

ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระผู้มีพระภาคโปรดทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้เสมอด้วยทาสี ฯ

จบสูตรที่ ๑๐

โกธนาสูตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์ อัพยากตวรรค โกธนาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๓ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๓ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๓)

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺติเม ภิกฺขเว ธมฺมา สปตฺตกนฺตา สปตฺตการณา๔ โกธนํ อาคจฺฉนฺติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ กตเม สตฺต อิธ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ ทุพฺพณฺโณ อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส วณฺณวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กิญฺจาปิ โส โหติ สุนฺหาโต สุวิลิตฺโต กปฺปิตเกสมสฺสุ โอทาตวตฺถวาสโน อถโข โส ทุพฺพณฺโณ จ โหติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ปฐโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ ๑ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ ทุกฺขํ สเยยฺยาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส สุขเสยฺยาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กิญฺจาปิ โส ปลฺลงฺเก เสติ โคนกตฺถเต ปฏิกตฺถเต ปฏลิกตฺถเต กทลิมิคปวรปจฺจตฺถรเณ สอุตฺตรจฺฉเท อุภโตโลหิตกูปธาเน อถโข โส ทุกฺขญฺเญว เสติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ทุติโย ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น ปจุรตฺโถ อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส ปจุรตฺถตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต อนตฺถํปิ คเหตฺวา อตฺโถ เม คหิโตติ มญฺญติ อตฺถํปิ คเหตฺวา อนตฺโถ เม คหิโตติ มญฺญติ ตสฺสิเม ธมฺมา อญฺญมญฺญวิปจฺจนีกา คหิตา ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ โกธาภิภูตสฺส อยํ ภิกฺขเว ตติโย ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น โภควา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส โภควตาย นนฺทติ โกธนสฺส ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคลสฺส โกธาภิภูตสฺส โกธปเรตสฺส เยปิสฺส เต โหนฺติ โภคา อุฏฺฐานวิริยาธิคตา พาหาพลปริจิตา เสทาวกฺขิตฺตา ธมฺมิกา ธมฺมลทฺธา เตปิ ราชาโน ราชโกสํ ปเวเสนฺติ โกธาภิภูตสฺส อยํ ภิกฺขเว จตุตฺโถ ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น ยสวา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส ยสวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต โยปิสฺส โหติ ยโส อปฺปมาทาธิคโต ตมฺหาปิ ธํสติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว ปญฺจโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ น มิตฺตวา อสฺสาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส มิตฺตวตาย นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต เยปิสฺส เต โหนฺติ มิตฺตามจฺจา ญาติสาโลหิตา เตปิ อารกา ตํ ปริวชฺเชนฺติ โกธาภิภูตํ อยํ ภิกฺขเว ฉฏฺโฐ ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วา ฯ

ปุน จปรํ ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส เอวํ อิจฺฉติ อโห วตายํ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺเชยฺยาติ ตํ กิสฺส เหตุ น ภิกฺขเว สปตฺโต สปตฺตสฺส สุคติคมเนน นนฺทติ โกธโนยํ ภิกฺขเว ปุริสปุคฺคโล โกธาภิภูโต โกธปเรโต กาเยน ทุจฺจริตํ จรติ วาจาย ทุจฺจริตํ จรติ มนสา ทุจฺจริตํ จรติ โส กาเยน ทุจฺจริตํ จริตฺวา วาจาย ทุจฺจริตํ จริตฺวา มนสา ทุจฺจริตํ จริตฺวา กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปชฺชติ โกธาภิภูโต อยํ ภิกฺขเว สตฺตโม ธมฺโม สปตฺตกนฺโต สปตฺตการโณ โกธนํ อาคจฺฉติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วาติ ๑ ฯ อิเม โข ภิกฺขเว สตฺต ธมฺมา สปตฺตกนฺตา สปตฺตการณา โกธนํ อาคจฺฉนฺติ อิตฺถึ วา ปุริสํ วาติ ฯ

โกธโน ทุพฺพณฺโณ โหติ อโถ ทุกฺขมฺปิ เสติ โส

อโถ อตฺถํ คเหตฺวาน อนตฺถํ ปฏิปชฺชติ ๒

ตโต กาเยน วาจาย วธํ กตฺวาน โกธโน

โกธาภิภูโต ปุริโส ธนชานึ นิคจฺฉติ

โกธสมฺมทสมฺมตฺโต อายสกฺขํ ๑ นิคจฺฉติ

ญาติมิตฺตา สุหชฺชา จ ปริวชฺเชนฺติ โกธนํ ฯ

อนตฺถชนโน โกโธ โกโธ จิตฺตปฺปโกปโน

ภยมนฺตรโต ชาตํ ตํ ชโน นาวพุชฺฌติ ฯ

กุทฺโธ อตฺถํ น ชานาติ กุทฺโธ ธมฺมํ น ปสฺสติ

อนฺธตมํ ตทา โหติ ยํ โกโธ สหเต นรํ ฯ

ยํ กุทฺโธ อุปโรเธติ สุกรํ วิย ทุกฺกรํ

ปจฺฉา โส วิคเต โกเธ อคฺคิทฑฺโฒว ตปฺปติ ฯ

ทุมฺมงฺกุยํ ปฐมํ ทสฺเสติ ๒ ธูมคฺคิมิว ๓ ปาวโก

ยโต ปตายตี โกโธ เยน กุชฺฌนฺติ มาณวา ฯ

นาสฺส หิรี น โอตฺตปฺปํ น วาโจ โหติ คารโว

โกเธน อภิภูตสฺส น ทีปํ โหติ กิญฺจินํ ฯ

ตปนียานิ กมฺมานิ ยานิ ธมฺเมหิ อารกา

ตานิ อาโรจยิสฺสามิ ตํ สุณาถ ยถากถํ ฯ

กุทฺโธ หิ ปิตรํ หนฺติ หนฺติ กุทฺโธ สมาตรํ

กุทฺโธ หิ พฺราหฺมณํ หนฺติ หนฺติ กุทฺโธ ปุถุชฺชนํ ฯ

ยาย มาตุ ภโต โปโส อิมํ โลกํ อเวกฺขติ

ตมฺปิ ปาณททึ สนฺตึ หนฺติ กุทฺโธ ปุถุชฺชโน ฯ

อตฺตูปมา หิ เต สตฺตา อตฺตา หิ ปรมํ ๔ ปิโย

หนฺติ กุทฺโธ ปุถุตฺตานํ นานารูเปสุ มุจฺฉิโต

อสินา หนฺติ อตฺตานํ วิสํ ขาทนฺติ มุจฺฉิตา

รชฺชุยา พทฺธา มิยฺยนฺติ ๑ ปพฺพตามปิ กนฺทเร ฯ

ภูตหจฺจานิ ๒ กมฺมานิ อตฺตมารณิยานิ จ

กโรนฺตา นาวพุชฺฌนฺติ โกธชาโต ปราภโว ฯ

อิตายํ โกธรูเปน มจฺจุปาโส คุหาสโย

ตํ ทเมน สมุจฺฉินฺเท ปญฺญาวิริเยน ทิฏฺฐิยา

เอกเมกํ ๓ อกุสลํ สมุจฺฉินฺเทถ ปณฺฑิโต ฯ

ตเถว ธมฺเม สิกฺเขถ มา โน ทุมฺมงฺกุยํ อหุ ฯ

วีตโกธา อนายาสา วีตโลภา อนุสฺสุกา

ทนฺตา โกธํ ปหตฺวาน ปรินิพฺพสฺสถนาสวาติ ๔ ฯ

อพฺยากตวคฺโค ปฐโม ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

อพฺยากโต ปุริสคติ ติสฺสสีหรกฺขิตปญฺจมํ ๕

ตตฺรวตมํ กิมฺมิโล ๖ สตฺตภริยาย โกธนา ๗ ฯ

_______________

มหาวคฺโค ทุติโย

๑ ม. สปตฺตกรโณ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. อธิปชฺชติ ฯ

๑ ม. ยุ. อายสกฺยํ ฯ ๒ ม. ปทสฺเสติ ฯ ๓ ม. ธูมํ ธูมีว ฯ ๔ ม. ปรโม ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกันเป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้เป็นข้าศึกกันในโลกนี้ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้มีผิวพรรณทรามเถิดหนอ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีผิวพรรณงาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วก็ตาม แต่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นธรรมข้อที่ ๑ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนที่เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้พึงนอนเป็นทุกข์เถิดหนอ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันอยู่สบาย ดูกรภิกษุทั้งหลายคนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว

แม้จะนอนบนบัลลังค์อันลาดด้วยผ้าขนสัตว์ ลาดด้วยผ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีทำด้วยหนังชะมด มีผ้าดาดเพดาน มีหมอนหนุนศีรษะและหนุนเท้าแดงทั้งสองข้างก็ตาม แต่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมนอนเป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ

อีกประการหนึ่ง คนเป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามีความเจริญเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีความเจริญ ดูกรภิกษุทั้งหลายคนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ แม้ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์

ก็สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำถือเอาแล้ว เป็นข้าศึกแก่กันและกัน ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๓ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกันเป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามีโภคะเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีโภคะ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะมีโภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียรสั่งสมได้ด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม ได้มาโดยธรรมพระราชาทั้งหลายย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธเข้าพระคลังหลวง ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้เป็นธรรมข้อที่ ๔ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามียศเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมียศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะได้ยศมาเพราะความไม่ประมาท ก็เสื่อมจากยศนั้นได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกันเป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้อย่ามีมิตรเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีมิตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้เขาจะมีมิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิต มิตรอำมาตย์ญาติสาโลหิตเหล่านั้น ก็เว้นเขาเสียห่างไกล ดูกรภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นธรรมข้อที่ ๖ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้ เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันไปสุคติดูกรภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว ย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรกดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๗ เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ฯ

คนโกรธมีผิวพรรณทราม ย่อมนอนเป็นทุกข์ ถือเอาสิ่งที่เป็น

ประโยชน์แล้ว กลับปฏิบัติสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ ทำ

ปาณาติบาตด้วยกายและวาจา ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์ ผู้

มัวเมาเพราะความโกรธ ย่อมถึงความไม่มียศ ญาติมิตร

และสหาย ย่อมเว้นคนโกรธเสียห่างไกล คนผู้โกรธย่อมไม่

รู้จักความเจริญ ทำจิตให้กำเริบ ภัยที่เกิดมาจากภายในนั้น

คนผู้โกรธย่อมไม่รู้สึก คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ ไม่เห็นธรรม

ความโกรธย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมี

ในขณะนั้น คนผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยากเหมือนทำได้

ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขาย่อมเดือดร้อนเหมือน

ถูกไฟไหม้ คนผู้โกรธย่อมแสดงความเก้อยากก่อน เหมือน

ไฟแสดงควันก่อน ในกาลใด ความโกรธเกิดขึ้น คนย่อม

โกรธ ในกาลนั้น คนนั้นไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปะ และไม่

มีความเคารพ คนที่ถูกความโกรธครอบงำย่อมไม่มีความ

สว่างแม้แต่น้อยเลย กรรมใดยังห่างไกลจากธรรม อันให้

เกิดความเดือดร้อน เราจักบอกกรรมเหล่านั้น เธอทั้งหลาย

จงฟังธรรมนั้นไปตามลำดับ คนโกรธฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดา

ของตนก็ได้ ฆ่าพระขีณาสพก็ได้ ฆ่าปุถุชนก็ได้ ลูกที่

มารดาเลี้ยงไว้จนได้ลืมตาดูโลกนี้ ลูกเช่นนั้นกิเลสหยาบช้า

โกรธขึ้นมาย่อมฆ่าแม้มารดานั้นผู้ให้ชีวิตความเป็นอยู่ได้ จริง

อยู่ สัตว์เหล่านั้นมีตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เพราะตนเป็น

ที่รักอย่างยิ่ง คนโกรธหมกมุ่นในรูปต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเอง

ได้เพราะเหตุต่างๆ ย่อมฆ่าตัวเองด้วยดาบบ้าง กินยาพิษ

บ้าง เอาเชือกผูกคอตายบ้าง โดดเขาตายบ้าง คนเหล่านั้น

เมื่อกระทำกรรมอันมีแต่ความเสื่อมและทำลายตนก็ไม่รู้สึก

ความเสื่อมเกิดแต่ความโกรธ ตามที่กล่าวมานี้ เป็นบ่วงของ

มัจจุราช มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย บุคคลผู้มักโกรธ มีการฝึกตน

คือมีปัญญา ความเพียรและสัมมาทิฐิ พึงตัดความโกรธนั้น

ขาดได้ บัณฑิตพึงตัดอกุศลธรรมแต่ละอย่างเสียให้ขาด พึง

ศึกษาในธรรมเหมือนอย่างนั้น เธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า

ขอความเป็นผู้เก้อยากอย่าได้มีแก่เราทั้งหลาย เธอทั้งหลาย

เป็นผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ ปราศจาก

ความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตนแล้ว ละความโกรธได้

เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน ฯ

จบสูตรที่ ๑๑

จบอัพยากตวรรคที่ ๑

______

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อัพยากตสูตร ๒. ปุริสคติสูตร

๓. ติสสสูตร ๔. สีหสูตร

๕. รักขิตสูตร ๖. กิมมิลสูตร

๗. สัตตธรรมสูตร ๘. โมคคัลลานสูตร

๙. ปุญญวิปากสูตร ๑๐. ภริยาสูตร

๑๑. โกธนาสูตร

จบ อัพยากตวรรค